เขาปะการัง…ทะเลโผล่ที่เมืองแพร่

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com                                                                                  เขาปะการัง...ทะเลโผล่ที่เมืองแพร่ “พลับพลึงทะเล” ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งงง...ว่าผมพูดถึงชื่อนี้ขึ้นมาทำไม เอาเป็นว่า..ถ้านึกภาพไม่ออก ลองเสริ์ชกูเกิลดู จะรู้ว่ามันเป็นสัตว์ รูปร่างจะเหมือนดอกไม้ทะเลหรือดาวขนนก เป็นสัตว์ที่เขาเรียกพวกไคนอยส์เหมือนพวกดาวทะเลคือไม่มีกระดูกสันหลัง เวลาที่ไปดำน้ำลึกไปเจอเจ้าพวกนี้ ผมเหมือนถูกมนต์สะกด เพราะอยู่นิ่งๆดูแขนเจ้าพวกนี้โบกสะบัดไปมา เหมือนมันกำลังฟ้อนรำให้ดู
ซากฟอสซิลบนเขาปะการังที่พบเห็น ซากฟอสซิลบนเขาปะการังที่พบเห็น


เหตุที่เรียกพลับพลึงทะเล ผมเดาเอาว่า...น่าจะมาจากแขนที่โบกพลิ้วนี่เองที่คล้ายกับกลีบของดอกพืชพวกพลับพลึง ไม่ว่าจะเป็นพลับพลึงบกที่เราเห็นตามสวนสาธารณะ หรือที่ปลูกประดับตามที่ต่างๆ หรือเจ้าพลับพลึงธาร ก็มีกลีบคล้ายเจ้าแขนของพลับพลึงทะเลเช่นกัน ในตารางธรณีกาล หรือการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกหรือพัฒนาการของโลกอะไรก็ตามที จะมีมหายุค ตั้งแต่เป็นโลกใบนี้มาจนปัจจุบันมีมายุค ๔ มหายุค ทีนี้ในมหายุคที่ ๒ ที่เรียกว่ามหายุค พาลิโอโซอิค จะมีด้วยกัน ๖ ยุค ยุคแรกของมหายุคนี้เขาเรียก ยุคแคมเบียน (๕๔๒-๔๘๘ ล้านปี) ยุคนี้จะมีพวกสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัว พวกไทรโลไบท์ แกรปโตไลท์ ไครนอยส์และหอยต่างๆ ( ท่านผู้อ่านนึกภาพสัตว์แต่ละประเภทไม่ออกก็ลองเสิร์ชหาดูครับ ไมยากหรอก) ยุคต่อมาในมหายุคพาลิโอโซอิคนี้จึงเป็นพวกสัตว์ที่มีครีบ ตระกูลปลาทั้งหลาย นี่ว่ากันตามข้อมูลของตารางธรณีกาลของกรมทรัพยากรธรณีที่เขาเอามาเผยแพร่ ผิดถูกต้องไปว่าทางนั้น
บนยอดเขาหินปะการัง บนยอดเขาหินปะการัง


ในยุคนั้นมันพวกไครนอยส์นี่มันมากมายมหาศาลจนทับถมกัน ซ้อนทับกันเป็นล้านๆ ปี พร้อมกับการเกิดหินตะกอนชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันว่าหินปูน เจ้าหินปูนนี่ก็ทำหน้าที่เก็บบางส่วนเจ้าซากไครนอยส์ทั้งหลายให้เห็นเป็นทรวดทรงฝังปนในเนื้อหินปูน ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสไปดูที่พิพิธภัณฑ์สิรินธรที่กาฬสินธุ์ จะเห็นรูปร่างเจ้าพลับพลึงทะเลที่เขาเอามาจัดแสดง เห็นอยู่ในเนื้อหินอย่างชัดเจนครบรูปร่าง เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก โลกมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แผ่นเปลือกโลกมันก็เคลื่อนมาเบียด ดันกัน จนบางส่วนมันโป่งขึ้นมาจากที่เคยอยู่ในท้องทะเล โผล่ขึ้นมาอยู่บนบก ตามการเกิดภูเขาทั่วไปที่ผมเคยเขียนเล่าหลายครั้งแล้ว เจ้าหินปูนที่มันเคยเป็นพื้นทะเล ก็ถูกดันขึ้นมาจนเป็นภูเขาหินปูน แล้วมันก็ติดเอาเจ้าซากของพวกพลับพลึงทะเล พวกหอยหรือสัตว์ทะเลขึ้นมาด้วย จากที่เคยอยู่ใต้ทะเลลึก ก็ดันขึ้นมาอยู่บนยอดเขาซะงั้นแหละ
ต้นจันทร์ผา พืชทนแล้งที่ดาดดื่นยนเขาปะการัง ต้นจันทร์ผา พืชทนแล้งที่ดาดดื่นยนเขาปะการัง


