ภูเขาไฟลำปาง

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com                                         ภูเขาไฟ...ลำปาง                  ลำปาง...เคยเป็นดินแดนภูเขาไฟ เคยปะทุเมื่อ ๘๐๐,๐๐๐ ปีมาก่อน ก่อนที่จะมีพัฒนาการของมนุษย์บนโลกด้วยซ้ำ ถ้าท่านผู้อ่านได้ลองแวะดูข้างทาง เส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง ลองจอดรถแวะดูข้างทางจะเห็นหินที่มีรูพรุนๆ เกลื่อนอยู่ริมทาง นั่นแหละคือหินบะซอลต์หรือหินภูเขาไฟนี่เอง ซึ่งถ้าเห็นหินแบบนี้ ให้ลองเหลียวมองดูว่า มันมีภูเขาที่ยังหลงเหลือเป็นรูปทรงภูเขาไฟตรงไหนบ้าง
ภูเขาไฟป่าแดด ที่รูปทรงบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นภูเขาไฟ ภูเขาไฟป่าแดด ที่รูปทรงบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นภูเขาไฟ


                เวลาที่เราขับรถเข้าไปเที่ยวเหมืองแม่เมาะ จะเห็นมีป้ายบอก”ภูเขาไฟลำปาง” เราก็จะจินตนาการเอาว่ามันต้องรูปทรงแบบภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่ ภูเขาไฟลำปาง มีอยู่ก็จริง แต่รูปทรงไม่ใช่แบบนั้นเลย จะเรียกว่าเป็นภูเขาไฟแฝดแห่งลำปางก็ได้ เพราะอยู่ใกล้กันคนละฟากถนนสายเด่นชัย-ลำปาง โดยเราใช้ถนนสายนี้ที่มุ่งหน้าไปแม่เมาะ ราว ๑๐ กม.จากตัวเมืองลำปาง ก็เลี้ยวซ้ายเข้าเหมืองแม่เมาะไปถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๒ และ ๓ จะมีทางเลี้ยวขวาเข้าวัดเวียงสวรรค์ ให้วิ่งตามทางลาดยางเข้าไปอีก ๓.๕ กิโลเมตรจะถึงวัด แต่ไม่ต้องเข้าวัดให้เลยไปจนสุดถนนซึ่งเป็นลานจอดรถด้านหลัง แล้วจึงเดินขึ้นบันไดซีเมนต์ไปอีกราว ๑๐๐-๒๐๐ เมตร ขึ้นไปที่ศาลาชมวิวบนยอดเขา ซึ่งสร้างอยู่บนปากปล่องของภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู ส่วนปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกจำป่าแดด ให้ใช้ถนนเข้าเหมืองเช่นกัน ไปจนเลยหลักกิโลเมตรที่ ๖ เล็กน้อยจะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่เชิงเขาดอยผาคอกจำป่าแดด แต่ที่นี่ไม่มีทางขึ้นเขาเหมือนที่ดอยผาคอกหินฟู เอาเป็นว่าเราดูแค่ภูเขาไฟเดียวก็พอ
ทางขึ้นยอดภูเขาไฟป่าแดด ทางขึ้นยอดภูเขาไฟป่าแดด


               ภูเขาไฟคอกหินฟูนี้กรมทรัพยากรธรณีเขาไปสำรวจมาเขาระบุว่า ปล่องภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟูมีลักษณะเป็นปล่อง ๒ ปล่องซ้อนกัน ปล่องแรกมีขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากมีการปะทุของลาวา ๒ ครั้ง จึงทำให้ขอบปล่องเดิมถูกทำลาย เหลือแต่ขอบด้านใต้ โดยเกิดเป็นปล่องเล็กซ้อนขึ้นมา ปล่องเล็กนี้มีลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขอบปล่องด้านทิศเหนือเปิดออก ทำให้ลาวาไหลคลุมพื้นที่ราบโดยรอบเกิดเป็นหินบะซอลต์ ปากปล่องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒๐๐ เมตร คลุมพื้นที่ครึ่งตารางกิโลเมตร ผมเอารูปจากกูเกิลเอิร์ทมาประกอบ นั่นแหละถึงได้มองเห็นเป็นรูปร่างจริงๆ จะเห็นว่า ขอบปล่องมันเป็นโค้ง มีแอ่งอยู่ตรงกลาง ทีนี้ละเข้าเค้าภูเขาไฟ ยิ่งพอเราเห็นหินบะซอลต์ตามพื้นย่านนี้ก็เชื่อได้ว่ากรมทรัพยากรธรณีเขาไม่หลอก
ลักษณะของภูเขาไฟคอกหินฟู-จากกูเกิลเอิร์ท ลักษณะของภูเขาไฟคอกหินฟู-จากกูเกิลเอิร์ท


