หวงซานที่ได้เห็น เข็ดจนตาย…ไปหวงซาน ตอนสอง…ผิดแผน ผิดพลาดหาเรื่องตายกลางกองหิมะง

27 ม.ค. ๖๑ เราตั้งนาฬิกาปลุกกันตั้งแต่ตีห้ากว่าจะจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ อะไรเสร็จ เอาของที่แบ่งไว้มาฝากโรงแรมเดิมก่อน แล้วออกมาเรียกแท็กซี่ ไปส่งที่สถานีขนส่งที่จะไปหวงซาน แทกซี่วิ่งออกไปนอกเมืองอีกประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลได้ กว่าจะไปถึงสถานีรถบัสที่จะไปยังเมืองที่จะขึ้นไปหวงซานจำชื่อเมืองไม่ได้) เป็นรถบัสคันเล็กๆ ทรงเดียวกับรถมินิบัสที่เอามาวิ่งแทนรถตู้ในบ้านเราเลย   มีนักท่องเที่ยวชาวจีนนั่งมาด้วย รวมพวกเราแล้วก็เกือบเต็มคัน วันนี้โชคดี ฝนไม่ตกแล้ว แต่โดยรวมฟ้าจะมีหมอกดูไม่โปร่งตา รถมินิบัส วิ่งผ่านเว้นทางภูเขามาราว 50- 60 กิโล ก็มาถึงอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่เชิงเขาหรือตีนเขาหวงซาน ทางด้านนี้ ซึ่ง กระเช้าที่เราจะขึ้นเป็นกระเช้าด้านทิศใต้ ผมมาดูในแผนที่ในตอนหลัง คิดว่าเมืองนี้น่าจะเป็นเมือง Tangkou Town   เท่าที่ผมดูบ้านเมืองนี้ก็น่าจะเป็นเมืองใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการขึ้นท่องเที่ยวหวงซานด้านนี้โดยตรง เพราะมีโรงแรม    มีตลาด   มีร้านอาหาร   รถบัสที่มาจากสถานีก็มาส่งเราที่นี่ คณะเราก็กินข้าวเช้า ใครขาดอะไรก็หาซื้อ เราก็มาซื้อถุงมือ ซื้อหมวกไอ้โม่ง ซื้อเสื้อกันฝน รองเท้าหุ้มกันรองเท้าเปียก คืออะไรที่มันจำเป็นเราก็ซื้อหมด  ที่เราคิดว่ามันจำเป็นต้องใช้บนหวงซานก็มาหาซื้อที่นี่
cofเมืองด้านล่าง ก่อนขึ้นรถไปขึ้นกระเช้าอีกที cofเมืองด้านล่าง ก่อนขึ้นรถไปขึ้นกระเช้าอีกที


แผนที่เขาหวงซานที่โชว์ในร้านข้าว แผนที่เขาหวงซานที่โชว์ในร้านข้าว


fกินข้าวเสร็จก็เดินไปอีกราว ๑๐๐ เมตร เพื่อไปซื้อตั๋วรถขึ้นไปสถานีกระเช้าด้านบน fกินข้าวเสร็จก็เดินไปอีกราว ๑๐๐ เมตร เพื่อไปซื้อตั๋วรถขึ้นไปสถานีกระเช้าด้านบน


ตั๋วเลย ตั๋วเลย


ป้ายนี้บอกราคารถที่จะไปที่ไหนๆด้วย อ่านดูเอาเอง ป้ายนี้บอกราคารถที่จะไปที่ไหนๆด้วย อ่านดูเอาเอง


หน้าตาของตั๋ว หน้าตาของตั๋ว


ขึ้นไปบนรถ มีสาวๆชาวจีนถือแผนที่ เราเลยขอเธอดู ขึ้นไปบนรถ มีสาวๆชาวจีนถือแผนที่ เราเลยขอเธอดู


ทางขึ้นเขาไปสถานีกระเช้าด้านบน ก็ปนะมาณนี้ ทางขึ้นเขาไปสถานีกระเช้าด้านบน ก็ปนะมาณนี้