ทำไมถึงเล่ามายืดยาว ก็เพราะว่าในเส้นทางการเดินศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จากหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นไปบนยอดเขาปะการังนั้น ผมพบเห็นเจ้าสิ่งแปลกปลอมในเนื้อหินปูนบนเขาลูกนี้ ตามประสานักธรณีนอกห้อง ก็พอดูออกว่ามันคือซากฟอสซิลอะไรสักอย่าง แต่เพื่อความแน่นอนผมจึงถ่ายรูปแล้วส่งให้ ผอ.พิทักษ์ เทียมวงศ์ แห่งสำนักธรณี เขต ๒ ขอนแก่น ช่วยตรวจดู พอ ผอ.พิทักษ์เฉลยว่าเป็นซากพลับพลึงทะเลแค่นั้นแหละ บรรดาซากสัตว์ทะเลแปลกๆที่พบเห็นบนเขาปะการังจึงเป็นพวกร่วมยุคกับพลับพลึงทะเลเสียส่วนใหญ่ก็ได้รับการเฉลยโดยปริยาย นี่เป็นความมหัศจรรย์หนึ่งที่ภูเขาหินปะการังของอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง มีให้เราได้ดูพิศ...คือค่อยๆ เดิน ดูหิน พิจารณามองหาฟอสซิลไปเรื่อยๆ ตามหินปูนพวกนี้จะมีให้เห็นตลอด
การกัดกร่อนของน้ำฝนใมรเวลานับหมื่นนับแสนปีทำให้เกิดเป็นเขาปะการัง การกัดกร่อนของน้ำฝนใมรเวลานับหมื่นนับแสนปีทำให้เกิดเป็นเขาปะการัง


เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติภูเขาหินปะการังของดอยผากลองนี้ เป็นเส้นทางเดินขึ้นภูเขาหินปูนที่ไม่สูงนัก กำลังพอดีเดินคือ ไม่ไกลเกินไป ไม่ชันเกินไป ทั้งยังมีลูกเล่นมาให้เราเรียนรู้ตลอดทางเดิน เช่น มีช่องแอร์ธรรมชาติ ซึ่งจริงๆก็คือช่องภูเขาที่ทะลุถึงกัน แล้วลมสามารถเข้าได้ พอผ่านบริเวณกลางภูเขาที่อูณหภูมิเย็นกว่าออกมาอีกด้าน มันก็เลยเหมือนอากาศจากเครื่องปรับอากาศที่เย็นกว่าปกตินั้นเอง
นักเรียนมาเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติกันตลอดปี นักเรียนมาเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติกันตลอดปี


ทางอุทยานฯเขาทำสะพานไม้พาดไปตามทางชะง่อนหินผ่านป่าของพืชทรหดทั้งหลาย เพราะบนภูเขาหินปูนแบบนี้ ที่ดินก็ไม่มี น้ำก็ไม่มี แต่พืชบางชนิดอย่างจันทน์ผา สลัดได เสมา ไทร ตะแบก ฯลฯ ยังมาหยั่งรากทรงต้นอยู่ได้ ซ้ำอยู่ในตำแหน่งที่ดูสวยงามอีกด้วย ใครที่เจออุปสรรค กำลังใจท้อถอย มาเรียนรู้จากพืชเหล่านี้ได้เลย จุดสำคัญที่เรียกว่าสวนหินปะการังนั้น อยู่บนยอดเขา ที่เป็นบริเวณที่หินเป็นแหลมตั้งๆ แหลมของหินนั้นสูงบ้าง เตี้ยบ้างก็แล้วแต่ อย่างที่เห็นในรูป ซึ่งลักษณะแบบนี้ บางที่เรียกหินดอกจอกก็มี แต่ล้วนแล้วเกิดจากน้ำฝนนี่แหละที่มันกัดกร่อนชะหินปูน ซึ่งคุณสมบัติของหินปูนคือละลายน้ำได้ น้ำที่กัดกร่อนหินเหล่านี้ก็จะไหลลงไปตามรอยแตกของภูเขาหินปูน ถ้ามีโพรงข้างล่างก็จะค่อยๆเกาะตัวกันเป็นหินย้อย ถ้าหยดจนถึงพื้นแล้วค่อยๆก่อตัวขึ้นมาก็จะเป็นหินงอก
ทางเดินศึกษาธรรมชาติภูเขาปะการัง ทางเดินศึกษาธรรมชาติภูเขาปะการัง


น้ำฝนที่ตกลงมาชะล้างกัดกร่อนหินปูนนับแสนสับล้านปี หินส่วนที่ไม่ทนทานกับการละลายก็ค่อยๆหายกลายเป็นหลุม ส่วนหินปูนที่คงทนกว่าอาจจะมีสารชิดอื่นมาเคลือบหรืออะไรก็ตามทีก็จะกลายเป็นแหลมของภูเขาอย่างที่ปรากฏ พื้นที่ที่มีภูเขาหินปูนมีลักษณะแบบนี้เยอะ พบเห็นได้เสมอ แต่ที่สวนหินปะการังนี้มาดูได้ง่าย ธรรมชาติจัดวางตำแหน่งได้อย่างสวยงาม cof เมืองแพร่ใครๆก็ว่าเป็นเมืองผ่าน แต่ถ้าลองตั้งใจมา ผมว่ามีอะไรให้ดูมากมาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาท้าทายให้มาเที่ยวข้ามภาคกัน คือคนใต้มาเที่ยวเหนือ คนเหนือไปอีสาน อะไรแบบนี้ แต่ผมท้าท่านผู้อ่านว่า ลองมาดูทะเลที่ภาคเหนือกัน ที่แพร่นี่แหละมีทะเลให้ดู ภูเขาหินปะการังนี่แหละคือคำตอบ ทะเลแท้ๆ ที่เมืองแพร่เขาละ.... .................................................................. (เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ ๔ ก.พ. ๒๕๖๐)

แนะนำให้อ่านต่อ