            ส่วนที่คอกจำป่าแดดนั้นมีที่มาที่ไปที่น่าติดตาม เพราะถูกค้นพบโดย ดร. เปีย ซอเรนเซน นักโบราณคดีชาวเดนมาร์ก ซึ่งเดิมท่านเข้ามาและตามขุดค้นร่องรอยของมนุษย์สมัยไพลสโตซีน ในพื้นที่ อ.แม่ทะ และ อ.แม่เมาะ ท่านก็มาพบว่าที่ดอยผาเกด ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างลำปางและแพร่ มันเคยเป็นเส้นทางน้ำที่เคยไหลมารวมกับแม่น้ำจาง แต่ปรากฏว่า มีหินลาวาลงมาทับร่องน้ำจนสายน้ำต้องเปลี่ยนทิศทางไหลไปรวมกับแม่น้ำยมทั้งหมด เขาก็แปลกใจว่าอยู่ดีๆ หินลาวาจะมาจากไหน ก็แกะรอยที่มาของลาวาไปจนพบปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้
หินบะซอลต์ที่ออกมาปากปล่องภูเขาไฟจะมีลักษณะเป็นรูพรุน หินบะซอลต์ที่ออกมาปากปล่องภูเขาไฟจะมีลักษณะเป็นรูพรุน


             จากรูปร่างที่เป็นโค้งขอบคูของปากปล่อง จึงอาจจะเป็นที่มาของชื่อ”คอก” ตามที่ชาวบ้านเข้าใจ ส่วน”หินฟู” คงเรียกมาจากรูพรุนของหินบะซอลต์ที่เป็นหินฟูเขาไฟ ชาวบ้านคงตั้งตามหินที่เห็น ส่วนจำป่าแดดเป็นชื่อของต้นไม้ที่ขึ้นกันมากที่นั่น
หินบะซอลต์เกลื่อนบนยอดภูเขาไฟคอกหินฟู_r หินบะซอลต์เกลื่อนบนยอดภูเขาไฟคอกหินฟู_r


            อย่างที่เรารู้กันมานานแล้วว่าภูเขาไฟที่เกิดขึ้นมาจากแมกมาที่ร้อนอยู่ใต้โลกนั้น ขึ้นมาตามรอยแตกปริของเปลือกโลก บางที แมกมาดันขึ้นมาไม่ทันที่จะพ้นผิวโลกเกิดเย็นลงซะก่อน แต่บางส่วน ก็หารอยดันออกมาจนถึงผิวโลก กลายเป็นลาวาปะทุไหลออกมา แบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป ลาวาที่ไหนออกมาจากในโลกนี่แหละที่นำพาอัญมณีทั้งหลายขึ้นมาด้วย ทั้งพลอย นิล สารพัดแม้กระทั่งทองคำ            ใต้พื้นโลกที่ยังมีความร้อนอยู่นั้น ความร้อนเหล่านี้ยังทำน้ำใต้ดินที่ไหลซึมลงไปนั้นได้รับความร้อน แล้วน้ำเหล่านี้ก็หาทางขึ้นมาข้างบน พอเจอส่วนของผิวโลกตรงไหนที่บางหรือมีช่องก็จะขึ้นสู่พื้นโลกกลายเป็นน้ำพุร้อนต่างๆ อย่างที่ลำปาง น้ำพุร้อนแจ้ซ้อนนี่เป็นแบบนั้นมาชั่วนาตาปีและจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานอีกนับชั่วชีวิตเราเชียวแหละ           ในลำปางเองนอกจากรอยแตกของผิวโลกจะทำให้เกิดเป็นน้ำพุร้อนและภูเขาไฟสองแห่งย่านแม่เมาะแล้ว ยังมีมาปะทุที่เกาะคาด้วย ก่อนถึงเมืองลำปางราว ๓๒ กม. ของทางหลวงหมายเลข ๑ (กม.ที่ ๕๘๖) ช่วงทางเลี้ยวเข้า อ.เกาะคา ย่านนี้มีหินลาวา (หินบะซอลต์) ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เพราะที่นี่เป็นปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ ที่สภาพแวดล้อมทั่วไปมองไม่เห็นเป็นรูปทรงของภูเขาแล้ว มีแต่เพียงชั้นหินบะซอลต์และเป็นย่านที่สูงที่สุดของเส้นทางสายนี้เพราะเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อนแค่นั้นที่พอบ่งบอกได้ว่าที่นี่เคยเป็นย่านภูเขาไฟเก่าแก่
ภายในพิพิธภัณฑ์ธรณีที่ลำปาง ภายในพิพิธภัณฑ์ธรณีที่ลำปาง