ยังไม่ถึงหวงซานครับ   เราต้องซื้อตั๋วรถอีกครั้ง เพื่อขึ้นไปยังกระเช้าด้านทิศใต้ คือกระเช้าหยู่กู่ (YU gu cable ) ก็ยังเป็นรถมินิบัสเช่นเดิม    แต่คราวนี้มีฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น นั่นกันเต็มรถ รถก็จะวิ่งขึ้นภูเขาชัน ทางวกไปเวียนมา ผ่านป่าไผ่ ซึ่งเป็นป่าไผ่ที่สวยมาก เหมือนป่าไผ่ในเขาโงลังกั๋งบ้านขงเบ้งที่เราเคยเห็นในหนังสามกกเลย แบบนั้นแหละ จนรถพาเราขึ้นไปบนยอดเขา แล้วจอดที่ลานหน้าทางเข้า ที่เขาทำเป็นทางเดินเลาะถนนไป ราว ๑๐๐ เมตร ก็จะถึงหน้าสถานีกระเช้าหยู่กู่
ถึงสถานีรถบัสด้านบนกระเช้าแล้ว เราต้องเดินไปตามทางอีกราว ๑๐๐ เมตร ถึงสถานีรถบัสด้านบนกระเช้าแล้ว เราต้องเดินไปตามทางอีกราว ๑๐๐ เมตร


วันนี้ก็ยังมีหมอกฟุ้ง และหนาวเข้าใส้ ระหว่างทางเดินก็มีวิวแบบนี้ วันนี้ก็ยังมีหมอกฟุ้ง และหนาวเข้าใส้ ระหว่างทางเดินก็มีวิวแบบนี้


cofแบบนี้ด้วย
เดินไปหาสถานีกระเช้า เดินไปหาสถานีกระเช้า


มีลำธารน้ำด้านข้างทาง มีลำธารน้ำด้านข้างทาง


กระเช้าหยู่กู่ เป็นหนึ่งในสี่กระเช้าที่จะขึ้นสู่หวงซาน (ดูแผนที่ประกอบ) ถ้าแผนที่หวงซานเป็นสี่เหลี่ยม กระเช้าแต่ละแห่งก็จะอยู่ตามมุมเลย เราขึ้นไปถึงสถานีกระเช้า หมอกเต็มไปหมด พื้นและบรรยากาศทั่วไป ดูเปียกๆ กรกับเบญเดินไปติดต่อตรงที่ขายตั๋ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ลัลลาถ่ายรูปกัน สักครู่ข่าวร้ายก็มาถึง
ถึงสถานีกระเช้าซะที ถึงสถานีกระเช้าซะที


แต่...มันปิดซ่อมประจำปี แต่...มันปิดซ่อมประจำปี


“กระเช้าปิดซ่อมประจำปี” อ้าว...ทำไงละทีนี้ มีทางเลือกสองทางคือ นั่งรถอ้อม ไปขึ้นกระเช้าที่เมืองอื่น ไม่ก็ต้องเดินขึ้นไปจากที่นี่ ผมนั้นรู้ตัวเพราะขา เข่ายังไม่หายจากการไปเดินน้ำตกในอุทยานทั้ง ๑๐ แห่งมาก่อนนี้ ซ้ำ เป้หลังรวมกระเป๋ากล้อง ก็ยังหนักร่วม ๑๒ กม. คิดไว้ในใจแล้วว่า ทำยังไงล่ะทีนี้ ถ้าต้องแบกของแล้วเดินขึ้นภูเขาหวงซาน มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยถึงแม้ว่าภูเขาแห่งนี้จะสูงไม่ถึง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ก็พอๆกับดอยอินทนนท์บ้านเรา แต่ทางที่มันชันเกือบตลอดเส้นทาง ทำให้เราต้องมานั่งคิดกันใหม่ คุยกันใหม่ว่าเราจะเอาอย่างไร จนคณะเราถอดใจว่า เราจะนั่งรถอ้อมไปยังอีกเมืองหนึ่งซึ่งถึงแม้ว่าจะใช้เวลานาน ที่จะต้องนั่งรถอ้อมไป แต่ก็คุ้มค่ากับการได้นั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขาหวงซาน
แผนที่หวงซานด้านนี้ แผนที่หวงซานด้านนี้


มีประโยชน์อะไรถ้ามันปิดซ่อม ถ้าจะขึ้นก็ต้องเดิน ไม่ก็อ้อมไปอีกด้านหนึ่งของภูเขาระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตร  เพื่อขึ้ยกระเช้า มีประโยชน์อะไรถ้ามันปิดซ่อม ถ้าจะขึ้นก็ต้องเดิน ไม่ก็อ้อมไปอีกด้านหนึ่งของภูเขาระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตร เพื่อขึ้นกระเช้า


