สราญเริงบนลานหิน….พระวิหาร

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com สราญเริงบนลานหิน....พระวิหาร พูดถึงเขาพระวิหาร ใครก็คงนึกถึงปราสาทบนชะง่อนผา ที่ผมไม่อยากจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บให้เป็นที่ถกเถียงกันอีก แม้ว่าข้อมูลเชิงประจักษ์หรือการมองเห็นด้วยสายตาเรามันจะค้านกันกับที่เขาตัดสินกันทางคดีความก็ตามที เอาเป็นว่าตอนนี้ ปราสาทเขาพระวิหารนั้น เราเข้าไปไม่ได้ มีประตูเหล็กล๊อคกุญแจปิดตายมานานหลายปี แม้ว่าก่อนหน้านั้นนับสิบๆปี จะเคยเปิดให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งไทย ปีนบันได ไต่ขึ้นไปจนถึงตัวปราสาทไปยืนยันหน้าผาเป้ยตาดี โดยที่แต่ก่อน พอผ่านประตูเหล็กที่ว่า ข้ามคลองเล็กๆไปอีกฝั่ง ก็มีเจ้าหน้าที่กัมพูชามาตั้งโต๊ะเก็บค่าธรรมเนียม อีกด้านหนึ่งก็เป็นร้านค้าของชาวกัมพูชา แต่ตั้งแต่มีปัญหา นักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยก็ถูกเบรก มาได้แค่ผามออีแดง อยากดูปราสาทเขาพระวิหารก็ส่องเอาจากกล้องส่องทางไกลก็จะเห็นแค่โคปุระชั้นที่ ๑ ที่อยู่เหนือขั้นบันได้หินนั่นเอง แม้กระทั่งสถูปคู่ ที่อยู่คนละฝั่งลำธารเล็กๆ(ที่ว่ากั้นเขตแดน)มาทางไทย ก็ห้ามเข้าไป นัยว่ายังอันตราย ใครอยากจะชม ก็ส่องกล้องส่องทางไกลเอาเช่นกัน สภาพตอนนั้น ก็เงียบเหงาไปสิครับเพราะนักท่องเที่ยวมา ก็ได้แค่เดินดูทิวทัศน์หน้าผามออีแดงเท่านั้น ร้านรวงทั้งหลาย ปิดร้าง อยู่หลายปี และผามออีแดง(รูปจากอุทยานแห่งชาติเขาพระ ผาเป้ยตาดีและแนวหน้าผาที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหารและผามออีแดง(รูปจากอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร) ต้องยกเครดิตให้คุณสวัสดิ์ ลุนผง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ที่แกเป็นคนถ่ายรูปได้ ถ่ายรูปเป็น แกไปบันทึกภาพทะเลหมอกบนผามออีแดงแล้วเอามาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย หลังจากนั้นก็มีช่างภาพไปบันทึกภาพตามมา เอามาเผยแพร่เช่นกัน ท่านผู้อ่านอยากรู้ว่าสวยขนาดไหน ก็ลองเขียนชื่อทะเลหมอกเขาพระวิหาร หรือทะเลหมอกผามออีแดงก็ได้ เสิร์ชหาในกูเกิล รับรองว่าจะร้องว่าสวย
น้ำตกขุนศรี น้ำตกขุนศรี


ผลก็คือ....ปลุกชีพเขาพระวิหารขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆที่แต่ก่อนคนจะมาก็ฟ้าสว่างแล้ว แล้วก็มากันไม่มาก แต่พอภาพทะเลหมอกผามออีแดงเผยแพร่เมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ เดี๋ยวนี้เชื่อไหมครับว่า ก่อนตีห้าที่ด่านตรวจตรงหน้าที่ทีการอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารจะเปิด จะมีรถมีนักท่องเที่ยวมารอกันแล้ว มาถึงก็เสียค่าธรรมเนียมอุทยานฯให้เรียบร้อย พอตี ๕ เป๊ะ...ก็ขึ้นมาได้ขึ้นมาถึงลานจอดรถ จะมีเจ้าหน้าที่ ตชด. มาช่วยโบกรถอำนวยจราจร ซึ่งบางที คนมารอคิวที่หน้าด่านกันยาวเหยียด ชนิดที่ว่า...จะสว่างอยู่มะรอมมะร่อ นักท่องเที่ยวก็ยังเสียค่าธรรมเนียมกันไม่เสร็จ จนทางอุทยานฯต้องยึดใบขับขี่คนขับไว้ แล้วขาลงค่อยมาเสียค่าธรรมเนียม ไม่เช่นนั้นไม่ทันทะเลหมอก
ลานหินจารึกชื่อ ลานหินจารึกชื่อ


ทะเลหมอกที่นี่จะมาสวยอะไรนักหนา....พูดโอเวอร์ไปหรือเปล่า ผมก็คิดแบบนั้น จึงต้องไปพิสูจน์กับตา ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ เลือกเอาเสาร์-อาทิตย์ธรรมดา จะได้มาดูว่าถ้าไม่เทศกาล คนจะเยอะไหม ต้องบอกเลยครับว่า....คนมหาศาลมาก พูดได้แค่นี้ รั้วเหล็กที่เขากั้นตรงหน้าผายาวเป็นร้อยๆเมตร คนเต็มครับ แน่นด้วย ลานจอดรถนี่แทบไม่พอ คนเยอะจนผมเองก็คิดไม่ถึง นี่ขนาดว่าวันที่ผมไปนั้นลมแรง จนทะเลหมอกไม่มี แต่คนก็เยอะ เดินไปเดินมาตามทางเดินเลียบหน้าผา มี ตชด.คอยถือโทรโข่งประกาศบอกให้ระวังอันตราย
สระตราวและลานดอกไม้_ สระตราวและลานดอกไม้_