           เพราะแบบนี้นี่เองที่กรมทรัพยากรธรณี เขาเลยไปสร้างพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติวิทยา จังหวัดลำปางขึ้น อยู่ติดกับลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรนั่นแหละครับ เป็นอาคารใหญ่โต ที่ตัวอาคารสร้างเสร็จแล้ว มีการจัดแสดงภายในที่น่าสนใจหลายอย่าง cof           โดยอย่างแรก เขาจับเอาการเป็นดินแดนภูเขาไฟของลำปางนี่แหละมาจัดแสดง การกำเนิดภูเขาไฟ สินแร่ต่างๆที่มาจากหินภูเขาไฟสารพัด และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอดีต ที่อื่นโดยเฉพาะทางอีสานเราจะเห็นว่าเขาจัดแสดงเรื่องกระดูกไดโนเสาร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาขุดเจอที่อีสานส่วนใหญ่ เป็นเป็นพื้นดินร่วมสมัยกับไดโนเสาร์ ราว ๖๕ ล้านปีมาแล้ว แต่ลำปางที่ภูเขาไฟมีอายุราว ๘๐๐,๐๐๐ ปี จึงมีวิวัฒนาการของบึงน้ำดึกดำบรรพ์และสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นบรรพบุรุษของสัตว์ที่เราเห็นในปัจจุบันเช่น จระเข้ แมลงปอ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆในยุคอดีต ที่สำคัญ เขาจัดแสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งที่เกาะคานี้ นักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจค้นพบกระดูกหน้าผากของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่หนึ่งใน ๓ แห่งคือมนุษย์ปักกิ่ง มนุษย์ชวาและมนุษย์เกาะคานี่เอง นอกนั้นยังมีอีกสารพัดที่เขาจะมีไว้อวด รวมทั้งจะทำตัวอาคารให้เป็นภูเขาไฟจำลอง มีช่วงที่ลาวาไหลปะทุออกมา ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีก ๒ ปีข้างหน้า ใครผ่านไปมาในยามค่ำคืนก็จะเห็นลาวาภูเขาไฟไหลออกมาเชียวละ mde
รูปทรงตะกร้อ-ของแร่ยิบซุ่มในภาคเหนือที่ถูกนำมาจัดแสดง รูปทรงตะกร้อ-ของแร่ยิบซุ่มในภาคเหนือที่ถูกนำมาจัดแสดง


          ผมไปเห็นพิพิธภัณฑ์ของกรมทรัพยากรธรณีมาก็หลายแห่ง พอมาเห็นที่เกาะคา ลำปางนี้ มีการจัดแสดงที่แปลกออกไป นับว่าน่าสนใจมาก รวมทั้งจะเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของลำปางก็ว่าได้ ตอนนี้ก็เข้าไปใช้บริการเขาได้แล้วเพียงแต่ยังไม่ครบ ๑๐๐ % แค่นั้นเอง          ผ่านเกาะคา แวะวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดไหล่หินแล้ว ต่อไปก็เพิ่มพิพิธภัณฑ์ธรณีด้วยอีกที่ครับ.... ........................................................ @ เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ- ๑๗ มี.ค.๖๑@

แนะนำให้อ่านต่อ