ถ้าเรายังชำเราเขาใหญ่

          ผมหมายความอย่างที่ตั้งหัวข้อไว้จริงๆ ได้ฟังเรื่องราวมาหลายเรื่อง ถึงความ “ ไม่เข้าท่า ” ทั้งหลายทั้งปวงที่กระทำต่อเขาใหญ่ ( ครั้งนี้ ผมจะมุ่งเป้าไปที่เรื่องการจัดการท่องเที่ยวอย่างเดียว ส่วนเรื่องการดูแลรักษาป่า เดี๋ยวค่อยว่ากันวันหลัง ) ปัญหาที่กำลังชำเราเขาใหญ่ไปทีละนิดๆ เกิดจากสองส่วน คือ           หนึ่ง จากนักท่องเที่ยวด้วยกันเองที่เป็นฝ่ายกระทำต่อเขาใหญ่ ทั้งอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งจงใจกระทำ และทั้งสองอย่างที่ว่ามาภายใต้การขับเคลื่อนของการด้อยจิตสำนึกของบุคคล           สอง จากการปล่อยปละ ละเลย ไม่ค่อยเอาใจใส่และเคร่งครัดในกฏปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อุทยานฯเอง ผมเพิ่งกลับจากไปดูจระเข้ที่เขาใหญ่ และได้เห็นมากับตาหลายเรื่องอันเกิดจากสองมูลเหตุที่บอกไปข้างต้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่สดับรับฟังมาหลายกรณี           ** กรณีที่หนึ่ง เมื่อราวปลายๆเดือนสิงหาคม มีคณะตำรวจที่เข้ามาจัดเลี้ยงส่งให้กับผู้กำกับสถานีตำรวจแห่งหนึ่งใน จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ โดยใช้บ้านพักย่านน้ำตกกรองแก้ว มีการเปิดเครื่องเสียงดังสนั่นป่าจนดึกดื่น โดยไม่สนใจว่าใครจะรำคาญหรือเดือดร้อนขนาดไหน ข้อข้องใจของผมก็คือ สำนึกจากนักท่องเที่ยว ( ซึ่งในกรณีนี้คือตำรวจจาก สภ.แห่งนั้น) คงไม่มีแน่ แล้วไม่ต้องถามต่อว่าทำไปได้อย่างไร ใช้หัวแม่เท้าตรงไหนคิดจึงได้ทำอย่างนั้น แล้วที่ชาวบ้านเขามองตำรวจว่ามีต้นทุนทางสังคมต่ำนั้น ก็เพราะตำรวจมักทำตัวแบบนี้ จะให้เขามองแบบไหนละ มันก็ต้องสำรวจตัวเองบ้าง ถ้าไม่รู้ว่าทำตัวให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคม ทำแบบไหน ให้มาถามจ่าจินต์ เจ้าหน้าที่เอง ทำไมถึงปล่อยให้เกิดการกระทำการกระทำอย่างนั้นเกิดขึ้นมาได้ ลำพังคนไทยเราเองยังพอเข้าใจกันได้(แม้จะฝืนให้เข้าใจก็ตามที) แต่กับคนต่างชาติ ฝรั่งมังค่าที่เชื่อมั่นในคำว่า มรดกโลกทางธรรมชาติ มาพบเห็นพฤติกรรมอย่างนี้ เขาจะคิดอย่างไร ผมไม่ใช่โปรฝรั่ง แต่พฤติกรรมอย่างนี้มันเหลือรับ

( ถ้าหย่อนยานก็ยกเลิกป้ายนี้ซะ )

          ** กรณีที่สอง มีป้ายติดไว้ปากทางลงน้ำตกเหวสุวัต ว่าไม่ให้นำอาหาร เครื่องดื่ม ลงไปรับประทานที่น้ำตก แต่ผมเดินขึ้นมาจากน้ำตก เจอคณะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่นับร้อยคน สอบถามดูบอกว่ามาจากชลบุรี (คงพักรีสอร์ทข้างล่าง แล้วเหมารถเล็กขึ้นมา) เดินหิ้วถุงใส่อาหาร เครื่องดื่ม เดินตามกันเป็นแถว ที่เจ็บใจคือ เห็นคนใส่เสื้ออุทยานฯเขาใหญ่ มรดกโลก สอบถามดูเขาบอกเขาเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เดินตามกลุ่มลงไปน้ำตกด้วย จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า มีป้ายห้ามไม่นำอาหารลงไปทานที่น้ำตก ทำไมจึงปล่อยให้เขาเอาลงไป เจ้าหน้าที่บอก เขาต่อรองว่าจะเก็บขยะขึ้นมาให้หมด ผมจึงบอกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด หรือให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามข้อห้ามไม่ได้ ก็ให้เอาป้ายออก หรือแก้ไขในป้ายว่า เอาลงไปกินได้ แต่ให้เก็บขึ้นมา ซึ่งเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฏข้อห้ามนี้ ถ้าทำไม่จริงหรือไม่ได้จริงจังก็ไม่ควรออกกฏ เพราะออกมาแต่ทำไม่ได้มันบ่งบอกถึงความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ และเพียงแต่กฏเกณฑ์เล็กๆเรายังทำไม่ได้ และไม่เคารพ มันก็สะท้อนถึงวินัยของคนในชาติ ในระหว่างนั้นก็มีนักท่องเที่ยวคณะนั้น เดินเข้ามาชี้แจงด้วยว่าจะเก็บขยะขึ้นมา ซึ่งผมบอกว่าผมไม่คุยกับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีสำนึกและไม่เคารพกฏเกณฑ์และทำ การฝ่าฝืนไปแล้ว(แม้จะยังไม่ได้กินก็ตาม) มันเลยขั้นตอนที่สำนึกของนักท่องเที่ยวจะมีแล้ว ดังนั้นผมจึงต้องมาเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ ที่รักษากฏ สรุปว่าบางคนก็ละอายใจ เดินกลับไปนั่งทานในที่ที่เขาจัดไว้ให้ แต่บางคนก็ยังดื้อแพ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

