เดินดง…หลง… ขุนน่าน

                              เดินดง...”.หลง”...ขุนน่าน
น้ำตกห้วยตี๋ น้ำตกห้วยตี๋


พอมาเห็น”ขุนน่าน” ที่แท้จริง ความคิดที่เคยดูแคลนแม่น้ำน่านนั้นหายไปจนสิ้น เคยดูแคลนว่าเป็นแม่น้ำที่ขี้เหร่ เพราะสีขุ่นจากการชะล้างหน้าดิน ที่ถูกเปิดหน้าดินทำไร่ข้าวโพดแทบทั้งจังหวัด เคยนั่งเครื่องบินสำรวจพื้นที่เหนือนครสวรรค์ มองเห็นชัดเลยว่า แม่น้ำน่าน กับแม่น้ำยมที่มาบรรจบตรงเกยไชยนั้นขุ่นเป็นสีปูน แต่ต้นธารของแม่น้ำน่าน ที่ป่ายังคมอุดมสมบูรณ์ด้วยการดูแลของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ผมไปเห็นต้นแม่น้ำน่านแล้วก็ทึ่ง เพราะน้ำไหลทั้งปี ใสเย็น ใสจนมองเห็นพื้นดิน อย่าคิดว่าสองอุทยานนี้ไม่มีรอยแหว่งเว้า มีเหมือนกัน แต่ถูกหน่วยจัดการต้นน้ำเขาปลูกคืนมาจนป่ามันสมบูรณ์ ป่าที่ค่อยๆโตขึ้นเสริมกับป่าเดิม เหมือนแผลเป็นมันค่อยๆหาย กลายเป็นผิวหนังปกติ คราวก่อนผมไปเดินป่าหาต้นน้ำน่านที่น้ำตกวังเปียนของอุทยานดอยภูคา คราวนี้ ผมจะพามาเดินป่าต้นแม่น้ำว้า ซึ่งเป็นแขนงหรือสาขาของแม่น้ำน่านที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน กัน
กว่าจะถึงน้ำตกห้วยตี๋ กว่าจะถึงน้ำตกห้วยตี๋


ใครเคยไปเที่ยวบ่อเกลือ เคยไปดูบ่อเกลือโบราณ ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่เที่ยวที่รู้จักกันดี แต่ห่างออกไปเพียง ๔ กม. ก็เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติขุนน่านแล้วครับ ที่นี่เป็นที่ที่กางเต็นท์นอนได้อย่างสบาย เขาทำลานกางเต็นท์ มีไฟฟ้า ห้องน้ำ ร้านอาหาร บ้านพัก ที่สำคัญ...ค่าธรรมเนียมแค่ ๒๐ บาท ในที่ทำการอุทยานฯอาจไม่มีแหล่งท่องเที่ยวมาก ยกเว้นลานดอกพญาเสือโคร่งตรงที่ทำการที่ปลูกมา ๔-๕ ปี เริ่มออกดอกแล้ว และจุดชมทะเลหมอกอีก ๒ จุด
กล้วยศรีน่านพันธุ์ใหม่ของโลก กล้วยศรีน่านพันธุ์ใหม่ของโลก


