ภูกระดึง….ไม่แดง

  ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ www.facebook.com/pages/ตะวันยิ้มแฉ่ง                                            ภูกระดึง......ไม่แดง                 แต่ละก้าว แต่ละการวางเท้าไปบนพื้นหินทรายของการเดินขึ้นไปบนแต่ละซำของภูกระดึง เหมือนกับเป็นการเจริญสติอย่างหนึ่ง ที่ค่อยๆพิจารณา มองสรรพสิ่งบนพื้นก่อนการวางเท้า อีกทั้งการเดินช้า ก้าวขาสั้นๆ ยังเป็นเทคนิคของการเดินขึ้นภูเขาสูงของนักเดินป่า นักปีนภูผู้ช่ำชองทุกๆ คนที่รู้ถึงเคล็ดลับนี้ แต่สำหรับภูกระดึง คงต้องเพิ่มเรื่องการแต่งกาย คืออย่าใส่กางเกงรัด ขาสั้นได้ยิ่งดี (เวลาเดินขึ้นภูกระดึงอย่าเพิ่งสวย ไว้ไปสวยบนหลังแป) ไม่ต้องประโคมเครื่องกันหนาวไปจนหนาเตอะ เพราะนอกจากมันจะไม่หนาวแล้วยังจะเป็นภาระระหว่างทางด้วย และที่สำคัญ รองเท้านุ่มเท้าและชินเท้าอีกหนึ่งคู่ เท่านี้ก็พิชิตภูกระดึงได้
ผานาน้อย


                          เสน่ห์ของการเดินขึ้นภูกระดึงคือการเดินขึ้นไป แล้วได้ทักทายกันกับเพื่อนร่วมเดิน ทั้งเดินขึ้น และเดินลง การให้กำลังใจกันการแบ่งยาดม ช่วยกันพยุง นั่งพักด้วยกันแล้วก็ได้แลกเปลี่ยนสนทนากัน พอไปถึงแต่ละซำที่มีร้านค้า การได้ไปนั่งพัก ดื่มน้ำ เหล่านี้ ล้วนเป็นเสน่ห์ของการเดินขึ้นภูกระดึง ผมประทับใจครอบครัวหนุ่มสาว ที่มีลูกเล็กๆ ราว 2 ขวบ คุณพ่อยังหนุ่ม เอาลูกขึ้นคอ ส่วนภรรยายังสาว จูงมือคุณย่าวัย 76 ปี ค่อยๆเดินขึ้น ผมก็เห็นคุณยายอายุวัย 82 ปี จากตลาดอัมพวา ไปชูกำปั้นหน้าป้ายเราคือผู้พิชิตภูกระดึงบนหลังแป เด็กหนุ่ม เด็กสาวที่อยู่ในวัยเรียนหนังสือ เดินแบกเป้ มากันเป็นกลุ่ม หวนนึกถึงสมัยที่ตัวเองเคยผ่านช่วงวัยอย่างนี้มาและเดินขึ้นภูกระดึงกัน ว่ากันว่า มี อยู่ 2 ที่ที่เด็กมหาวิทยาลัยต้องมา คือเกาะเสม็ดและภูกระดึงนี่เอง ฯลฯ ภาพชีวิตเหล่านี้มีให้เห็นตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นภูกระดึง การเดินขึ้นภูกระดึง จึงไม่ใช่ความลำบาก หากเป็นความสนุกในวัยหนุ่มสาว เป็นความพยายามเอาชนะสังขารในวัยกลางคน แต่ไม่ว่าจะวัยไหน ถ้าใจไม่ศิโรราบอุปสรรค ทุกคนล้วนได้ชื่อว่าผู้ชนะทุกคนเมื่อขึ้นสู่ยอดหลังแปได้
...


                              ผมไปภูกระดึงบ่อย อาจจะด้วยเหตุผลหลัง ไปบ่อยๆเข้าก็จะรู้จังหวะการเดิน รู้จังหวะพัก รู้การผ่อนลมหายใจ บางครั้งผมจึงทำเวลาได้ในสองชั่วโมงครึ่ง แต่โดยทั่วไป จะโอ้เอ้ ทักทาย พุดคุยกับร้านค้าระหว่างทาง จะใช้เวลา สามถึงสี่ชั่วโมง ไปบ่อยๆ ก็จะเดินถึงยอดเขาโดยไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรเกินไป การเดินลงก็เช่นกัน ถ้าค่อยๆ ก้าว ค่อยๆเดิน อาการเจ็บเท้า เจ็บหัวเข่า แทบไม่ปรากฏ ผมถึงบอก การเดินขึ้นภูกระดึงเหมือนการเจริญสติอย่างหนึ่ง ปีนี้ภูกระดึงเปลี่ยนไปมากท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจะให้สร้างกระเช้าขึ้นภู บางคนที่นั่นที่รู้ว่าผมคือใคร เข้ามาถามไถ่แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องนี้ “เขาบอกว่าสร้างกระเช้าแล้วที่นี่จะเจริญ” “แล้วบ้านผู้ใหญ่ตอนนี้ไม่เจริญตอนไหน ไฟฟ้าก็มี ทางก็ราดยาง สัญญาณโทรศัพท์ก็มี ไม่เจริญตรงไหน”.. . “เขาว่าเราจะขายของได้มากขึ้น” . . “ ผมไปมาหลายที่ที่มีแพกเกจทัวร์ รถมารับถึงโรงแรม พาไปเที่ยว พาซื้อของ พาไปกิน พอเย็นพาส่งที่พัก ผู้ใหญ่คิดว่านักท่องเที่ยวจะได้มาเดินเลือกซื้อของผู้ใหญ่ตอนไหน” .... “เขาว่ามีกระเช้าแต่ก็ยังให้เดินขึ้นได้ลูกหาบไม่ได้หายไปไหน” ... “แล้วผู้ใหญ่คิดว่าถ้ามีกระเช้า ใครจะมาเดินขึ้น ถามผมนี่ผมเป็นนักท่องเที่ยว ค่าแบกสัมภาระกับค่าตั๋วขึ้นกระเช้าพอกัน ผมจะมาเดินขึ้นทำไม” ..... “เขาว่าลูกหาบต่อไปจะไม่มีแล้ว เพราะเป็นโรคข้อ โรคเข่า เดินไม่ไหว” ผมชี้ให้ดูเด็กรุ่นใหม่อายุ 20-30 คนมาเป็นลูกหาบ โดยไม่ต้องอธิบายว่าจริงหรือไม่ ฯลฯ นั่นเป็นบทสนทนาระหว่างผมและผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน
มาจากตลาดอัมพวา วัย ๘๒ เมื่อ ๑๙ ธ.ค.๒๕๕๕


