ไปดอยภูคา…ดูเขาฟื้นป่าเมืองน่าน

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com                                                         ไปดอยภูคา...ดูเขาฟื้นป่าเมืองน่าน                     ผมยังคงให้ความสำคัญกับใครก็ตามที่กำลังดำเนินการฟื้นคืนผืนป่าเมืองน่านอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะเป็นคนหนึ่งที่เขียนตำหนิในเรื่องป่าเมืองน่านหลายครั้ง ทั้งได้ไปเห็นมาแล้วอย่างตอนไปน้ำตกเหวอีอ่ำที่เคยตีพิมพ์ไปว่าป่านั้นปลูกได้จริงๆ ถ้าเราตั้งใจปลูกป่าอย่างจริงจัง ดังนั้นพอสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ โดย ผอ. ประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ชวนไปดูภาระหน้าที่ที่สำนักฯ ต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขากำลังดำเนินการอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีหรือที่ผมจะปฏิเสธ
ภาพครั้งสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ-เสด็จดอยภูฟ้า-ปี-๒๕๔๗ ภาพครั้งสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ-เสด็จดอยภูฟ้า-ปี-๒๕๔๗


                     เท่าที่ผมสืบถามมาจากหลายคนที่คลุกคลี เขาบอกว่าบ้านเราถางป่ากันมโหฬารก็เริ่มมาพร้อมการทำไม้ในป่า ที่สัมปทานไม้ตัดทางเข้าป่า ชักลากไม้ตามขนาดที่ต้องการ ชาวบ้านก็ตามถนนเข้าไป หักร้างถางพง ยิ่งยุคมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนี่ ถางกันย่อยยับ ที่บอกว่าป่าหายมากๆก็เริ่มต้นกันคราวนั้นอย่างดอยตุง ครั้งสมเด็จย่ามาเห็น ก็เป็นเขาหัวโล้นหมด ดอยอ่างขางก็ใช่สภาพเดียวกัน
สภาพภูฟ้าปี ๒๕๔๗ ถนนที่เห็นคือสถนนเข้าโครงการภูฟ้าในปัจจุบัน สภาพภูฟ้าปี ๒๕๔๗ ถนนที่เห็นคือสถนนเข้าโครงการภูฟ้าในปัจจุบัน


                     ที่น่านเองก็ไม่ได้หลุดพ้น ยิ่งจังหวัดนี้ที่ราบน้อย มีแต่ภูเขาและพี่น้องชนเผ่า เขาจะเอาที่ดินตรงไหนทำกิน ก็ถางป่า ปลูกพืชไร่ และที่สำคัญ เขาทำแบบไร่เลื่อนลอยหรือไร่หมุนเวียน คือครอบครัวหนึ่งมีไร่ ๒-๓ แปลง ปีนี้ทำแปลงนี้ แปลงอื่นปล่อยไว้ แล้วเวียนไปในแต่ละปี แสดงว่า ๑ ครอบครัวถางป่าถึง ๓ แปลง ป่าน่านจึงไม่เหลือ
ตะวันแตะฟ้าที่เนิน-๑๗๑๕-ของอุทยานฯดอยภูคา ตะวันแตะฟ้าที่เนิน-๑๗๑๕-ของอุทยานฯดอยภูคา


                     อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ประกาศเมื่อปี ๒๕๔๒ มีเนื้อที่ล้านกว่าไร่ พื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์เป็นป่าต้นน้ำส่วนใหญ่ อยู่บนยอดเขาสูงและที่สลับซับซ้อน ส่วนชายๆหรือเชิงๆเขา ก็ไม่รอดพ้น ถูกชาวบ้านถางทำไร่ข้าวโพด รอบอุทยานมีรอยแหว่งเว้าเป็นไร่เสียแสนกว่าไร่                      ที่น่าสนใจคือ การทวงคืนผืนป่าของที่น่านโดยเฉพาะที่ดอยภูคานี้ เขาใช้วิธีการเจรจากับชาวบ้าน ซึ่งโดยทางกฎหมาย จะใช้ พรบ.อุทยานฯหักหาญน้ำใจเอาพื้นที่กลับคืนมาก็ได้ กฎหมายให้อำนาจ แต่ชาวบ้านย่อมขัดเคืองใจ แต่ที่นี่เขาใช้การเจรจา เช่น บางคนมีที่ทำกิน ๓-๔ แปลง ทางอุทยานฯเขาขอคืนมา ๓ แปลง แล้วให้ทำกินแค่ ๑ แปลง แล้วที่เหลือสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำเขาทำอย่างนี้ครับ
ดอยน้ำพง อีกพื้นที่ฟื้นฟูป่าภูคา ดอยน้ำพง อีกพื้นที่ฟื้นฟูป่าภูคา