ผมแค่มาบอกลายแทงแหล่งกางเต็นท์ที่บ่อเกลือ แต่ที่อยากจะพามาให้รู้จักคือการท่องเที่ยวแบบเดินป่า แบบเช้าไปเย็นกลับ แค่ห่อข้าวกลางวันไปของอุทยานฯแห่งนี้ ซึ่งมีเยอะมาก ใครที่ชอบเที่ยวแบบนี้ ต้องเตรียมจดไว้เลย เวลาไปเที่ยวที่นี่ก็กางเต็นท์ที่อุทยานฯแล้วออกเที่ยว เย็นก็กลับมานอน cof อย่างที่บอกว่าที่นี่เป็นต้นธารของน้ำว้า และน้ำน่าน ที่คนยกย่องให้เป็น”ขุนน้ำ” ต้องเรียกเต็มสูตรว่า”ขุนน่าน” ถ้าเป็นต้นน้ำแสดงว่าป่าต้องดี ก็ดีจริงๆ เพราะป่าของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน แบ่งกันแค่ถนนกั้นกับอุยานแห่งชาติดอยภูคา อีกฝั่งก็ติดกับป่าของลาว แล้วคิดดูว่ามันจะมหึมา มหาศาลขนาดไหน ถ้าป่าดี น้ำต้องดี ถ้ามีน้ำ ต้องมีน้ำตก ซึ่งไม่ผิดหวังเลย น้ำตกแรกที่ผมจะชวนไปคือน้ำตก “ห้วยตี๋” น้ำตกนี้ต้องนั่งรถไปอีก ๑๕-๓๐ กม. ที่บ้านนาบง จะมีหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยตี๋ เด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเนิน ที่นี่กางเต็นท์ได้ เห็นทิวทัศน์ ๓๖๐ องศาแบบรอบทิศทางเลย แต่ไม่มีร้านอาหาร ห้องน้ำก็มีไม่มาก แต่สงบดี  
น้ำตกห้วยตี๋-กลางป่าขุนน่าน น้ำตกห้วยตี๋-กลางป่าขุนน่าน


น้ำตกห้วยตี๋นี้ ต้องเดินเท้าจากหน่วยห้วยตี๋ไปอีกราว ๓ กม. แต่เป็น ๓-๔ กม.ที่ ต้องบอกว่า แทบรากเลือด คือในช่วง กิโลเมตรแรกนี่ไม่เท่าไหร่ เดินตามสันเขา ชมนกชมไม้ไปตลอดทางสบายๆ มีกล้วยไม้ พืชพรรณแปลกๆให้ได้รื่นรมย์ แต่หลังจากนั้น พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย....เดินภูเขาชัดๆ ชั้นดิก แทบจะ ๗๐ องศา ต้องเรียกว่า ขาลงก็ปวดเข่าเพราะต้องยันพื้น ส่วนขาขึ้นก็เมื่อยขาเพราะขึ้นที่ชัน เป็นอะไรที่สมบุกสมบันมาก ทั้งไถลทั้งยึดเกาะต้นไม้ไปตลอดทาง กว่าจะถึง ใช้เวลาเดินเท้า ราว ๒ ชม.ก็ถึง
น้ำตกบ้านเด่น น้ำตกบ้านเด่น


น้ำตกห้วยตี๋นี่ สูงเอาเรื่อง(ถ้าลงมาลึกและชันขนาดนี้ ไม่สูงต้องโกรธกันแล้ว) เป็นน้ำตกหิน สองชั้นใหญ่ๆ ตัวสายน้ำตกลอดไหลออกมาจากป่าทึบด้านบน ตกลงมาสองชั้น ลงสู่แอ่งหินข้างล่าง น้ำมีตลอดทั้งปี น้ำใสสะอาด ยังมีชั้นอื่นๆที่อยู่ทางปลายน้ำอีก เจ้าหน้าที่ถามว่าจะไปดูไหม เห็นทางขากลับเลยต้องขอบาย นั่งอิ่มเอมกับสายน้ำเย็นที่เห็นเฉพาะตรงหน้าก็พอ ถ้ามาลึก และชันขนาดนี้ มันก็น่าค้างคืนมาก แต่ควรเป็นแบบกางเปลนอนเพราะหาที่ราบกางเต็นท์ได้ยากเข็ญใจ ที่นี่มีพืชพรรณชนิดใหม่ของโลกที่มีการศึกษาและตีพิมพ์ไปแล้วคือ”กล้วยศรีน่าน” อยากรู้ว่ามันใหม่แบบไหน หาความรู้ในกูเกิลได้เลยครับ ขากลับนี่ต้องกลับทางเดิม เพิ่มเติมคือ...ทางมันชัน ขาลงลำบากอย่างไร ขาขึ้นนี่บอกเพิ่ม ชันจริงๆ น้ำตกที่สองที่ผมจะแนะนำ คือน้ำตกบ้านเด่น น้ำตกนี้อยู่ในเขตบ้านสะปัน ที่มีน้ำตกสะปันนั่นเอง ส่วนบ้านเด่นนี่เป็นชื่อหมู่บ้านย่อยเล็กๆอีกทีที่อยู่สุดทาง น้ำตกนี้ห่างจากที่ทำการอุทยานฯราว ๗ กม. น้ำตกนี้ แม้จะเป็นแบบเดินป่า แต่ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เสร็จ ถ้าไม่เล่นน้ำนะ จะเริ่มเดินเท้าจากหย่อมบ้านเล็กๆ เชิงภูเขาสูง เดินไปตามทางเดินเท้าของชาวบ้าน ทางจะค่อยๆขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ชันนัก ผ่านลำธาร เนินเขาและป่าสูง ผมไปช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ดอกงิ้วกำลังออกดอกสีส้มสวย เสียงนกป่าร้องกันระงม ระหว่างทางจะเห็นท่อน้ำที่ชาวบ้านมาต่อน้ำจากน้ำตกไปใช้กันท่อเบ้อเริ่ม แสดงว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่ต้องใช้น้ำประปาเลย นี่ยืนยันได้ว่า ”มีป่าก็มีน้ำ”
ดอกงิวบานช่วงแล้ง ดอกงิวบานช่วงแล้ง


