ท่าสองยาง ปลายทางแห่งใหม่

ประเทศไทยใจเดียว

คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ www.tawanyimchang.com

ท่าสองยาง....ปลายทางแห่งใหม่

ถ้าใครเคยเดินทางผ่านถนนสาย 105 จากแม่สอด มุ่งหน้าแม่สะเรียง ซึ่งเป็นถนนที่แล่นเลียบแม่น้ำเมยนั้น คงจะเห็นพ้องต้องกันกับผมว่า เส้นทางสายนี้น่าจะเป็นถนนแห่งการท่องเที่ยวแบบขับรถได้เป็นอย่างดี เพราะแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทางที่รู้จักกันดีอย่าง น้ำพุร้อนแม่กาษา-ถ้ำแม่อุสุ-อุทยานฯ แม่เมย(ม่อนพูนสุดา ม่อนครูบาใส กิ่วลม) นั้นจะพอดีแวะ พอดีเที่ยวครบวันพอดี โดยมากางเต็นท์นอนที่อุทยานฯแม่เมย ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทาง แล้วจะไปแม่สามแล่บ ไปแม่เงา ไป แม่สะเรียงในวันรุ่งขึ้นก็พอดิบพอดีกับเวลาและการเดินทาง แต่ที่ผมชอบมากก็คือ ทิวทัศน์ของเส้นทางที่ยัง “บ้านๆ” อย่างแท้จริง ชาวบ้านเลี้ยงควาย เกี่ยวข้าว ชาวเขาสะพายตะกร้า เด็กๆเล่นน้ำ ซักผ้าในลำห้วย เด็กนักเรียนชาวเขาขี่จักรยานไปโรงเรียน ชายหาดริมน้ำเมย นาขั้นบันได สารพัดที่ล้วนแล้วชวนให้หยุดถ่ายรูปตลอดทาง แต่ถ้าจะลองแวะนอน ผมมีที่สงบๆ เป็นธรรมชาติ มาบอกเล่าให้ลองไปดูกัน ท่าสองยาง คือหมุดหมายที่อยากปักบอกไว้บนแผนที่ครั้งนี้ ท่าสองยาง ที่เอ่ยถึงนี้ ไม่ใช่อำเภอท่าสองยาง หากแต่เป็นบ้านท่าสองยาง ซึ่งห่างกันราว 50 กม. เอาเป็นว่าถ้าท่านผู้อ่านออกจากแม่สอด มุ่งหน้าทางแม่สะเรียง โดยใช้ถนนเลียบตะวันตกหมายเลข 105 ชมทิวทัศน์ ชมนั่น ชมนี่ไปเรื่อย ก็จะผ่าน อ.แม่ระมาด ผ่าน อ.ท่าสองยาง แล้วจึงจะถึงทางแยกเข้าถ้ำแม่อุสุ เลยไปจึงจะเป็นทางเข้าอุทยานฯแม่เมย ระหว่างนี้เราก็จะเจอด่านตรวจของทหารพราน ของ ตชด. เป็นระยะๆ เมื่อเลยทางเข้าอุทยานฯ แม่เมยไปแล้ว เราจะเจอด่านตรวจใหญ่อีกแห่ง แล้วจะเห็นป้าย “บ้านท่าสองยาง” เลี้ยวเข้าไปตามทางในหมู่บ้าน แล้วแล่นตรงไปตามทางในหมู่บ้านราว 150 เมตร จากด่านตรวจก็จะไปสิ้นสุด เอาที่ สถานีตำรวจแม่เมย เข้าไปในโรงพักแม่เมยเลยครับ ไม่ต้องขยี้ตาหรือกลับมาอ่านซ้ำ หรือนึกว่าผมเขียนผิด เพราะจุดหมายปลายทางของเราครั้งนี้ก็คือในโรงพักแม่เมยนี่แหละ สิ่งแรกที่ท่านจะเจอเมื่อถึงโรงพักแห่งนี้คือ มีตำรวจเดินมาทักทายแล้วบอกว่า เชิญครับๆ ตามสบายเลยครับ เผลอๆ เจอพ.ต.ท. ลิขิตพงศ์ ศรีนาราง เดินมาต้อนรับด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ท่านผู้อ่านก็อย่าได้เกรงใจตำรวจ ขนเต็นท์ อุปกรณ์ตั้งแคมป์ลงจากรถเลย แล้วกางนอนในโรงพักนั่นแหละ...