สองข้างทาง…ช่องตะโก

  ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ www.tawanyimchang.com                                                       สองฝั่งทางช่องตะโก                   ใครนึกภาพไม่ออกให้ไปหาแผนที่มาดูประกอบได้ ช่องตะโกเป็นส่วนหนึ่งของถนนหมายเลข 348 (ตาพระยา-โนนดินแดง) ที่เชื่อมพื้นที่ระหว่างดินแดนอีสานใต้ กับที่ราบลุ่มฝั่งตะวันออกในเขต อ.อรัญประเทศ ในเขต จ.สระแก้ว ซึ่งเส้นทางเชื่อมแผ่นดินมีหลายเส้นที่ล้วนใช้ “ช่อง”นำหน้าชื่อสถานที่แทบทั้งนั้น เส้นทางเหล่านี้มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยบ้านเมืองเรายังไม่เจริญ การคมนาคมยังไม่สะดวกเท่าทุกวันนี้ แต่การติดต่อค้าขายไปมาหาสู่กันนั้นมีมานานแล้ว เส้นทางพวกนี้เป็นช่องเขาที่คนเดินทางจะใช้เป็นทางผ่าน สมัยก่อนคงจะเป็นป่า การเดินทางลำบาก ต้องมีการค้างคืน พักแรมระหว่างทาง จุดที่หยุดพักแรม ต้องมีแหล่งน้ำด้วย ต่อมาจุดพักแรมเหล่านั้นมีคนมาพัก แล้วออกไป เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ก็เลยมีคนปักหลักอยู่ตรงนั้นกลายเป็นชุมชนจากเล็กมาใหญ่ในปัจจุบัน เราจึงเห็นว่าจะมีชื่อหมู่บ้านระหว่างทาง มีชื่อ “ทับ...” “ซับ...” “โป่ง.....” ให้เห็นตามรายทางช่องทางเหล่านี้มากมาย ชื่อเหล่านั้นก็มาจากเอกลักษณ์ของพื้นที่ตรงนั้นแล้วตั้งชื่อเพื่อบอกหมายให้เข้าใจตรงกันนั่นเอง พอบ้านเมืองเจริญ ช่องทางเหล่านี้ ก็มีการตัดเป็นถนน ขยายทาง จนคนรุ่นใหม่อาจนึกภาพไม่ออกแล้วว่า ทำไมจึงชื่อ “ปากช่อง” ทำไมจึงชื่อ “กลางดง” ฯลฯ เขาช่องตะโกนี้ก็ไม่พ้นหลักเกณฑ์เดียวกัน เพียงแต่ช่องทางนี้ ขยายทางมากไม่ได้เพราะติดอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ และเป็นภูเขาสูงบีบสองฝังทาง
น้ำตกผาแดง อุทยานฯตาพระยา


                      จากเชิงเขาด้านตาพระยา ตามรอยคนโบราณขึ้นไปยังที่ราบสูงแผ่นดินอีสาน ระยะทางแค่ 4 กม. แต่กลับมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย นับตั้งแต่ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติที่อยู่เชิงเขา แม้ที่นี่ไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรอยู่ใกล้ที่ทำการฯ แต่มันปลอดภัยเสียจนกระทิงออกมาหากินจนถึงหลังบ้านพักเจ้าหน้าที่ ใครมากางเต็นท์ที่นี่อาจจะโชคดีเห็นได้ไม่ยาก แต่หากเดินข้ามถนน เยื้องๆ กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯไปราว 100 เมตร จะเจอปรากฏการณ์เสาดินที่เรียกว่า “ละลุน้อย” เหมือนที่ละลุ แต่มีพื้นที่ไม่กว้างมาก และเสาก็ดูเตี้ยกว่า แต่หากเป็นคนที่สนใจเรื่องของปรากฏการณ์ของพื้นดิน ผมว่าที่นี่น่าสนใจทีเดียว จากที่ทำการอุทยานฯ ใช้ถนนหมายเลข 348 มุ่งหน้าขึ้นเขา ห่างจากที่ทำการราว 300 เมตรฝั่งขวามือ จะมีลานจอดรถเล็กๆ จอดรถ ปิดล๊อคให้เรียบร้อย แล้วเดินไปตามทางเล็กๆ เข้าไปในป่าไผ่ บางช่วงจะมีขึ้นเนินเขาเล็กๆ พอได้เหนื่อย ช่วงนี้ถ้ามีทางแยก ให้เลือกแยกซ้ายไว้ก่อน เพราะไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นก็สังเกตจากเศษขยะก็ได้ พวกถุงใส่ขนขบเคี้ยว เปลือกลูกอม จะถูกทิ้งตามทาง นี่เป็นนิสัยของคนไทย คือสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น ยังไม่มีจริงๆ นิสัยมักง่ายนี่เป็นนิสัยถาวรของคนไทย จากจุดจอดรถเดินมาแค่ 400 เมตร ก็จะถึงน้ำตกผาแดง ซึ่งอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ที่ปิดคลุมหมด น้ำตกนี้มีน้ำเฉพาะในหน้าฝน เพราะป่าต้นน้ำก็คือภูเขาแดงที่โดดเดี่ยว อีกทั้งเป็นดินทราย ป่าไผ่แบบนั้นคงไม่อาจซับน้ำไว้ได้ น้ำตกจึงมีแค่ในฤดูฝน แต่มันตกลงมาจากหน้าผาสูงราว 15 เมตร บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น เขียวไปด้วยตะไคร่ที่ขึ้นปกคลุมก้อนหินทุกก้อน สงบดีมาก เสียแต่ว่าระหว่างเดินมาในป่าไผ่ มียุงเยอะไปหน่อยแค่นั้นเอง
จุดชมวิวผาแดง เห็นที่ราบทางสระแก้วชัดเจน


