ชาติกำเนิดภูกระดึง

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com                                                           ชาติกำเนิดภูกระดึง วันที่ ๖-๗ พ.ย. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชนินาถ เคยเสด็จประพาส และประทับค้างแรมบนภูกระดึงมาแล้ว สมเด็จย่าก็เคยเสด็จ ครั้นวันที่ ๒๐ ธ.ค.๒๕๓๗ สมเด็จพระเทพฯ พระองค์โสม และพระองค์ภา ก็เคยเสด็จสู่ดินแดนธรรมชาติแห่งนี้เหมือนกัน การเดินทางสู่ภูกระดึงนอกจากจะเป็นการตามรอยเสด็จของในหลวงในดวงใจเราแล้ว ยังเป็นการฝึกสติให้ยอมรับกับการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักได้เป็นอย่างดี
ลานพระศรีนครินทร์ ที่ระลึกที่สมเด็นย่าเสด็จภูกระดึง ลานพระศรีนครินทร์ ที่ระลึกที่สมเด็นย่าเสด็จภูกระดึงในอดีต


ภูกระดึง ปิดเดือนมิถุนาและเปิดเดือนตุลาคมของทุกปี ในช่วงเวลา ๔ เดือน ถือเป็นช่วงที่บนภูกระดึงได้พักผ่อน สัตว์ป่าออกมาเดินเล่นบนที่ของเขาได้โดยไม่มีมนุษย์ไปรบกวน หมาไนจะไล่ต้อนกวาง ช้างจะรื้อถอนต้นไม้ก็เป็นเรื่องของช้างของหมามัน ต้นไม้ใบหญ้าได้พักฟื้น เจ้าหน้าที่เองก็จะได้มาทำหน้าที่อื่น ไม่ต้องไปเดินไล่นักท่องเที่ยวให้กลับเมื่อจะเย็น ในเส้นทางเลียบน้ำตก เหมือนช่วงเปิดภู ถือโอกาสซ่อมแซมบ้านพัก ห้องน้ำ ทางน้ำ ซ่อมถนน ออกไปทำงานอย่างอื่น ธรรมชาติก็ได้ซ่อมแซมตัวเองเพื่อรอการขึ้นมาใช้ของนักท่องเที่ยวอีกครั้งในช่วงเปิดภู ๑ ตุลาคม เป็นต้นไป ผมว่าเป็นการจัดการที่พอเหมาะพอควร ไม่โลภจนมองว่าธรรมชาติต้องนำมาทำเงินทำทองอย่างเดียว ควรจะมองธรรมชาติเป็นเรื่องของคุณค่าที่เกิดจากการเรียนรู้ เพื่อสร้างสำนึกรักธรรมชาติให้แผ่กว้างไปมากๆ เราจะได้มีคนพูดแทนป่า แทนทะเล แทนแม่น้ำและธรรมชาติให้มากๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เพราะมีคนพูดแทนธรรมชาติน้อย มีน้อยแล้วยังไม่เท่าผู้มีอำนาจไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่เชื่ออีกนี่เศร้าใจชะมัด
รุปพรรณสัณฐานของภูกระดึง รุปพรรณสัณฐานของภูกระดึง


มีคนเล่าเรื่องภูกระดึงหลายแง่มุม วันนี้ผมจะเล่าถึงมิติทางด้านธรณีของภูแสนสวยแห่งนี้ เพื่อการรู้จักภูกระดึงอย่างแท้จริง เพื่อการเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพที่เที่ยวไปโดยมีความรู้ไปด้วย แม้จะขึ้นไปนอนเต็นท์ ไปทานอาหารตามสั่ง ไปต้มบะหมี่สำเร็จรูปกิน ซึ่งอาจจะสวนทางกับนิยาม นักท่องเที่ยวคุณภาพของ ททท. ที่ในนิยามเขาคือนักท่องเที่ยวที่นอนโรงแรมดี กินอาหารร้านใหญ่ ชอปปิ้ง จับจ่ายใช้สอย ฯลฯ แต่นิยามนักท่องเที่ยวมีคุณภาพของผมคือ เที่ยวไปเพื่อศึกษา มีความรู้และมีจิตสำนึก ภูกระดึง ก็คือเสาเฉลียงขนาดใหญ่...! พูดแบบนี้คนอาจจะงง... แต่มันคือเรื่อจริง เพราะการเกิดเสาเฉลียง และการเกิดภูกระดึง การเกิดทั้งสองปรากฏการณ์นี้เหมือนกัน เพียงแต่เสาเฉลียงนั้นเล็กๆ มีลักษณะเป็นเสาอย่างชัดเจน แต่ภูกระดึงนั้นใหญ่ ใหญ่จนเป็นแผ่นดินซ้อนแผ่นดิน ซ้ำเป็นแผ่นดินที่มีรูปทรงเป็นเหมือนหัวใจ ถ้าเป็นเสาเฉลียงก็เป็นเสาเฉลียงที่มีหมวกบนยอดเสาเป็นรูปหัวใจ
หน้าผาหินทราย ผาเหยียบเมฆ หน้าผาหินทราย ผาเหยียบเมฆ