                     เขาจะให้เงินหมู่บ้าน ที่ขอคืนที่ดินมานั้น ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (สสอ.) สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพาะกล้าไม้พื้นเมืองในป่านั่นแหละ เช่น ยาง มะขม ต๋าว สะตอ กฤษณา ฯลฯ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชยืนต้นที่สามารถเก็บผลผลิตได้โดยไม่ทำลายต้น สภาพป่าก็จะยังคงอยู่ แล้วหน่วยต้นน้ำที่รับหน้าที่ฟื้นคืนสภาพป่า จะรับซื้อกล้าไม้ขึ้นไปปลูกในพื้นที่ที่ขอคืนมาได้ แล้วจ้างชาวบ้านนั่นแหละขึ้นไปปลูกคละๆชนิดกัน เลียนแบบธรรมชาติ แล้วก็ให้ชาวบ้านนั่นแหละเป็นอาสาสมัคร ดูไฟป่า ป้องกันไฟป่า กล้าไม้ที่เพาะได้ ชาวบ้านสามารถจำหน่ายเอาเป็นรายได้มาเข้ากลุ่มได้ พอต้นไม้โต ให้ผลผลิตได้ ก็ให้สิทธิ์ชาวบ้านมาเก็บกินผลผลิตจากป่าทีเขาปลูกได้แต่ไม่ได้ถางป่า
แปลงเพาะกล้าไม้-ต.พงษ์-ที่สร้างการรวมกลุ่มในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ แปลงเพาะกล้าไม้-ต.พงษ์-ที่สร้างการรวมกลุ่มในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ


                      วิธีการนี้นอกจากจะไม่ใช่การไปหักหาญน้ำใจเอาพื้นที่ทำกินเขาคืนมาโดยพละการแล้ว ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนให้ป่า ยั่งยืนทั้งในความรู้สึกของชาวบ้านที่จะร่วมเป็นเจ้าของป่าด้วย ชนิดที่เรียกว่าซื้อใจกัน ทางราชการก็ไม่ต้องมาทุ่มจ้างพนักงานพิทักษ์ป่า ออกตรวจป่า จับกุมชาวบ้านที่บุกรุกสร้างความหวาดระแวงซึ่งกันละกัน แต่ใช้วิธีการเจรจาแล้วสมัครใจ
พื้นที่บางส่วนในอุทยานฯดอยภูคาที่ชาวบ้านคืนให้ สังเกตุปลายดอยกลางภาพมีสีเขียวขึ้นจากการปลูกป่าในปีนี้ พื้นที่บางส่วนในอุทยานฯดอยภูคาที่ชาวบ้านคืนให้ สังเกตุปลายดอยกลางภาพมีสีเขียวขึ้นจากการปลูกป่าในปีนี้


                      ผมสอบถามพี่อุดม (ขออภัยที่ผมลืมนามสกุล) ชาวบ้านตำบลพงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน หนึ่งในคนที่คืนพื้นที่ให้อุทยานฯ ๕๔ ไร่ พี่เขาบอกเหตุผลที่คืนให้มีหลายอย่าง ทั้งที่ทำกินมีมากหลายแปลง(ไร่เลื่อนลอย) ส่วนใหญ่อยู่บนดอย ลูกหลานไม่มาสืบทอดทำกินต่อ พอไปเรียนหนังสือการมาทำไร่บนดอยสูงก็ขาดช่วง ที่หวังว่าได้ซึ่งเอกสารสิทธิ์ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่อุทยานฯ ผลิตผลทางการเกษตรก็ราคาต่ำ อีกทั้งระหว่างที่ฟื้นคืนสภาพ รัฐก็ยังจ้างมาปลูกป่า พอต้นไม้โต ตัวเองก็ยังมาเก็บหาของป่าได้ และเมื่อที่ดินไม่ได้ทำกิน ก็อยากให้ที่ดินกลับคืนมาเป็นป่า คืนความชุ่มชื่นให้ผืนดิน สมประโยชน์หลายอย่าง
โครงการภูฟ้าในปัจจุบันที่ไม่เหลือเค้าเขาหัวโล้นปรากฏ โครงการภูฟ้าในปัจจุบันที่ไม่เหลือเค้าเขาหัวโล้นปรากฏ