อ้าว..นี่พูดจริงๆ เพราะกิจกรรมท่องเที่ยวที่ผมจะบอกต่อไปจากนี้จะอยู่ย่านๆนี้ทั้งวัน แล้วบ้านท่าสองยางนี้ไม่มีที่พัก ไม่มีรีสอร์ท แต่มีที่กางเต้นท์ คือโรงพักแม่เมยนี่แหละ เขามีศาลาชมทิวทัศน์ ในนั้นมีไฟฟ้า ใต้ถุนโรงพักมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เสร็จสรรพ ตำรวจชวนขนาดนี้จะไม่นอนได้ไง ที่นี่บ้านเมืองเขาสงบ ข้อหาลัก วิ่ง ชิง ปล้น นานๆ จะเกิดสักครั้ง แถมทำเลที่ตั้งก็สวย ในศาลาที่เข้าไปกางเต็นท์นั้นจะอยู่บนเนินที่มองลงไป เห็นแม่น้ำเมยไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ ซึ่งออกจะแปลกที่น้ำไม่ไหลลงทางใต้ ไหลขึ้นทางเหนือแล้วไปบรรจบกับแม่น้ำสาละวินที่ อำเภอสบเมยในเขตแม่ฮ่องสอน แม่ฮ่องสอน ฝั่งตรงข้ามคือประเทศพม่า ที่เห็นภูเขาน้อยใหญ่ซ้อนๆ กันสวยงามมาก แค่นั่งชมวิวตรงศาลาที่โรงพักแม่เมยนี้อย่างเดียวก็หลงใหลในธรรมชาติแล้ว แต่ถ้าได้ไปเดินเล่นหาดทรายที่ขาวสะอาดริมน้ำเมยติดโรงพักแห่งนี้ อาจจะอยากย้ายเต็นท์ลงไปกางนอนบนหาดทรายนุ่มๆ ริมน้ำเมยก็ได้ โดยสารวัตรลิขิตพงษ์บอก ปลอดภัย 100 % แม้จะติดชายแดนแค่แม่น้ำกั้นก็ตาม เช้าๆ หมอกจะคลุมภูเขา แม่น้ำ แล้วไหลไปตามลมในร่องแม่น้ำ สวยงามมาก ที่เรียกว่าหมอกไหนั้นมาดูที่นี่เลย เพราะแบบนี้ผมถึงอยากให้นอนรอดูอะไรดีๆในตอนเช้า ส่วนกิจกรรมที่อยากชวนท่านผู้อ่านก็คือ การนั่งเรือล่องม่น้ำเมย ซึ่งเขามีทั้งเรือเล็ก เรือใหญ่ เรียกว่าไปรถเก๋งก็ใช้เรือเล็ก(ค่าเรือราว 600 บ.) ไปรถตู้ก็นั่งเรือใหญ่ (1000 บ.) ซึ่งก็เป็นเรือที่ชาวบ้านย่านนี้เขาใช้สัญจรกันนี่แหละ แต่ราสามารถเช่าเที่ยวแม่น้ำเมยได้ โดยเริ่มที่โรงพักแม่เมยนี่แหละ เขาจะพาล่องลงไปทางทิศใต้ก่อน ซึ่งจะผ่านบ้านแม่ตะวอของพม่า โดยเห็นช่องท่าสองยางเป็นฉากอยู่ข้างหลัง บ้านแม่ตะวอนี้เป็นบ้านกระเหรี่ยง 100 % ไม่มีพม่าปน (เพราะย่านนี้เป็นเขตปกครองของกระเหรี่ยงพุทธ) บ้านแม่ตะวอนี้จะมีท่าน้ำ ที่มีเรือขนของไปจากฝั่งไทย สินค้ามาจากเขตกระเหรี่ยงเข้าไทยก็มาลงที่ท่านี้ พวกเราจะเข้าไปเที่ยวในบ้านแม่ตะวอก็ได้ ไปเดินเล่นฝั่งพม่ายืดเส้นยืดสาย แล้วลงเรือล่องต่อไป จะพบบ้านสวนอ้อยทางฝั่งบ้านเรา ที่เป็นชนบทของแท้ ชาวบ้านตกปลาริมน้ำเมย ปลูกผัก เด็กๆ เล่นน้ำ ทิวทัศน์ภูเขาสองฝั่งก็สวยด้วยภูเขาสูงไกลๆ ก็อย่างม่อนทูเล ที่เห็นตระหง่าน