คณะเราก็เดินย้อนกลับไปตรงตำแหน่งที่รถมาส่ง ซื้อตั๋วเสร็จ กำลังจะเดินไปรอรถลงเขา ยัยพนักงานตรวจตั๋วดันผ่ามากล่อมคณะเราอีกว่าวันแรกเนี่ย เรายังมีเรี่ยวแรงนะทำไมเราไม่เดินขึ้นทางนี้ เดินขึ้นไปไม่ได้ไกลอะไรเลย เธอก็กล่อมเราจนกระทั่งคณะเราทั้งหมด(ยกเว้นผม) เอา เดินก็เดิน
ทางเดินขึ้นหวงซานทางสถานีหยุนกู่   ทางเดินขึ้นหวงซานทางสถานีหยุนกู่


ตัวผมนั้นผมไม่ได้แบกของแบบนี้เดินขึ้นเขามานานมาก จึงคิดว่านี่จะเป็นภาระที่ใหญ่หลวงนัก และคงจะไม่ไหวแน่ ทีแรกก็จะจะยอมนั่งรถยนต์อ้อมไปขึ้นแต่เช้าอีกฝั่งหนึ่งคนเดียว ไม่ก็ไม่ขึ้นแล้ว จะลงไปนอนรอที่เมือง Tangkou Town แต่พรรคพวกก็มากล่อมให้ไปด้วยกัน ค่อยๆเดินขึ้นไป เอาวะ...เดินก็เดิน สำรวย หัวหน้าทริพ บอกชื่อโรงแรมว่า เราจะไปพักที่โรงแรม ไป่ หยุน ลู่ จำชื่อโรงแรมไว้ เผื่อใครเดินไวเดินช้า ไม่เท่ากัน เราจะนอนที่รงแรมนี้ ๒ คืน คือ คืน ๒๗ และคืน ๒๘ หลังจากนั้นก็เริ่มเดินเท้าขึ้นหวงซาน ป๋าคมรัตน์ เหลือบไปเห็น ไม้เท้าที่คนที่เขาลงเขามา ไปพิงไว้ข้างบันได แกบอกเอาไปใช้สิ เขาไม่ใช้แล้ว ผมเลยไปคว้ามาใช้อันหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกต้องอย่างมาก เพราะไม้เท้านี้ช่วยชีวิตอย่างมากเลย ซ้ำป๋าคมรัตน์ยังแบ่งเบาสัมภาระในเป้ผมไปได้บางส่วน
ชักไม่สนุก แรกๆ ก็พอไหว ชักไม่สนุก แรกๆ ก็พอไหว


ป๋าคมรัตน์ มาช่วยเอาเสบียงกะถุงใส่สายไฟชาร์จแบตไปช่วย ป๋าคมรัตน์ มาช่วยเอาเสบียงกะถุงใส่สายไฟชาร์จแบตไปช่วย ผมก็สภาพไม่ต่างกัน


ผมก็ครบเครื่อง
ผมก็ครบเครื่อง ผมก็ครบเครื่อง


เราก็เดินไปกัน สำรวยกะต๋อย เขาเดินลิ่วๆ ผม เบญ กร ป๋าคมรัตน์เดินไปด้วยกัน สักพักหนึ่งป๋าคมรัตน์ก็ทิ้งระยะไป เหลือแต่ ผม เบญ และกร ๓ คน ทางเดินขึ้นเขาหวงซาน จะเป็นบันไดหิน แต่ละขั้นพอดีก้าว ไม่กว้างจนเกินไป บรรยากาศสองข้างทางเป็นหมอกหนา พื้นบันไดเปียกชื้น มีคนเดินสวน เดินแซงตลอด เพราะคนจีนเองก็ไม่รู้ว่ากระเช้าปิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยอมเดิน เรา ๓ คนก็เดินไปด้วยกัน แล้วก็พูดคุยกันไปเรื่อย ถ่ายรูปถ่ายอะไรไปเรื่อยเปื่อย การเดินแบกของเดินขึ้นทางชัน มันเป็นอะไรที่ไม่ได้ทำมานาน แม้ก่อนนี้ผมจะเที่ยวแบบเดินป่ามานาน แต่นั่นมันสมัยหนุ่มๆไม่ใช่วัยใกล้เกษียณแบบนี้ รู้หลักการหมดว่าเดินขึ้นเขา ต้องเดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ โน้มตัวไปข้างหน้า แรกๆก็ยังพอไหวอยู่แต่พอเดินขึ้นเรื่อยๆเดินขึ้นเรื่อยๆ เดินขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสสากรรณ์มาก
แรกๆ ก็เดินไปเรื่อยๆ ค่อยๆขึ้น แต่ระหว่างทาง หมอกหนามาก และหนาวสุดๆ แรกๆ ก็เดินไปเรื่อยๆ ค่อยๆขึ้น แต่ระหว่างทาง หมอกหนามาก และหนาวสุดๆ


