เมืองลุงลั่น…วันแข่งโพน

เมืองลุงล่ั่น...วันแข่งโพน 9 ตุลาคม 2557 | โดย คมฉาน ตะวันฉาย a   มีแต่คนที่เข้าไปดูกีฬาที่สนามเท่านั้น ที่รู้ว่าบรรยากาศมันชวนประทับใจเพียงไร การไปดูแข่งขันตีโพนที่พัทลุงที่ผ่านมาก็เช่นกัน ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ดูคลิปการแข่งขันตีโพนผ่านตามาบ้างแล้ว ก็เฉยๆ เห็นคนสองคน มีฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน เอาไม้หัวกลมๆ มายืนตีกลองตุ้มต้ามๆ ก็แค่นั้น ไม่เห็นว่ามันจะมันตรงไหน แต่ก็สงสัยอยู่ในทีว่าถ้ามันไม่มัน ไม่สนุก แล้วทำไมพี่น้องทางใต้จึงยึดถือเป็นประเพณีท้องถิ่นตั้งหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่เมืองพัทลุง ถือเป็นศูนย์กลางของการแข่งโพนก็ว่าได้นั้น ถึงขนาดเอาโพนเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเมืองนั่นเลย c "โพน" คือกลองอย่างหนึ่ง ทำจากไม้ขนุน ไม้ตาลก็มี หนังโพนทำด้วยหนังควาย ขึงหนังตรึงด้วยลูกสัก มีที่ตีลิ่มเพื่อปรับเสียงได้ ที่ผมไปเห็นเป็นโพนแบบมีขาตั้งติดตัวโพน คือยกไปไหนก็มีขาติดไปเสร็จสรรพ นัยว่าถ้าเป็นขาที่แยกออกได้ เวลาตีโพนมันจะสั่น โพนอาจจะล้ม เสียหายได้ เลยไม่รู้ว่ามันเป็นกลองแบบสองหน้าหรือเปล่า ผมลองเอาฝ่ามือตีดังเหมือนกันครับ แต่เจ็บมือมาก เขาถึงต้องใช้ไม้ที่ทำจากไม้เทพธาโร หัวทำเป็นตุ้มกลมๆ แข็ง ขนาดพอเหมาะมือ โพนจะมีทั้งโพนเล็ก โพนใหญ่ โพนขนาดกลาง และโพนใหญ่พิเศษ ไม้ตีก็จะเพิ่มขนาดตามไปด้วย แต่เดิมโพนนี้ใช้ในวัด ตีบอกเวลาฉันเพล ทำกิจของสงฆ์ ตีบอกเหตุต่างๆ ในชุมชน เมื่อแต่ละวัด แต่ละหย่อมบ้านก็มีโพน เขาก็เลยเอามาตีแข่งกัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลออกพรรษา แทบจะเป็นช่วงของการแข่งโพนก็ว่าได้ ได้รับความนิยมจนถึงขนาดว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีโพนในนามวัดหรือหมู่บ้านแล้ว แต่เป็นซุ้มโพนที่มีการซุ่มซ้อม การจัดทำโพน เวลาที่เขาแข่งกันจะมีสองเสียง เรียกเสียงขัด(แหลม) กับเสียงยืน(ทุ้ม) บรรยากาศการลุ้นการแข่งโพนd การตัดสินโพนนั้น ผมว่าองค์กรมวยระดับโลกอย่างไอบา หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ที่เพิ่งจัดเอเชี่ยนเกมส์ไปควรมาเอาเป็นแบบอย่าง เพราะนอกจากเขาจะมีกรรมการตัดสินที่อยู่ห่างเวทีแข่งขันไป 3 ทิศทาง ห่างเป็นร้อยเมตร เพื่อฟังเสียงและแยกเสียง กรรมการตามทิศทางนี่แหละที่ตัดสิน ส่วนกรรมการบนเวทีเป็นคนรวมคะแนนที่กรรมการที่อยู่แต่ละทิศเขาวิทยุมาบอกว่าเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม ชัด ดังกว่ากัน กรรมการบนเวทีแค่เอาผลกรรมการมารวมกันแล้วยื่นให้โฆษกประกาศแค่นั้นเอง นอกจากนี้บนเวทีแข่งขันจะมีกรรมการให้เริ่มการแข่งขันเพื่อบอกเวลาว่าเหลืออีกเท่าไหร่ (มีครั้งละ 3 นาที และ 5 นาที แล้วแต่ประเภทของโพน) และยุติการแข่งขัน กรรมการคนกลางนี่แหละที่จะเป็นคนร้อง "เร็วๆ" เมื่อเวลาใกล้จะหมด ที่ผมบอกว่าเกาหลีหรือไอบาควรมาดูเพราะเขามีการฟังเสียงคนดูด้วย คือเวลาที่โพนสองฝ่ายยกขึ้นมาบนเวทีแล้วมีการเช็คเสียงว่าใครเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม เวลาที่เสียงมันใกล้เคียงกัน ก็จะถามคนดูช่วยตัดสิน เรียกว่าถ้าค้านสายตาคนดูเป็นถูกโห่แน่นอน e คนตีโพนนั้นถ้าเป็นโพนเล็กจะเห็นเด็กรุ่นๆ แต่ถ้าเป็นโพนใหญ่จะเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ผู้หญิงก็ตีได้ถ้าแข็งแรงพอ เพราะ 3 