นักโทษ

นักโทษ               แรกผมเขียนคอลัมน์นี้ด้วยตั้งใจว่าจะเอาแง่มุมเล็ก ๆน้อย ๆ ของสรรพสิ่งในธรรมชาติมาบอกเล่า ชี้ให้เห็นถึงความงามของสรรพสิ่งต่างๆ   เพื่อ เป็นการชักชวนให้ท่านผู้อ่านใช้สถานที่ธรรมชาติต่างๆ ไปในเชิงการศึกษาและเรียนรู้ธรรมชาติ และเมื่อเรารู้จักหรือศึกษาธรรมชาติเราจะสนุกและอยากค้นหาธรรมชาติไปเรื่อยๆ และจะผูกพัน เมื่อผูกพันก็จะรักและหวงแหนตามมา   เราไม่อาจสร้างสำนึกรักธรรมชาติได้โดยให้ดูจากภาพถ่าย  หรือฟังแต่เสียงทั้งที่เรามีของจริงให้ดูให้ศึกษาในธรรมชาติ แต่ นั่นเป็นเพียงความมุ่งหวังในเชิงบวก ในโลกของความเป็นจริงยังมีบางสิ่งบางอย่างของธรรมชาติที่เผชิญกับชะตากรรม อันโศกสลดและป้องกันตัวเองจากผู้ล่าที่กระหายทุกสิ่งอย่างเพื่อมาสนองตอบ ความอยากของตัวเองไม่ได้  ผู้ล่านี้คือมนุษย์เรานี่เอง และผู้ที่เผชิญชะตากรรมที่ผมจะว่าถึงในวันนี้คือ  นกปรอดหัวโขน   นกปรอดหัวโขน  ( Red-whiskered Bulbul )  เป็นนกขนาดเล็ก รูปร่างเพรียว สมส่วน  สีสันไม่ถึงกับสะดุดตานักออกจะพื้นๆไปด้วยซ้ำ   แต่ที่โดดเด่นคือหงอนสีดำบนหัวที่เชิดตั้งเด่น  มีเสียงร้องที่ไพเราะ แต่ผมว่าก็ไพเราะในระดับหนึ่งไม่ถึงกับเพราะมาก  แต่เมื่อร้องในป่าก็ถือว่าเป็นเพลงไพรที่เสนาะโสตยิ่ง  นกชนิดนี้เดิมนั้นมีอยู่ทั่วไป ตามชุมชน ตามท้องทุ่ง และมีอยู่ทุกภูมิภาคของบ้านเรา  แต่ ชะตากรรมทำให้นกชนิดนี้ถูกมนุษย์เราอุปโลกขึ้นมาว่าเป็นนกที่มีเสียงเพราะ ที่สุด (ทั้งๆที่คนบอกเช่นนี้อาจจะยังไม่เคยฟังเสียงนกชนิดอื่นด้วยซ้ำ ) เป็นนกที่สวยที่สุด (ทั้งๆที่อาจไม่เคยเห็นนกชนิดอื่นด้วยซ้ำ) มันจึงถูกจับมาใส่ในกรงแคบๆ แล้วเรียกชื่อมันใหม่เสมือนประหนึ่งว่านกชนิดนี้มันจะต้องอยู่คู่กรงขังตลอด เผ่าพันธุ์ของมันว่า   นกกรงหัวจุก   จับมันมาขังในกรง  สร้างค่านิยมว่าเป็นงานอดิเรกของคนที่มีอารยะ  เป็นความรื่นรมย์ของคนที่รักนก   สร้างค่านิยมกดขี่นี้โดยการประกวด  แล้วก็กำหนดกติกาเสียงร้อง ความถี่ในการร้อง  ทั้งๆที่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านกมันร้องนั่นเพราะอะไร  หลงไปคิดว่านกมันร้องเพราะเสียงกระตุ้นของเจ้าของที่มานั่งส่งสียงอยู่ข้างสนามประกวด  แล้วก็กว้านหานกชนิดนี้มาเลี้ยง  ค่านิยมนี้เริ่มมาจากทางภาคใต้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เจอนกปรอดหัวโขนในป่าทางใต้ได้ยากมาก  ครั้นนกทางใต้หมดก็สร้างค่านิยมใหม่ว่านกปรอดหัวโขนนี้ถ้าจะให้เสียงดีต้องเป็นนกทางภาคเหนือ    จึงมีการล่านกชนิดนี้ส่งไปขายทางภาคใต้อย่างในทุกวันนี้  แล้วเดี๋ยวนี้ค่านิยมนี้ก็ขยายลามออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ  
…นกที่ถูกจับมารอการเลือกซื้อ (ตลาดนกปัตตานี)…
ผมไม่ใช่คนที่มีความรู้เรื่องนกมากมายนัก  แต่ก็รู้ว่าในกรงไม่ใช่ที่อยู่ของนก  ธรรมชาติสร้างปีกให้นกได้บินได้อย่างอิสระในพื้นที่กว้าง  ลองเราถูกจำกัดในพื้นที่แคบคงเป็นความอึดอัดที่ไม่ต่างกัน   ไม่ตาย แต่ไร้อิสระ   ธรรมชาติสร้างเสียงร้องไว้ให้เป็นเครื่องมือในการดำรงเผ่าพันธุ์ หาใช่ให้เป็นสิ่งประกวดประขันของมนุษย์ไม่    คนที่เลี้ยงไม่รู้หรอกว่าที่นกมันร้องตอนเช้าๆ เมื่อคุณเอามันมาตากแดดนั้นมันชอบจริงหรือไม่   ร้องเพราะสบายตัว สบายใจ หรือร้องเพราะสมเพชเวทนาในชะตากรรมของตัวเองกันแน่    ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ มันร้องเพราะอะไร แต่ที่ผมรู้คือ  บนโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า  นก  คน  มด   แมลง   ฯลฯ   ทุกสิ่งอย่างล้วนมีสิทธิ์อยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างเสมอภาคกันทั้งสิ้น  ไม่มีใครที่จะมีสิทธิ์จับชีวิตใดมาใส่กรงขังโดยมันไม่มีความผิดอะไรเหมือนที่นกปรอดหัวโขนเผชิญชะตากรรมอย่างทุกวันนี้    