มีอะไรระหว่างทางไปเรื่อย มีอะไรระหว่างทางไปเรื่อย


มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นเดินลงเหมือนภูกระดึงบ้านเรา มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นเดินลงเหมือนภูกระดึงบ้านเรา


 
ดูทาง ดูทาง


ขึ้น และขึ้น ขึ้น และขึ้น


เขาก็มีลูกหาบเหมือนกัน เขาก็มีลูกหาบเหมือนกัน


เห็นทางแล้วเหนื่อย เห็นทางแล้วเหนื่อย


ทีแรก ผมสะพายกระเป๋ากล้องด้านหน้า แต่พอเดินขึ้นเขา กระเป๋ากล้องกลับเป็นภาระ คือหน้าขาเราจะมายันกระเป๋ากล้องทุกที เลยจับทั้งกระเป๋ายัดใส่เป้ บรรยากาศการเดินขึ้นหวงซานนั้นนอกจากหมอกจะหนาแล้ว อากาศก็หนาวเย็นยะเยือก สิ่งแรกที่มีปัญหาคือ โทรศัพท์มือถือ ที่ผมคิดจะเอามาถ่ายรูประหว่างทาง มือถือหัวเหว่ยรุ่น P9+ ที่ใช้มา ๒ ปี และทำงานได้ดีมาตลอด เกิดน๊อค ไม่ทำงานเอาดื้อๆ ถ่ายรูปได้รูปสองรูป ก็ดับ แล้วมันรีสตาร์ทตัวเองใหม่ บางทีก็ดังยาวๆ ราว ๑ นาที แล้วดับ แล้วรีสคาร์ทใหม่ จนพึ่งพาอะไรไม่ได้ ต้องงัดกล้องนิคอน ออกมาทำงานแทน นับว่าทนทุกสภาวะจริงๆ ขนาดหนาวติดลบ ๑๒ องศา ยังทำงานได้ดี
ช่วงนี้มือถือชักรวน  เพราะเย็นจัด นานๆจะมีทางราบบ้าง ข้างหน้านี่คือกรและเบญ น้องสองคนที่รอดูใจผมในวันนี้  ฮ่าฮ่าฮ่า


เราเริ่มเดินเท้าราว ๑๑ โมง ตลอดทาง จะเห็นลูกหาบ หาบของ เหมือนภูกระดึง เดินสวนเราตลอดเวลามีร้านค้าเป็นจุดๆ แต่ไม่มาก แต่ละจุดก็มีแค่ร้านเดียว ของขายก็มีไม่มาก ไม่เหมือนทางขึ้นภูกระดึงบ้านเรา อาหารที่ขายจึงมีแต่น้ำดื่มสารพัด บะหมี่สำเร็จรูปของจีน ซึ่งไม่น่ากิน กับไส้กรอกหน้าตาแปลกๆ บางร้านมีแอปเปิลจีน ผมซื้อกินลูกละ ๕ หยวน _DSC0038_resize สิ่งที่เราคิดถึงคือ น่าจะมีลูกหาบแบกเป้ให้นะ กรกับเบญก็เลยถามลูกหาบที่เดินสวนมา เขาบอกให้เดินขึ้นไปด้านบนมีคนรับจ้าง งั้นก็หมูเลย...! เจอจนได้
เจอจนได้ เจอจนได้