                  ครั้นออกมาแล้วใช้ถนนเส้นเดิมมาแค่ครึ่งทาง จะเห็นป้าย “จารึก ร.5” อยู่ซ้ายมือ ติดกันจะมีศาล ใครผ่านไปผ่านมาก็บีบแตรไม่ก็ลงมาสักการะ ว่ากันว่าคนที่เดินทางผ่านทางเส้นนี้เพื่อไปรับตำแหน่งหน้าที่การงานใหม่ แล้วได้ลงมาสักการะ หน้าที่การงานแห่งใหม่นั้นจะรุ่งโรจน์มาก ต่อมาใครต่อใครก็พากันมาบนบานสารพัด ไม่เฉพาะคนไปรับตำแหน่งใหม่เท่านั้น ด้านล่างหลังศาล จะมีก้อนหินทรายขนาดใหญ่ มีคำจารึกของ ร.5 ที่ให้ข้าราชการสร้างทางเชื่อมระหว่างปราจีนบุรี(สมัยนั้น)กับภาคอีสาน หลังจากนั้น ทางเส้นนี้จึงถูกสร้างขึ้นมานับแต่นั้น ก้อนหินอื่นๆใกล้เคียงกันก็มีคำจารึกของเจ้านายองค์อื่นๆด้วย ขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างศาลาเข้าใจว่าป่านนี้คงเสร็จแล้ว
กระทิงโทนออกมาเยือนถึงหลังที่ทำการอุทยานฯตาพระยา


                  เลยขึ้นไปจนถึงหลังแปที่ราบสูงอีสาน จะมีด่านตรวจของตำรวจ เยื้องด่านตรวจจะมีทางเลี้ยวขวา เข้าไปตามทางราว 1.5 กม. เป็นทางลูกรัง แต่รถทุกชนิดไปได้ ทางจะไปสุดที่ลานจอดเล็กๆ เดินไปอีกนิดก็จะเห็นลานหินทรายกว้างเป็นหน้าผาสูงที่เรียกว่าผาแดง ต่อมาเห็นทาง อบต.ไปตั้งชื่อว่า ไก่ฟ้าผาแดง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมตั้งชื่อแบบนี้ แต่จะชื่ออะไรก็ตามทิวทัศน์จากบนนี้ยังคงสวยมากเช่นเดิม เห็นที่ราบตาพระยาชัดเจน ภูเขาหลังแปเรียงซ้อนๆ กัน ทอดสายตาไปได้ไกลๆ แล้วเห็นแต่สีเขียวของต้นไม้ มันได้พักตา ไม่เหมือนเราขึ้นไปหลังคาตึกสูงในกรุง มองได้ไกลเหมือนกัน แต่เห็นแต่ตึก ไม่ได้จรรโลงตาแม้แต่นิด บางช่วงเรือนยอดป่าเบญจพรรณจะแตกใบอ่อน ทำให้ป่าดูมีสีสันต่างๆ อากาศบนนั้นเย็นสบายลมพัดเอื่อยๆ
เขื่อนลำนางรอง ทะเลของอีสานใต้


                   ผาแดงแห่งนี้มีอดีตไม่แตกต่างจากผาชูธง ของภูหินร่องกล้า สมัยที่แถบอีสานใต้ยังอุดมด้วย ผกค. ผกค.สมัยนั้นไม่ได้นัดชุมนุมรายเดือนให้คนเขาด่าเล่น แต่ใช้อาวุธและปะทะกับทหาร การก่อสร้างทางสายนี้ให้เป็นลาดยางอย่างทุกวันนี้ ถูกขัดขวางอย่างหนักจาก ผกค. เพราะอยู่ในชัยภูมิที่ดีกว่า เครื่องบินมาโจมตีก็หลบลงถ้ำ มาสังเกตการณ์ทหาร มาซุ่มโจมตีหรือแม้แต่มานั่งกินลม ก็ผาแดงนี้ทั้งนั้น ต้องเอาความเป็นหนึ่งเดียวทั้งชาวบ้าน ตำรวจ ทหาร คนโนนดินแดงต้องรวมใจสู้กับ ผกค.นั่นแหละทางจึงเสร็จแต่ก็สูญเสียไปมาก อนุสาวรีย์ความร่วมใจของคนโนนดินแดงจึงยังคงเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในอดีตมาจนทุกวันนี้ จะเห็นว่าถนนทุกเส้น ทางทุกสาย ล้วนแล้วมีประวัติ มีอดีตทั้งสิ้น การสร้างชาติหาได้ซื้อมาด้วยอำนาจเงิน หากแต่ต้องมีความศรัทธาและความเป็นอันหนึ่งเดียวไปสู่จุดหมายปลายทางเพื่ออนาคต บรรพบุรุษเราสร้างชาติไว้ให้ลูกหลาน แต่คนรุ่นเรากลับทำลายชาติเพื่อตัวเอง พฤติกรรมไหนบ้างที่เรียกว่าทำลายชาติ ผมคงไม่ต้องบอก...... .............................................................. @ ตีพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์ประเทศไทยใจเดียว นสพ.กรุงเทพธุรกิจ-เสาร์สวัสดี วันที่ ๘ ธ.ค.๕๕@  
อนุเสาวรีย์เราสู้ อ.โนนดินแดง


แนะนำให้อ่านต่อ