ธรณีสัณฐานของภูกระดึงเป็นหินทราย ซึ่งก็คือธรณีสัณฐานส่วนใหญ่ของภาคอีสานนั่นเอง ซึ่งหินที่ปรากฏเป็นภูกระดึง เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหินโคราช หินกลุ่มนี้มีอายุราว ๑๖๐-๑๐๐ ล้านปี มาแล้ว ครั้งก่อนๆ เคยเล่าไปคร่าวๆแล้วว่า ภาคอีสานบ้านเราเมื่อเป็นแสนเป็นล้านๆปีก่อนมันเป็นทางน้ำโบราณที่น้ำมันไหลพัดพาเอาตะกอนต่างๆมาตามน้ำ(ถ้าไปในหลายๆที่ในอีสาน จะเห็นรอยเฉียงระดับ ที่เป็นร่องรอยทางน้ำไหลโบราณปรากฏในหินอย่างชัดเจน) บางทีก็พัดพาเอาซากไดโนเสาร์มาด้วย สะสมซ้อนทับกันกลายเป็นชั้นหิน ซึ่งเรามักบอกกันว่าหินทางอีสานนั้นเป็นหินทราย หินทรายก็เป็นพวกหินตะกอนชนิดหนึ่งนี่ละครับ ชื่อมันก็บอกว่ามันเป็นหินมาจากการสะสมของตะกอน การสะสมของตะกอนก็ไม่ได้มีตะกอนแบบเดียวกันหรือชนิดเดียวกันมาสะสมอย่างสม่ำเสมอ มันแล้วแต่ว่าน้ำในอดีตในแต่ละช่วงฤดูกาลพัดพาเอาอะไรมา และพัดพามามากน้อยขนาดไหน หินตะกอนมันเลยมักเป็นชั้นๆ มาซ้อนๆทับกัน มาถึงตรงนี้ ผมอยากให้ท่านผู้อ่านสังเกตดูก้อนหินต่างๆ ตั้งแต่ที่เราเดินขึ้นไป หรือบนหลังแปตามแล่งท่องเที่ยวต่างๆ จะเห็นรอยเฉียงระดับที่ปรากฏตามก้อนหิน ซึ่งเป็นร่องรอยของการไหลของธารน้ำในสมัยโบราณ สังเกตรูปที่ผมเอามาประกอบ
ร่องรอบธารน้ำโบราณที่ปรากฏบนก้อนหินระหว่างทางขึ้นภูกระดึง ร่องรอยธารน้ำโบราณที่ปรากฏบนก้อนหินระหว่างทางขึ้นภูกระดึง


มีหลายที่ ให้สังเกตดู มีหลายที่ ให้สังเกตดู


  โลกเรามันไม้ได้อยู่นิ่ง ยังมีการเคลื่อนตัว พอเปลือกโลกมันเคลื่อนที่แล้วดันกันจนแผ่นดินส่วนหนึ่งยกตัวขึ้นเป็นที่สูง กลายเป็นภูเขา กลายเป็นที่ราบสูง ก็มาจากเหตุนี้ แผ่นเปลือกโลกที่มันถูกดันถูกบีบให้ยกตัวสูงขึ้นก็เลยมีรอยแตกขึ้นมา ทีนี้เจ้ารอยแตกนี่แหละที่มันก็จะผุกร่อนด้วยลม น้ำ ที่ไหลชะไปเรื่อยๆตรงไหนที่แข็งแรงทนทานหน่อยก็ยังทนอยู่ สึกกร่อนช้า ตรงไหนที่จับตัวกันไม่แข็งแรงก็จะผุกร่อนไป และการผุกร่อนก็จะผุไปเป็นชั้นๆ เพราะมันเป็นหินที่มาจากการสะสมเป็นชั้นๆ เราจึงมักเห็นภูทางอีสาน จะมีหลังตัด หลังแปแทบทั้งนั้น ถ้าไปทางภูเรือจะเห็นภูที่มันเอียงขึ้นไป แล้วมีหน้าผาหักตัดลง ไปในทิศทางเดียวกันหลายภูก็เพราะแผ่นดินมันยกชั้นหินตรงนั้นเอียงขึ้นนั่นเอง ทีนี้เราลองมาสังเกตกันว่าจริงไหม? เวลาที่เราเริ่มเดินขึ้นจากด่านตรวจจากตีนภู ไปจนถึงซำแฮกและเลยซำแฮกขึ้นไปอีกหน่อย ท่านผู้อ่านสังเกตดินช่วงนี้ มันจะเป็นดินแบบดินเหนียวเป็นแผ่นๆ เป็นพวกหินทรายแป้ง หินโคลน กรวด สังเกตหินมันจะเป็นแดงๆอมม่วงๆ เปราะแตกง่าย เป็นฝุ่นผง หินพวกนี้จะอยู่ในช่วงยุคจูราสสิคตอนปลาย ประมาณ ๑๖๐-๑๔๕ ล้านปี ชั้นหินพวกนี้ที่กาฬสินธุ์ พบเห็นซากฟอสซิลสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายชนิดมาก
ชั้นหินโคลนตั้งแต่ด่านตรวจจนถึงซำแฮก ชั้นหินโคลนตั้งแต่ด่านตรวจจนถึงซำแฮก