เดินขึ้นไปก็เจอเพิงพัก มีเสลี่ยงนั่ง เราจะแค่ให้แบกแต่เป้ แต่พ่อคุณไม่เอา จะต้องมีคนนั่งด้วย ราคาค่าแบก ๓๒๐ หยวนต่อ ๑ เก้าอี้นั่ง ทีแรกก็นึกว่าจะแบกไปถึงยอดเขาเลย แต่เปล่า....มีระยะทางแค่ ๔ กม. จากจุดเริ่มเดินข้างล่าง ขึ้นไป แค่ ๔ กม. แล้วผมเดินกันมาตั้ง จะ ๓ กม.แล้ว ให้ลดราคา ก็ไม่เยอม เราก็เลยไม่เอา เลยเดินต่อมา เราไม่เอา ก็เลยเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ไอ้เถ้าแก่ เจ้าเก้าอี้แบก มันยังเดินตามมาอีก แซงผมขึ้นไป คุยกับเบญกับกร ว่า ถ้าเดินต่อไปข้างหน้ามันจะชัน 75 องศา เลยนะ เพื่อนคุณ(ชี้มาทางผม)ไม่ไหวแล้ว เขาก็ไปคุยกับน้อง 2 คน นะที่พูดจีนได้ มันก็กล่อมจน กรกะเบญ เลยบอก เอาไหมพี่ จะได้ฝากกระเป๋าด้วย เอาก็เอา ให้ผ่านช่วงชันนี่ก็พอ พอขึ้นไปนั่งบนกระเป๋า เถ้อแก่มันก็ออกบิลให้ จ่ายค่าจ้าง ผมก็ให้น้องสองคนเอาเป้มา แล้วขึ้นไปนั่ง
ลูกหาบหาเรื่องตายที่แบกผม ลูกหาบหาเรื่องตายที่แบกผม


โอ้โห.....พอสองลูกหาบแบกผมขึ้นนี่ สงสารเลย น่าจะหนักรวมกันเป็นร้อยโลแน่ๆ ลูกหาบเดินดังอึ๊บๆ ไม้คานนี่แอ่นจนน่ากลัว ผมคิดแล้ว นี่ถ้าตกลงไปหรือลูกหาบมันลื่นล้ม เราเจ็บหนักแน่ เดินไปได้ไม่ถึง ๑๐๐ เมตร ลูกหาบขอพัก ผมเลยบอก เอางี้ไหม เอาแต่เป้ไป แล้วเราจะเดินไปเอง ลูกหาบที่แบกผมไป ก็คุยกับน้องสองคนนั้นว่า เขายินดีแบกเป้ให้ เพราะเถ้าแก่ไปแล้ว เถ้าแก่ไม่ยอมให้แบกแต่เป้ แต่ตัวเขายินดีแบกให้ แต่ขอทิปนิดหน่อยได้ไหม เขาจะเอาเป้ขึ้นไปเลยจุดที่จะส่งทีแรกได้
เบาขึ้นเลยใช่ไหม เบาขึ้นเลยใช่ไหม


ก็เอาสิครับ..ทำไมจะไม่เอา เพราะเป็นความประสงค์เราแต่แรกอยู่แล้ว แต่พอเราไม่นั่งบนเสลี่ยงให้แบกแต่เป้ลูกหาบสองคนนี่มันเดินฉิวเลย เราต้องรีบจ้ำเดินตามแทบไม่ทันเพราะว่ากลัวมันจะไปรื้อเอาของ เราก็ไม่ไว้ใจเขานักหรอก
พอแบกแต่เป้เปล่า เดินฉิวเลย เบญกะกรต้องวิ่งตาม เพราะกลัวเขาจะไปรื้อเอาของ  น้องสองคนบอกเหนื่อยมากเพราะต้องวิ่งตามเขา ส่วนผมยังยักแย่ยักยันตามมาห่างๆ พอแบกแต่เป้เปล่า เดินฉิวเลย เบญกะกรต้องวิ่งตาม เพราะกลัวเขาจะไปรื้อเอาของ น้องสองคนบอกเหนื่อยมากเพราะต้องวิ่งตามเขา ส่วนผมยังยักแย่ยักยันตามมาห่างๆ