                      ผมสอบถาม ผอ.ประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ถึงแนวคิดการคืนผืนป่าแบบนี้ ซึ่ง ผอ.ประกิตบอกว่าเป็นวิธีการที่นุ่มนวล ที่เราก็ทั้งต้องเข้าใจความจำเป็นของชาวบ้านที่ต้องการที่ดินทำกินและชาวบ้านก็ต้องเข้าใจความจำเป็นของบ้านเมืองที่ต้องมีป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ไว้ ทุกอย่างจึงต้องพูดคุยเจรจากัน โดยเริ่มแรกทางราชการต้องเป็นหลังยันและแสดงความจริงใจให้ชาวบ้านเห็นว่าต่างคนต่างไม่ทิ้งกัน การขอคืนและฟื้นฟูผืนป่าคืนแบบนี้จึงเป็นความยั่งยืนของป่าในอนาคต สารพิษจากสารเคมีในไร่บนดอยที่จะไหลลงสู่พื้นราบก็จะลดลง ชาวบ้านก็ปลดแอกจากนายทุนการเกษตร เมื่อชาวบ้านฉุกคิดได้ ความยั่งยืนก็จะกลับมา                         ผอ.ประกิตพาไปดูพื้นที่หน่วยจัดการต้นน้ำน้ำพงษ์ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาในฝั่ง อ.สันติสุข ที่เพิ่งจะเริ่มลงมือปลูกป่าเมื่อช่วงฝนปีนี้ แต่ก็เห็นสีเขียวของต้นไม้ยืนต้น ขึ้นมาแทนสีน้ำตาลของไร่ข้าวโพดหน้าแล้งบ้างแล้ว ช่วงแล้งไม่ปลูกป่าแต่เน้นดูแนวกันไฟและดูแลต้นที่ปลูกแล้ว และยิ่งตอกย้ำอนาคตของป่าน่านเมื่อได้ไปดูโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ของกรมอุทยานฯที่เข้ามาทำการฟื้นฟูสภาพตั้งแต่เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน จากพื้นที่ฝุ่นแดง โล่งเตียน และแล้งร้อน เดี๋ยวนี้เขาปลูกป่าฟื้นจนใครก็ไม่เชื่อว่าเคยเป็นเขาหัวโล้นมาก่อน จนป่าสมบูรณ์เป็นต้นน้ำ ป่าที่ฟื้นมาบางส่วนไปขึ้นกับอุทยานแห่งชาติขุนน่าน อีกส่วนประกาศเป็นเขตสัตว์ป่าห้ามล่าภูฟ้าไปแล้ว
๓.น้ำตกผาหลวง อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่มีการปลูกป่าซ่อมแซมป่าที่แหว่งเว้า มีน้ำตลอดทั้งปี ๓.น้ำตกผาหลวง อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่มีการปลูกป่าซ่อมแซมป่าที่แหว่งเว้า มีน้ำตลอดทั้งปี


                      ได้ไปดูการดำเนินการฟื้นคืนสภาพป่าต้นน้ำเมืองน่านของสำนักต้นน้ำและกรมอุทยานฯทำแล้ว ผมมีความหวัง ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆ ยิ่งเห็นตัวอย่างความสำเร็จที่โครงการภูฟ้าแล้ว ผมว่าอีกไม่นาน น่านจะกลับมาเป็นป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ได้ คำครหาว่าเมืองน่านคือเมืองเขาหัวโล้นก็จะเป็นแค่อดีตเท่านั้น บอกแล้วว่าเราทันได้เห็นป่ากลับยคืนมาในชั่วชีวิตเราแน่ๆ                       ถือเป็นข่าวดีรับปีใหม่ และถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ ท่านผู้อ่านด้วยข่าวนี้ครับ... ................................................................. ( ประเทศไทยใจเดียว-เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ-๓๐ ธ.ค. ๖๐)

แนะนำให้อ่านต่อ