( น้ำตกเหวสุวัติ ที่เกิดเหตุ )

          ** กรณีที่สาม เรื่องการห้ามนำสุนัขเข้าในเขตอุทยานฯ ก็อีกแหละคือถ้าออกระเบียบห้ามก็ต้องเข้มงวด และตรวจตราจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ยกเลิกกฏนี้ซะ เพราะผมก็ยังเห็นคนเอาสุนัขราคาแพงเข้าไปเดินเล่นในลานกางเต็นท์ พาอุ้มเดินลงไปน้ำตกได้ เพราะไม่อย่างนั้น มันจะกลายเป็นว่า ใครแอบพาสุนัขลอดตาเจ้าหน้าที่มาได้ เก่ง เจ้าหน้าที่เห็นก็เฉยๆ ไม่ว่ากล่าว           ** กรณีที่สี่ รถที่ไปตั้งแคมป์ มักเปิดเครื่องเสียงในรถดังสนั่น เจ้าหน้าที่ก็ได้ยิน แต่ไม่เดินมาว่า (นึกถึงว่าวันที่ไปละเลิงร้อยรู เขตฯ ดงใหญ่ ไม่มีรถคันไหนในคณะเราเปิดเครื่องเสียงเมื่ออยู่ในป่าเลย)

( ไม่นานกวางตัวนี้ก็กินถุงพลาสติกข้างรถ )

          ** กรณีที่ห้า วงขี้เมาที่ไปตั้งแคมป์ หรือแม้กระทั่งที่ประกอบอาหารกันเอง พอเมาพับหรือเลิกประกอบอาหาร มักเห็นเศษถุงพาสติกที่มีเศษอาหารเหลือในนั้นวางอยู่ เหมือนไม่ได้ทิ้ง แต่ยั้งไม่ได้เก็บ แต่จะมีกวางหรือเก้งมากินอาหารพวกนั้น แต่ละปีมีสัตว์ป่าตายเพราะอาหารไม่ย่อย พอผ่าท้องดูเห็นเศษพาสติกในท้อง อันนี้ก็เกิดจากความชุ่ยของนักท่องเที่ยวเรากันเอง           ** กรณีที่หก ทั้งๆที่มีป้ายห้ามให้อาหารสัตว์ป่า อาหารลิงติดไว้ให้เห็นอย่างนั้นแหละ แต่เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังมีคนให้อาหารลิงระหว่างทางขึ้นจากปราจีน มีคนให้อาหารกวางตรงลานเฮลิคอปเตอร์ ฯลฯ แบนี้จะให้เรียกว่าอะไรดี นักท่องเที่ยวมีวินัยน้อย คุณภาพต่ำหรืออะไรดี ยกเว้นกรณที่หนึ่งเพียงกรณีเดียว นอกนั้นผมเจอภายในเวลา 1 วัน เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วเขาใหญ่มีคนขึ้นไปตลอดทั้งปี มีการกระทำเหล่านี้ซ้พแล้วซ้ำอีก เจ้าหน้าที่ก็หย่อนยาน คิดแต่จะขายของ จะพาส่องสัตว์ หาเงินเข้ากระเป๋าท่าเดียวละเลยการรักษากฏเกณ์ ระเบียบแบบนี้ ผมว่ามันก็ไม่ต่างจากการชำเรามรดกโลกแห่งนี้ไปทีละน้อยๆ วันหนึ่งมรดกโลกแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากผีขนุนริมคลองหลอดที่คนในสังคมมอง กัน ตอนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใหม่ๆ ตอนนั้นผมยังพูดออกรายการวิทยุที่ไปทำว่า การได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกว่ายากแล้ว การรักษาไว้ไม่ให้ถูกถอดจะยากยิ่งกว่า นี่ ได้มรดกโลกมาย่างเข้าปีที่ 3 ก็ถูกชำเราจนจะเสียศูนย์ ขาดไร้ซึ่งคุณค่าและศักดิ์ศรี ทั้งนี้ก็มาจากสำนึกของนักท่องเที่ยว และความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่           ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้เสนอให้ถอดออกจากมรดกโลกเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้นอายเขาแย่ ถ้ายังไม่แก้ไขหรือปรับปรุง รับรองว่าต้องมีคนเขียนหนังสือเสนอคณะกรรมการมรดกโลกแน่           อย่าว่าขู่กันนะ เดี๋ยวนี้โลกมันไร้พรหมแดน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น จัดระเบียบเรากันเองเสียก่อน ก่อนที่เขาจะมาจัดระเบียบให้เรา

………………………………………………………………………

คมฉาน ตะวันฉาย……บอกเล่า

แนะนำให้อ่านต่อ