ช่วงที่ลูกหาบแบกกระเป๋าไปให้เรา ถึงแม้ไม่ใช่ระยะทางที่ไกลนัก แต่ว่าเป็นทางชัน เป็นช่วงที่ขั้นบันไดชันมาก ตัดสินใจถูกและที่ให้เขาแบกกระเป๋า แล้วเราไม่นั่งบนเสลี่ยงเพราะถ้านั่งบนเสลี่ยงมีสิทธิ์หงายท้องตกลงไปตายได้เลย จุดที่ลูกหาบเอากระเป๋าไปวางไว้ให้เราเนี่ย มีการก่อสร้างอะไรสักอย่าง มีการกั้นรั้วในพื้นที่ก่อสร้าง ตรงนี้จะเป็นแหลมยื่นออกไป มีรั้วกัน เราก็เลยถ่ายรูปกันเล่น แล้วเดินไปอีกหน่อย จะเป็นสะพานปูน มีลำธารน้ำไหลลอด มีนักท่องเที่ยวนั่งพัก นั่งกินขนมกันหลายคน ตอนนี้น้องสองคน เริ่มทิ้งผมไปแล้ว เพราะผมเดินช้า แบกของหนัก และแก่....
ก่อสร้างอะไรไม่รู้ระหว่างทาง ก่อสร้างอะไรไม่รู้ระหว่างทาง


 
ลูกหาบเอาเป้มาทิ้งให้ตรงนี้   ก็เลยถ่ายรูปกันหน่อย ลูกหาบเอาเป้มาทิ้งให้ตรงนี้ ก็เลยถ่ายรูปกันหน่อย


เห็นเป็นจุดชมทิวทัศน์ก็ใจชื้น คงใกล้ถึงแล้ว เห็นเป็นจุดชมทิวทัศน์ก็ใจชื้น คงใกล้ถึงแล้ว


เห็นเป็นจุดชมทิวทัศน์ก็ใจชื้น คงใกล้ถึงแล้ว เห็นเป็นจุดชมทิวทัศน์ก็ใจชื้น คงใกล้ถึงแล้ว


สิ่งที่เจอในสภาวะแวดล้อมขณะนั้นคือเริ่มมีหิมะตกลงมาเป็นฝอยเล็กๆ แต่ว่าบริเวณทั่วๆไปก็ยังมีหมอกครึ้มคลุมอยู่ทั่วบริเวณรัศมีมองเห็นประมาณ 20- 30 เมตรอยู่แค่นั้นเองมีบางช่วงที่อากาศใสบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นวิวไกลๆ ระหว่างที่เดิน ก็จะเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินสวนมาบ้าง ผมก็ถามไถ่ไปเรื่อยเปื่อยเพื่อผ่อนคลายก็เหมือนเวลาขึ้นภูกระดึงก็จะถามไถ่กันไป สนุกไหม สวยไหม ข้างบนเป็นไงบ้าง อีกไกลไหม เราก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่ง คนจีนก็พูดอังกฤษไม่เก่งเช่นกัน นานๆ เจอคนพอสื่อสารกันได้ เขาก็จะให้กำลังใจว่าเดินอีกไม่ไกลหรอกอะไรประมาณอย่างนี้ผมก็ถามไปว่าโรงแรมไป่ หยุ่น ลู่ ไปอีกไกลแค่ไหน เขาจะบอกว่าประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าหรือ 3 ชั่วโมงอะไรประมาณ ก็บอกแล้วว่าถามเพื่ออุ่นใจ เรารู้อยู่แล้ว
ของจริงเริ่มมา ของจริงเริ่มมา


อากาศเย็นลงอย่างมาก หิมะดูเหมือนจะตกหนักขึ้น กล้องมือถือที่ใช้ถ่ายรูประหว่างทางเนี่ย นานๆ เอามาถ่ายรูป Huawei p9 Plus ขนาดนานๆ เอาออกมาถ่าย พอกดชัตเตอร์ก็ดับเลย มันเย็นจัด ถ่ายรูปไปก็น็อค ค้างจนกระทั่งเครื่องดับเลย ผมก็เลยปิดเครื่องไปเลย แล้วก็ใช้กล้องใหญ่ทำงาน ผมเอากล้องใหญ่ไป 2 ตัว แล้วก็มี GoPro ตัวเล็กไป 1 ตัวมี Xiaomi ตัวเล็กไปอีก 1 ตัว กล้องอีกตัวแบตเตอรี่หมดไวมาก จนใช้งานได้นิคอนกะโกโปรเท่านั้น
หนาวขึ้นเรื่อยๆ มือถือพังไปแล้ว กล้องถ่านหมดไปตัวหนึ่ง หนาวขึ้นเรื่อยๆ มือถือพังไปแล้ว กล้องถ่านหมดไปตัวหนึ่ง