                          ค่าลูกหาบตอนนี้ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท ดูสมน้ำสมเนื้อวันหนึ่งลูกหาบทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำไม่ต่ำกว่าพันบาท กับเวลาแค่ครึ่งวัน ทุกวันเราจึงเห็นลูกหาบมานั่งรอสัมภาระนักท่องเที่ยวนับสิบๆคนทุกวัน ถ้าคนขึ้นกระเช้ากันหมด คนเหล่านี้จะไปไหน มาเป็น รปภ. มาเดินขายล๊อตเตอร์รี่ ในเมืองใหญ่ศักดิ์ศรีของคนไม่เท่ากัน แต่อยู่ที่นี่ศักดิ์ศรีเขาเท่ากันกับนักท่องเที่ยว นายทุนอาจจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เมื่อมองแต่ผลกำไร และหลอกชาวบ้านให้หลงเชื่อ ปีนี้ อาหารบนภูแพงขึ้น เพราะค่าหาบ ค่าของ แพงทุกอย่าง ข้าวราดแกงจานละ 60-70 บาท กาแฟแก้วละ 30 บาทน้ำดื่มขวดใหญ่ขวดละ 50 บาท น้ำอัดลมกระป๋อง 40 บาท อยู่หลายวันอาจจะหมดตัวเอาง่ายๆ ส่วนการบริการของอุทยานฯ ยังเหมือนเดิมเช่นการประกาศเตือนให้เงียบเสียงหลังสี่ทุ่ม (แต่กลุ่มไหนยังคงส่งเสียงดังต่อ ทางอุทยานฯก็ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเตือน) การไม่เข้มงวดเรื่องขยะระหว่างเดินเที่ยว เราจึงเห็นขยะทิ้งกันเกลื่อนริมทาง ตั้งแต่ตีนภู ขึ้นมาจนถึงเส้นทางเดินเที่ยวบนหลังแป ขยะมากกว่าปีก่อนๆ การไม่เตือนเรื่องนักท่องเที่ยวเอาไม้ไปค้ำยันก้อนหิน อันถือเป็นการดัดแปลงธรรมชาติ เห็นคนเอาถุงไปเก็บจอกบ่วาย แล้วบอกว่าเอามาต้มเป็นยา ทั้งๆที่อยู่ในเขตอุทยานฯ เหล่านี้ ผมถือว่าเป็นการหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ ของทางอุทยานฯ นักท่องเที่ยวเขาพร้อมทำตาม ถ้าเจ้าหน้าที่เข้มงวดเอาจริงเอาจัง แต่ถ้าหย่อนยาน ภาพก็จะเป็นอย่างที่ปรากฏ สมัยหนึ่งเคยอบรมและต้อนนักท่องเที่ยวเข้าไปฟังกฎระเบียบก่อนขึ้นภูด้วยซ้ำ คนไทยเราต้องใช้กฎระเบียบที่เคร่งครัดจึงจะเห็นผล ถ้าหย่อนยานก็จะเป็นอย่างที่ปรากฏ หัวหน้าอุทยานฯ อาจต้องใช้สติปัญญาเข้ามา “บริหาร” ให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นอย่างที่ว่ามา
น้ำตกธาราสวรรค์


                        ปีนี้ผมไปภูกระดึงมาเมื่ออาทิตย์ที่สามของเดือนธันวาคม หมายใจว่าจะเจอเมเปิ้ลใบสีแดงที่ร่วงกราวเต็มทางเดิน บนก้อนหินเขียวในลำธาร ซึ่งเป็นภาพที่ผมและใครต่อใครก็ประทับใจ แต่ปีนี้ เมเปิ้ลยังเขียวเต็มต้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้กลางเดือนพฤศจิกายนก็ร่วงพราวเต็มพื้นแล้ว ใครที่จะไปดูภาพประทับใจนั้น คงจะได้เห็นราวปลายเดือนมกราคมนั่นเลย นอกนั้นภูกระดึงวันนี้ ก็ยังคงเป็นภูกระดึงเมื่อวันวาน ที่น่าประทับใจในธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ กลางคืนคนมานอนรวมกันจนดูเหมือนแน่น กลางวันกระจายกันเดินเที่ยวจนบางครั้งดูเงียบ ตราบที่ซำต่างๆ ยังกรองคนที่มานะพยายามเท่านั้นให้ขึ้นมาได้ ธรรมชาติจะพอเหมาะกับคนที่ขึ้นมา แต่ความง่ายจากกระเช้าที่ถูกผลักดัน จะพาคนทุกประเภทขึ้นมาบนนี้ หลับตาแล้วเห็นภาพภูกระดึงเมื่อมีกระเช้าหรือเปล่า..... .......................................... @เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ- ๕ มกราคม ๒๕๕๖@
สระอโนดาด


แนะนำให้อ่านต่อ