แล้วปีนี้ มีพิเศษคือ พอเวลา เจ็ดโมงเช้า นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเที่ยวถึงสถูปคู่ได้ด้วย อีกจุดคือ ลานหิน ลานหินที่ว่านี่ก็คือ ลานหินที่จะไปถึงประตูเหล็กทีล๊อคดานแน่นหนานั่นเอง แต่ก่อนพอรั้วเหล็กถูกปิด ลานหินนี้ก็เป็นพื้นที่ต้องห้าม เพราะฝั่งเรามีฐาน ตชด. อยู่หลายฐาน สามารถมองไปเห็นตีนบันไดหินขึ้นเขาพระวิหาร เห็นบ้านเรือของทหารกัมพูชาที่เอาลูกเอาเมียมาอยู่(เขาอยู่กันเป็นปี เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่เอาครอบครัวมาอยู่ แต่ของไทยสับเปลี่ยนกำลังตลอดเวลา)
อีกมุมหนึ่งทางฝั่งไทย-ที่เห็นบันไดทางขึ้นปราสาทและโคปุระชั้น-๑-ชัดเจน อีกมุมหนึ่งทางฝั่งไทย-ที่เห็นบันไดทางขึ้นปราสาทและโคปุระชั้น-๑-ชัดเจน


บนลานหินนี้จะเห็นการจารึกชื่ออยู่กระจัดกระจาย ที่มาที่ไปถ้าผมจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าเป็นความคับข้องใจของคนไทยในครั้งนั้นที่ถูกศาลโลกตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แล้วจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น พูดด้วยความอัดอั้นขุ่นแค้นในใจ(มีคลิปเสียในยูทูป ลองหาฟังดู)ในเรื่องการเสียปราสาทเขาพระวิหาร ถึงขนาดที่มีการถอนเสาธงไตรรงค์จากผาเป้ยตาดีลงมาไว้ที่ผามออีแดงนั้น เสาธรงไตรรงค์ไม่ได้ถูกล้มลง แต่เชิญลงมาทั้งที่เสาตั้งๆแบบนั้นความอัดอั้นตันใจของคนไทยในครั้งนั้นจึงถูกจารึกลงบนลานหินทรายแห่งนี้ ตอนนี้ไปเที่ยวชมได้แล้ว โดยมี ตชด.ของเราคอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
สถูปคู่แบบถึงเนื้อถึงตัว สถูปคู่แบบถึงเนื้อถึงตัว


อีกทั้งยังสามารถเดินไปอีกด้านหนึ่งของฐาน ตชด. แล้วไปยืนดูบันไดทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารและโคปุระชั้นที่ ๑ ได้ค่อยข้างชัดเจน แต่อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรานะครับ ตอนที่ผมไปบรรดาดอกไม้ดินกำลังบานสะพรั่งบนลานหิน ชนิดที่ว่าไม่คิดว่าอุทยานเขาพระวิหารจะสวยงามปานนี้
ลานดอกไม้สารพัน ลานดอกไม้สารพัน


ผมขออนุญาตเจ้าหน้าที่อุทยานฯให้พาไปดูสระตราว และน้ำตกถ้ำขุนศรี ที่ก็อยู่ย่านๆเดียวกัน ปรากฏว่า มันคือลานดอกไม้ดีๆนี่เอง ลานดอกไม้ดินสารพัดกำลังบานสะพรั่งและน่าจะบานเต็มที่ราวเดือนพฤศจิกายน แค่ลานหินนี้ที่เดียว ก็เกือบไปไหนไม่เป็นเพราะถ่ายรูปมาจนคุ้มค่า ไม่เคยเห็นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารในอารมณ์แบบทุ่งดอกไม้และสายน้ำตกแบบนี้มาก่อน
รถนักท่องเที่ยวเต็มลานแต่เช้ามืด รถนักท่องเที่ยวเต็มลานแต่เช้ามืด


เห็นแล้วก็เสียดาย เพราะฝั่งไทย นักท่องเที่ยวมากันจนแน่น เดินเที่ยวเดินชมกันจนลานตา ร้านค้า ร้านอาหารฝั่งไทยคึกคัก เต็มทุกร้าน เสียดายที่กัมพูชาไม่เปิดประตูให้เข้าชมปราสาทแล้วเก็บค่าเข้าดู จะได้เงินอีกมหาศาล
นานแล้วที่ไม่อาจเข้ามาถึงประตูเหล็กนี้ นานแล้วที่ไม่อาจเข้ามาถึงประตูเหล็กนี้


ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวไทยแม้ไม่ได้ขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร แค่มาดูทะเลหมอกผามออีแดง มาดูสถูปคู่ เดินดูบันไดหิน เที่ยวชมทุ่งดอกไม้ น้ำตกถ้ำขุนศรี แค่นี้เขาก็คุ้มแล้ว กัมพูชาไม่เปิดก็ช่างปะไร เดี๋ยวนี้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร น่าจะเป็นภาพลักษณ์ใหม่ที่ต้องไป ใครไม่ไป คุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะ.... ....................................................... (เสาร์สวัสดี   กรุงเทพธุรกิจ  ๔ พ.ย.๒๕๖๐) DSCF1013_resizeDSCF1028_resizeDSCF1047_resize

แนะนำให้อ่านต่อ