…บรรยากาศในสนามแข่งนก…
แต่นับว่ายังไม่โชคร้ายเกินไปนัก เพราะนกชนิดนี้เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ถูกคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี 2535  ที่ ผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ (ก่อนโอนเนื้องานมาอยู่ในกรมอุทยานฯปัจจุบัน) ถือว่าครอบครองอย่างผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ   แต่ โดยข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า นกชนิดนี้มีไว้ในครอบครองทั้งที่ขออนุญาตอย่างถูกต้องและอย่างไม่ถูกต้อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง  ในตัวเมืองสำคัญๆทางภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นปัตตานี  นราธิวาส  ยะลา  หาดใหญ่ จะมีย่านที่ขายนกชนิดนี้ ร้านหนึ่งๆมีนกถูกขังนับร้อยตัว ในหนึ่งกรง แต่ละร้านไม่ได้มีแค่กรงเดียว แล้วมันเป็นทั้งย่าน ตั้งแต่ต้นซอยจนท้ายซอย แล้วมีหลายจังหวัด นกเป็นหมื่นๆตัวถูกจองจำเพียงเพราะค่านิยมผิดๆ ของคน  ลำพังแอบขาย แอบล่า  และเลี้ยงกันในปัจจุบันก็ผิดแล้ว  (ผิดทั้งศีลธรรม  ผิดทั้งกฎหมาย )  ปรากฏว่าเร็วๆนี้   สมาคมนกกรงหัวจุกฯ ยื่นข้อเรียกร้องให้กรมอุทยานฯปลดนกกรงหัวจุกออกจากรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติสงวนฯ  โดยอ้างว่ามีการเพาะเลี้ยงนกชนิดนี้ได้แล้วและเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ เปิดให้มีการจดทะเบียนการครอบครองอีกครั้ง  แต่ โดยข้อเท็จจริงเท่าที่ผมไปเดินดูและเก็บข้อมูลของตลาดนกชนิดนี้ใน 3 จังหวัดภาคใต้ เกือบทั้งหมด เป็นนกป่าที่จับมาจากภาคเหนือทั้งสิ้น และได้ข่าวว่าแม้มีการเพาะได้ก็จริงแต่ลงทุนสูงและช้า กว่าที่จะเลี้ยงจนขายได้  อีกทั้งอาจไม่ได้สายพันธุ์ที่เสียงดี ตามที่ตลาดต้องการ   ทั้ง ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอันไหนนกป่า อันไหนนกเพาะเลี้ยง เห็นคนจากสมาคมนกกรงหัวจุกบอกว่าทางสมาคมยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการ และไม่เห็นด้วยกับการลักลอบจับนกชนิดนี้จากธรรมชาติ  ผมอดนึกถึงสังคมเราที่มันหน้าไหว้หลังหลอกจริงๆ  รู้กันอยู่แก่ใจว่านกที่เลี้ยงๆ ขายๆ กันนี่มาจากไหน ทางราชการก็รู้แต่หลับตาข้างหนึ่ง   ธุรกิจการเลี้ยงนกปรอดหัวโขนนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาก  เพราะ ซื้อขายกันและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง แต่เราภูมิใจกับมูลค่าตัวเงินที่แลกมากับชีวิตของผู้อื่น อิสระของคนอื่นหรือ เป็นเงินก็เงินบาป เอาชีวิตคนอื่นมาเลี้ยงชีวิตตน  แต่ ในยุคที่เงินมีอำนาจนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากรมอุทยานฯ จะยังคงความปราณีแก่นกชนิดนี้ไปอีกนานแค่ไหน เกรงจะไหวเอนตามอำนาจเงินตามที่มีการร้องขอ   …ผิดอะไรจึงถูกจองจำ…   ถ้าได้ไปเห็นนกปรอดหัวโขนร้องในป่า จะรู้ว่าเสียงที่ไพเราะนั้นเป็นอย่างไร  ถ้า อยากเห็นชีวิตที่มันสดชื่นมีชีวิตชีวาไปดูตอนที่มันบินมาเกาะยอดไม้ แล้วโผไปยอดอื่น ไปดูชีวิตที่อิสระ นั่นแหละเราจึงจะเห็นความงามของมันอย่างแท้จริง ถ้ารักนกจริงๆ เข้าป่า เข้าหาธรรมชาติ ไปรู้จักเขา  ไปรู้จักธรรมชาติ อย่าเอาธรรมชาติมาไว้กับเรา  ทุกวันนี้ที่มีภัยธรรมชาติให้เห็นทั่วโลกนี่ก็เพราะเราจะปรับธรรมชาติมาหาเรานี่แหละ ไม่มีใครยินดีที่จะเป็นนักโทษของใคร   โดยเฉพาะกับการถูกกุมขังที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด            นกก็เช่นกัน มันไม่ได้ยินดีกับการเป็นนักโทษเยี่ยงนี้หรอก  ความเมตตาปราณีนั้นให้แก่สัตว์ได้ไม่ยากหรอกครับ มนุษย์หากขาดซึ่งความปรานี ผมก็ไม่เห็นว่าจะต่างจากสัตว์ตรงไหน….

แนะนำให้อ่านต่อ