ชั้นหินโคลนที่ไม่เป็นเนื้อเดียวแต่ซ้อนทับกันอย่างชัดเจน ชั้นหินโคลนที่ไม่เป็นเนื้อเดียวแต่ซ้อนทับกันอย่างชัดเจน


พอเดินขึ้นไปเรื่อยๆจนเลยซ่ำแคร่ไป ที่ก่อนจะขึ้นหลังแป สังเกตุช่วงนี้จะเห็นหินก้อนใหญ่ๆ ระเกะระกะเราต้องปีนป่ายตามก้อนกินต่างๆ หินพวกนี้เดิมก็เป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินที่เป็นหลังแปนั่นแหละครับ แต่มันถล่มลงมา หินพวกนี้จะเป็นหินทรายเนื้อควอตซ์ มีหินทรายแป้ง หินโคลนปนบ้าง หินพวกนี้จะเป็นยุคครีเทเชียสตอนต้น ซึ่งมีอายุอายุราว ๑๔๕-๑๐๐ ล้านปีมาแล้ว เวลาเราเดินบนหลังแป มันจึงเห็นพื้นดินเป็นดินทรายไงครับ โดยเฉพาะทางฝั่งหน้าผานี่เป็นดินทรายละเอียดชั้นหาปรากฏให้เห็น ซึ่งมันก็ผุพังมาจากหินทรายเนื้อควอตซ์พวกนี้แหละ
หินที่ถล่มลงมา หินที่ถล่มลงมา


หินที่ถล่มลงมาบางก้อนยังเห็นรอยทางน้ำไหล  แสดงว่ามันเป็นธารน้ำมาก่อนที่จะถูกยกตัวขึ้น แล้วเพราะมันอยู่ขอบมันถึงถล่มลงมา หินที่ถล่มลงมาบางก้อนยังเห็นรอยทางน้ำไหล แสดงว่ามันเป็นธารน้ำมาก่อนที่จะถูกยกตัวขึ้น แล้วเพราะมันอยู่ขอบมันถึงถล่มลงมา ส่วนตรงกลางอาจจะมีรอยแตก แต่มันไม่ถล่มเพราะยังมีชั้นหนุนอยู่


ทีนี้ความที่หินทรายมันเป็นหินตะกอนที่เป็นชั้นๆวางทับๆกันอย่างที่บอก นักธรณีเคยบอกว่าหินทรายหรือหินตะกอนนี้มันเป็นชั้นๆ เหมือนขนมชั้นวางซ้อนกัน คุณสมบัติของขนมชั้นคือ สามารถลอกออกมาได้เป็นชั้นๆ ทีนี้พอแผ่นดินมันยกตัวขึ้นเป็นภูไอ้ส่วนที่อยู่กลางๆแผ่น ที่เป็นยอดก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหลังแป แต่ไอ้ขอบๆแผ่นนี่สิ พอแผ่นดินมันถูกดัน มันก็มีรอยแตก แล้วดันมาอยู่ตรงขอบอีก พอน้ำเซาะบ้าง ไอ้ที่หนุนเริ่มสึกกร่อนบ้าง อะไรบ้าง มันก็ถล่มลงมา หักโค่นลงมาเป็นชั้นๆ ยกตัวอย่างที่ผาแต้มเอง ก็เพิ่งมีหน้าผาถล่มไปเมื่อปลายปี ๕๘ แล้วเพิ่งมาเป็นข่าวต้นปี ๕๙ หน้าผาของอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ก็เคยถล่มลงมาเมื่อราว ๑๐ ปีก่อน มาที่ภูกระดึงบ้าง ทางเดินขึ้นยอดภู นับจากซำแคร่ เคยมีการเปลี่ยนมาแล้วอย่างน้อยก็ ๑ ครั้ง เมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน เพราะ...หน้าผาถล่ม จนต้องเปลี่ยนจุดขึ้นหลังแป
ชั้นหินถล่มก่อนถึงหลังแป ชั้นหินถล่มก่อนถึงหลังแป