พักกันแค่ ๓-๔ ครั้ง ก็ถึงช่วงที่ต้องเดินลงภูเขาชันแบบ ๗๐ องศา (อีกแล้ว) โชคดีที่ลงไม่ไกลราว ๓๐ เมตรก็ถึงน้ำตก แต่กว่าจะถึง หัวเกือบทิ่มตั้งหลายครั้ง น้ำตกบ้านเด่น โดดเด่นท่ามกลางแมกไม้หนาทึบปกคลุม เป็นน้ำตกหินสีชมพู ดูคล้ายหินทราย ตกลาดหลั่นลงมาเป็น ๓ ชั้นใหญ่ๆ ชั้นบนสุดสูงราว ๓๐ เมตร เท่าที่เดินลงมา ด้านล่างเป็นแอ่ง เล่นน้ำได้สบาย น้ำตกนี้ ลงทุนเดินไม่มาก แต่สวยเกินคาด บรรยากาศเงียบสงบ เหมือนไม่เคยมีคนมาด้วยซ้ำ อยากนอนเล่น เสพธรรมชาติให้นานเท่าที่พอใจก็ทำได้ เหล่านี้คือต้นธารของน้ำน่าน น้ำว้า ในพื้นที่เขายังมีน้ำตกห้วยห้า ที่ต้องเดินไปกลับอีก ๑ วัน แค่สองน้ำตกผมก็ช้ำไปหมดแล้ว เลยขอฝากไว้ก่อน ส่วนน้ำตกสะปันนั้นอยู่นอกเขตอุทยาน ชาวบ้านเขาดูแลกันเอง ป่ามีจึงมีน้ำ น้ำมีจึงมีชีวิต อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ถ้าจะมาเที่ยวต้องเป็นคนที่ชอบเที่ยวแบบเดินป่า มีทั้งเดินใกล้เดินไกล อุทยานฯเล็กๆ แต่มาถึง กลับยิ่งใหญ่ด้วยความสมบูรณ์ของป่า
สายน้ำเย็นจากป่าสมบูรณ์ขุนน่าน สายน้ำเย็นจากป่าสมบูรณ์ขุนน่าน


ผมมาเห็นป่าต้นน้ำน่านจากสองอุทยานฯติดๆกันแบบนี้ บอกเลยว่า..มีความหวัง...ต้องขอบคุณคนทำงานที่หมกตัวอยู่ในป่าทั้งหัวหน้าฉัตรชัย โยธาวุธ .อุทยานแห่งชาติดอยภูคา และหัวหน้าวิสุทธิ์ ใสสะอาด อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ที่ดูแลแม่น้ำน่านไว้แทนพวกเรา ขอบคุณจริงๆ.... ....................................... @ เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ- ๖ พ.ค. ๖๑@

แนะนำให้อ่านต่อ