ก็เดินไปเรื่อยๆ บังเอิญ ไปเจอคณะชาวจีน ที่เขากำลังจะลง ผมก็ถามไถ่เขาธรรมดา เขาบอกว่าข้างบนหิมะตกหนัก มีรองเท้ากันลื่นหรือยัง ผมบอกไม่มี เขาเลยถอดออกให้ เขาว่าเขาจะลงแล้ว ผมก็รับมา แต่ยังไม่ได้ใส่ ก็เดินไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กระย่องกระแย่งไปทีละขั้นๆ มีศาลาริมทางก็นั่งพักหลบหิมะ เพราะทางเดนตอนนี้ขาวโพลนไปหมด เป้หลัง หมวก ขนตา มีหิมะเกาะหมด ยิ่งเดินขึ้นไปเรื่อยเท่าไหร่ยิ่งเย็นลง จากบ่ายไปจนเย็น อากาศก็หนาวจนบรรยายไม่ถูก ถุงมือที่ใส่พอถอดออกมาจะถ่ายรูป ต้องรีบถ่ายรีบใส่ ไม่งั้นมันหนาวจนชา รองเท้าเราก็เริ่มเปียกกหิมะ เท้าเริ่มเย็น เลยต้องเอารองเท้าที่ใส่คลุมรองเท้าอีกที เพื่อกันรองเท้าเปียกมาใส่( ซื้อมาจาก Tangkou Town ราคา ๒๕ หยวน) เอามาใส่คลุม ตอนนี้เนี่ยยิ่งเดินขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าทุก มุม ทุกพื้นที่ระหว่างทางปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไม่หมด จนรู้สึกทรมานมากกว่าสนุกแล้ว เดินช้าขึ้น เหมือนตัวหนัก ทั้งหนักทั้งหนาว อากาศก็มืดลงเรื่อยๆ ผมขึ้นไปถึงสถานีกระเช้าหยุนกู่ด้านบน เอาประมาณ 18:00 น ซึ่งทั้งสถานีกระเช้าเนี่ยเขาปิดซ่อม ไม่มีกิจกรรมอะไร มีเจ้าหน้าที่อยู่ ๓-๔ คน หิมะขาวโพลนไม่หมด น้องกรกะเบญ รอผมอยู่ที่นี่ ผมต้องอาศัยหลบเข้าไปในที่ทำการของเจ้าหน้าที่เขาหน่อย แล้วก็ใส่เหล็กคลุมเท้า เพราะว่าไม่งั้นจะลื่นหิมะ กรมาช่วยใส่ให้ ปรากฏว่าตะคริวกินขาอีก พอใส่รองเท้าเหล็กเสร็จ เบญเธอมายืนดูป้ายแผนที่ ผมก็ไปยืนดู โอ้โห..อีกตั้งไกล กว่าจะถึงโรงแรมไป่หยุนลู่ ระหว่างนั้นเบญก็บอกว่าเราจะต้องเลี้ยวซ้ายตรงแยกสองครั้ง ผมก็จำได้แค่นั้น _DSC0161_resize
ชักไม่สนุกแล้ว ชักไม่สนุกแล้ว