ซึ่งดอยนี้เป็นที่เดินป่าด้วย (วันหลังจะมาเขียนเล่าให้อ่านกัน) เจดีย์สีทองบนยอดเขาที่เช้าๆ เราเดินขึ้นมาดูทะเลหมอกบนยอดเขานี้ได้ด้วย แล้วเส้นทางการล่องแม่น้ำเมยทางทิศใต้จะสิ้นสุดแค่นี้ ทั้งๆที่เรือสามารถแล่นไปจนถึงแม่สอดได้ แต่เพราะต่อจากนี้ไปจะเปลี่ยว ฝั่งพม่าจะมีทั้งค่ายทหารต่างๆ พร้อมลั่นกระสุนใส่กันเองตลอด เส้นทางสัญจรจึงมักหยุดอยู่แค่นี้ ดังนั้นเรือจึงต้องย้อนกลับไปทางทิศเหนือไปตามแนวน้ำไหล ก็จะไปผ่านบ้านแม่ตะวออีกครั้ง ผ่าน สภ.แม่เมย หาดทรายริมน้ำฝั่งไทยนั้นน่ามากางเต็นท์นอนหลาย แห่ง บางช่วงจะเป็นประติมากรรมหินริมน้ำ เห็นห้วยแม่ตื่นทางฝั่งไหนไหลลงลำน้ำเมย ภูเขาหินปูนที่มีหน้าผาสูงชันตระหง่านริมน้ำตกแต่งให้แม่น้ำสวยงามสะดุดตา ฝั่งพม่านั้นจะเห็นกระต๊อบอยู่ห่างๆ นานๆ เจอสักครั้ง น้ำเมยบางช่วงเป็นแก่งน้ำที่ดูแล้วน่าหวาดเสียว แต่นายท้ายก็พาเรือไปได้อย่างปลอดภัย ธงชาติไทยสีสด สะบัดดังพั่บๆ ธงชาติไทยจะติดบนเรือทุกลำที่แล่นในแม่น้ำเมยช่วงนี้ แม้จะเป็นเรือของคนกระเหรี่ยงฝั่งพม่าก็ตาม จนกระทั่งแล่นไปถึงท่าน้ำที่มีกระต๊อบ 3-4 หลังบนตลิ่งฝั่งพม่า “ค่ายทหารกระเหรี่ยง ต้องเข้าไปบอกเขาก่อน ไม่อย่างนั้นขากลับเขาจะยิงเอา” นายท้ายเรือบอกอย่างนี้ ก่อนจะวาดหัวเรือเข้าไปแล้วตะโกนเป็นภาษากระเหรี่ยงบอกคนบนตลิ่งที่โผล่ออก มายืนดูเรา “เขากลัวเป็นเรือทหารพม่าแอบมายิงเขา” เป็นเหตุผลที่เรือที่สัญจรไปมาต้องบอกกล่าวเขาให้รับรู้ เลยค่ายทหารกระเหรี่ยงมาไม่ไกลก็มาถึงน้ำตกนอตะ เป็นน้ำตกหินปูนที่อยู่ในฝั่งพม่าตกลงมาในแม่น้ำเมย กว้าง สูงราว 7-10 เมตร เส้นทางท่องเที่ยวทางเรือสายสั้นก็จะมาสิ้นสุดอยู่แค่นี้(แต่สามารถไปไกลได้ ถึง อ.สบเมย) พื้นที่ท่าสองยางยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมาก มากเกินกว่าที่จะเขียนบอกหมดในครั้งเดียวซึ่งผมจะทยอยเอามาบอกเล่า แต่ถ้าใจร้อนจะถาม อบต.ท่าสองยาง ก่อนก็ได้ที่ 089-268-0116 , 085-705-4459 , 080-029-4249 หรือไปถึงแล้วติดใจที่นี่ จะเดินไปถาม อบต.ซึ่งอยู่ด้านหลังโรงพักก็ได้ แต่คราวนี้ผมพาท่านผู้อ่านให้รู้จักท่าสองยางก่อนก็แล้วกัน แค่มานอนดูหมอกเช้าริมน้ำเมย ก็คุ้มสุดคุ้มแล้ว ใครที่ชอบชนบทสวยๆ มาที่นี่ แล้วจะรักประเทศนี้ขึ้นอีกเยอะ เชื่อสิ... ................................................ @ ประเทศไทยใจเดียว @ เสาร์สวัสดี @ กรุงเทพธุรกิจ ๓๑ ธ.ค.๕๔ @    

แนะนำให้อ่านต่อ