นาทีนี่ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ แค่ยกไม้โพนตีขึ้นลงตลอด 3 นาทีไม่มีหยุด ก็จะเป็นลมแล้ว จังหวะในการตีนั้นดูๆ ก็เป็นการตีสลับแขนซ้ายขวาธรรมดา แต่เมื่อโพน 2 ตัวมาตีพร้อมกัน พร้อมทั้งมีกลยุทธในการตี คือตีขัดหรือพยายามตีกลบเสียงคู่แข่งแล้วยังต้องตีให้เสียงโพนตัวเองดังให้กรรมการที่อยู่ไกลออกไปได้ยินด้วย จังหวะของการตีจึงเกิดจากกลยุทธแบบนี้ ไม้ตีโพนใหญ่ก็ไม่ใช่เบาๆ ผมเห็นบางคนแทบยกไม้ไม่ขึ้นเมื่อถึงช่วงปลายเวลา คนตีโพนจึงต้องซ้อมตีให้กำลังแขนอยู่ตัว ที่สนุกก็คือจะมี” นักเลงโพน” คนเหล่านี้จะเป็นกองเชียร์ ที่พอตีไปได้สักระยะคนพวกนี้จะฟังเสียงออก จะลุกมาหน้าเวทีบอกคนตีที่ตัวเองเชียร์ว่าโพนตัวเองเป็นอย่างไร ต้องเร่ง ลงน้ำหนัก หรือตีหลบหรือกลบคู่ต่อสู้อย่างไร ส่วนแต่ละทีมก็จะมีเทรนเนอร์ของทีมตัวเองออกไปฟังไกลๆ ซึ่งจะแยกเสียงโพนออกชัด พอแข่งไปช่วงกลางๆ ก็จะวิ่งแจ้นมาตะโกนบอกทีมตัวเอง แม้จะโหวกเหวกแต่ก็เร้าอารมณ์ดีชะมัด ถ้าฟังแต่กติกาก็งั้นๆ เหมือนผมรู้สึกก่อนการไปดูจริงๆ แต่พอไปดูเข้าแล้วมันมีบรรยากาศครับ เสียงคนเชียร์ เสียงโพนที่ตีสนั่นเร้าใจ โพนขนาดใหญ่ที่ถูกตีดังขนาดเซ็นเซอร์กันขโมยของรถยนต์ ที่จอดห่างเวทีเป็นสิบเมตรดังขึ้นเชียวแหละ b ในเรื่องสามก๊ก เวลาที่แต่ละก๊กจะทำศึกกัน เขาก็จะตีกลองศึก เพื่อเร้าอารมณ์ของทหาร ให้เกิดความฮึกเหิม มุ่งมั่น ตะลุยไปข้างหน้า การแข่งโพนก็เช่นเดียวกัน ใครไปนั่งอยู่ตรงนั้น เสียงโพนที่ดังตุ้มๆ ตลอดการแข่งขันมันชวนให้ติดตาม ชวนลุ้นจนไม่อยากกลับบ้านก่อนโดยหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่าทำไม แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมถึงไม่แปลกใจในค่ำคืนที่เทศบาลเมืองพัทลุงจัดงานแข่งขันตีโพน ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ ปี 57 นี้ คนเมืองลุงทั้งผู้เฒ่าชรา คนหนุ่มคนสาว รวมทั้งเด็ก มานั่งหน้าเวทีแบบไม่ลุกหนีไปไหน แม้ฝนจะตกพรำลงมาก็ตามยังคงกางร่ม ส่งเสียงเชียร์ไม่ลุกหนี นี่คือเสน่ห์ของการแข่งโพนเมืองลุง โพน นอกจากจะเป็นที่นิยมกันในพัทลุงจนกระทั่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองเล็กๆ น่าอยู่นี้ มีการสร้างหอโพนมงคลไว้ 9 แห่ง กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง ซึ่งโพนทั้ง 9 นี้ คนเมืองลุงถือว่าใครได้ตามไปตีโพนถึง 9 แห่งจนครบ ก็จะมีชื่อเสียงขจรไกล บรรดาดารา คนทำงานบันเทิงศิลปะ ศิลปินทั้งพื้นบ้านและระดับประเทศ จึงมักถือเคล็ดไปตีโพนมงคลที่เมืองพัทลุงกัน ที่ญี่ปุ่นเขามีเทศกาลที่เอากลองขนาดใหญ่ออกมาตีแข่งกันจนเป็นเทศกาลใหญ่โต ที่ปักษ์ใต้บ้านเราก็คงมีการแข่งโพนนี่แหละที่ให้บรรยากาศใกล้เคียงกัน การตีโพนไม่ได้มีแค่ที่พัทลุง หากแต่มีหลายจังหวัดที่นิยมตีแข่งขันกัน แต่สำหรับผม การแข่งโพนที่พัทลุง ถือเป็นการเปิดการรับรู้ใหม่ในเทศกาลออกพรรษาว่า การแข่งขันโพนนั้น สนุก เร้าใจ จนอยากให้คุณผู้อ่านได้มาสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเอง แล้วช่วยผมหาเหตุผลทีว่ามันสนุกอย่างไร ปีหน้าช่วงออกพรรษาลองมาเจอกันที่เมืองลุง หรือจะโทรไปสอบถามช่วงเวลาที่แน่นอนก็ที่ ททท.สำนักงานหาดใหญ่ โทร.0 7424 3747 (ลองเข้ากูเกิลหาเพลง “เสียงโพน” ของวง “มาไกล” วงดนตรีท้องถิ่นพัทลุง อาจได้มิติทางเสียงประกอบ) จำไว้ให้มั่นครับว่าช่วงออกพรรษานั้น ...เสียงโพนสนั่นลั่นเมืองลุง

แนะนำให้อ่านต่อ