พักมากกว่าเดิน พักมากกว่าเดิน


น้ำมูกไหลย้อย หน้าตาชักไม่อยากไปไหน น้ำมูกไหลย้อย หน้าตาชักไม่อยากไปไหน


เจอที่นั่งก็นั่งไม่ได้ เพราะมีหิมะ เจอที่นั่งก็นั่งไม่ได้ เพราะมีหิมะ


แล้วก็ต้องเดินต่อ ซึ่งตอนนี้ผมขาแข็งหมดแล้ว หนาวจนหูชา มือชา ขานี่เดินเป็นซอมบี้เลย จากสถานีกระเช้าต้องเดินขึ้นเนินมาอีกราว ๒๐๐เมตร จนกระทั่ง ไม่ไหวมันขาแข็งหมดแล้ว มันก็มีโรงแรมตรงนั้นพอดี ชื่อโรงแรม White Goose ใกล้สถานีกระเช้า หยุนกู่บนเขา ผมก็เลยบอกน้อง 2 คนที่เขารออยู่ว่า ผมว่าไม่ไหวแล้ว ผมขอนอนโรงแรมนี้ได้ไหม เดี๋ยววันพรุ่งนี้ จะเดินไปสมทบที่โรงแรมเดิม ไม่ว่าน้องสองคนจะคะยั้นคะยออย่างไร ผมก็ไม่ไป กรเลยไปติดต่อโรงแรมให้ แล้บอกว่า แพงนะพี่ ผมบอก แพงก็เอา ผมยังชวนน้องสองคนพักด้วยกัน เพราะมันเริ่มมืดแล้ว แต่นองสองคนจะไปส่งข่าวคนอื่นด้วย พอเขาติดต่อโรงแรมเสร็จ ไปสั่งอาหารให้ผมด้วย ซ้ำยังสำทับว่า พรุ่งนี้เดินเจอแยกให้เลี้ยวซ้าย ผมก็จำขึ้นใจ เขาก็เดินแยกไป ผมก็เข้าที่พัก
แอ่งน้ำไหลซึมมาจากหิน ลงแอ่งพอดี ตอนนี้มันยังเป็นน้ำ แต่วันรุ่งขึ้นมันเป็นน้ำแข็ง แอ่งน้ำไหลซึมมาจากหิน ลงแอ่งพอดี ตอนนี้มันยังเป็นน้ำ แต่วันรุ่งขึ้นมันเป็นน้ำแข็ง


โรงแรม White Goose หรือห่านขาว นี่ เขาติดไฟหน้าโรงแรมสวยเลย ผมจะคว้ากล้องถ่ายก็หมดอารมณ์ ราคาค่าห้องอยู่ที่ ๓๐๐๐ ผมคิดเป็นเงินไทย...โห....เกือบ หมื่นห้า แพงขนาดนี้เลย มิน่าน้องมันบอกว่าราคาแพงนะ แต่มาคิดอีกที ถ้าผมเดินต่อไป อาจตายคากองหิมะ หรืออาจป่วยค่ารักษาตัวอาจจะมากกว่าหมื่นห้าก็ได้ เลยตัดใจ เอาวะ นึกซะว่าครั้งหนึ่งในชีวิตที่เคยนอนโรงแรมราคานี้ ดีที่มีอาหารเช้าให้
รอบข้าง รอบข้าง


มิดลงเรื่อยๆ มิดลงเรื่อยๆ


เอาของเข้าที่พัก แล้วมาทานข้าวในโรงแรม ปรากฏว่า อาหารเย็นเป็นถาดหลุม มีซุปสาหร่ายหนึ่งถ้วย ผัดผัก ๑ หลุม ไก่ ๑ น่อง ลูกชิ้นตุ๋น ๓ ลูก แต่ผมไปกินไก่ เขาเลยเพิ่มลูกขิ้นให้ ๑ ลูก แทนน่องไก่ ๑ น่อง ข้าวตักเอง เติมไม่อั้น ทั้งหมดนี้ราคา ๖๐ หยวน หรือราว ๓๐๐ บาท แพงอิ๊บอ๋าย ผมนึกด่าในใจ ยิ่งรสชาตินี่ ไม่อร่อยเลย
หน้าตาของอาหารม้อละ ๖๐ หยวนหรือ ๓๐๐ บาท หลุมว่างนั่นคือที่ใส่ข้าวตักตามใจชอบ  ผมนึกถึงบุปเฟห์ร้ายฮอทพอทบ้านเราขึ้นมาทันที มื้อละ ๓๐๐ เหมือนกัน หน้าตาของอาหารม้อละ ๖๐ หยวนหรือ ๓๐๐ บาท หลุมว่างนั่นคือที่ใส่ข้าวตักตามใจชอบ ผมนึกถึงบุปเฟห์ร้ายฮอทพอทบ้านเราขึ้นมาทันที มื้อละ ๓๐๐ เหมือนกัน


ห้องพัก มีฮิตเตอร์ มีเตียง 2 เตียง แต่เราก็นอนเตียงเดียวนั่นแหละ พอเข้ามาในห้องพักก็อากาศอบอุ่นถอดรองเท้าถอดเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มตัวมาทั้งวัน ขานี่ตึงไปหมด ข้างนอกนะมืดแล้วยังนึกอยู่ว่าน้องสองคนจะไปไหวไหม มืดไหมแต่อย่างไรก็ต้องผ่านไปให้ได้ทั้งเขาทั้งผม ผมนอนโดยไม่ได้อาบน้ำเลยทั้งๆที่โรงแรมคืนละหมื่นห้าแท้ๆ

แนะนำให้อ่านต่อ