เวลาที่เราจะขึ้นหลังแป มันถึงชันดิก แต่ก่อนจะชันเราต้องผ่านบริเวณที่หินมันถล่มลงมาก่อน ภูกระดึงมันถึงมีขอบหน้าผาที่หินถล่มลงไป เปิดโล่งให้ได้เห็นวิวทิวทัศน์กันโดยรอบ แม้กระทั่งทางป่าปิด ผาส่องโลกที่เขาไม่ให้เข้าก็เป็นหน้าผาแบบนี้เช่นกัน จริงๆ ลักษณะแบบนี้มันก็คล้ายกันหมดในภูภาคอีสาน คือจะมีหน้าผาแบบนี้ แล้วหินถล่มลงมาในส่วนยอดๆ แล้วก็จะเป็นไหล่ภูในชั้นล่างลงมา ภูหอ ภูผาจิต เป็นตัวอย่างให้เข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้
ผาหล่มสัก ผาหล่มสัก


แล้วผาหล่มสัก มีโอกาสหักตกลงมาไหม ? จะผาหล่มสัก ผาหำหด ก็ล้วนมีโอกาสหักลงมาทั้งนั้น ถ้าแผ่นหินมันมีรอยแตก มันรับน้ำหนักด้านปลายมาก และฐานรองแผ่นมันสึกกร่อน (กรณีที่หน้าผาแต้ม หักถล่มลงล่าสุดก็เพราะแผ่นดินมีรอยแตก และหินที่รองแผ่นหินด้านล่างสึกกร่อน) ผมว่าโอกาสหักของผาหล่มสักน่าจะนาน เพราะแผ่นหินหนาเตอะ ที่น่ากลัวคือแผ่นหินที่ภูขี้ตั๊วะ บนภูบักได ที่ภูหลวงมากกว่าที่เห็นแล้วน่าเสียวไส้ เพราะแผ่นมันบางเหลือเกิน
ที่ผาจำศีล จะเห็นหินทางขวาแตกแยกออกไป ถ้าไม่มีฐานหนุนมันก็พร้อมถล่มลงได้ทุกเมื่อ ที่ผาจำศีล จะเห็นหินทางขวาแตกแยกออกไป ถ้าไม่มีฐานหนุนมันก็พร้อมถล่มลงได้ทุกเมื่อ


ทีนี้ถ้าเราดูตามแผนที่ ไอ้ส่วนรอบๆหลังแปที่เป็นตีนภูที่เราเดินขึ้นมาเป็นซำต่างๆนั่น ก็จะเป็นเหมือนตัวเสาที่นับวันก็จะผุพัง เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ อีกสักหมื่นปีแสนปีเราอาจจะมีเสาเฉลียงที่ใหญ่มโหฬาร ก็อาจจะเป็นได้ แล้วทำไมภูกระดึงถึงเป็นรูปหัวใจ...?
น้ำตกเพ็ญพบ  สายน้ำที่รวมเอาน้ำจากทางฝั่งโผนพบและถ้ำใหญ่มารวมกัน ค่อยๆชะจนภูกระดึงเป็นร่องด้านล่างของแผนที่ ส่วนอักร่องทางเหนือเป็นน้ำจากทางผาน้ำผ่า น้ำตกเพ็ญพบ สายน้ำที่รวมเอาน้ำจากทางฝั่งโผนพบและถ้ำใหญ่มารวมกัน ค่อยๆชะจนภูกระดึงเป็นร่องด้านล่างของแผนที่ ส่วนอักร่องทางเหนือเป็นน้ำจากทางผาน้ำผ่า


ก็นี่ไงบอกไปแล้วว่าน้ำนี่แหละที่มันจะชะทำให้ผุกร่อนไปเรื่อย บริเวณที่เราเห็นเป็นร่องเข้ามาจนดูเหมือนขั้วหัวใจก็คือส่วนของหินชั้นบนที่มันผุกร่อนง่าย เดิมมันอาจจะผุเข้ามานิดเดียวจากขอบผา แต่เมื่อหมื่นปีแสนปีน้ำมันก็ชะหินผุพังเข้ามาเรื่อยๆ รออีก สักหมื่นปี แสนปี ผมว่าภูกระดึงถูกชะจนขาด จะกลายเป็นเสาเฉลียงขนาดใหญ่สองอัน จากในรูปสามมิติก็จะเห็นแล้วว่า กลางหัวใจมันมีรอยผ่าแล้ว นั่นแหละครับ เดี๋ยวมันก็ถูกแบ่งเป็นเสาเฉลีบงขนาดใหญ่อย่างที่บอก ใครไม่เชื่อก็รอพิสูจน์ แค่นับหมื่นนับแสนปีเอง....ไม่นานหรอกครับ
น้ำตกผาน้ำผ่า น้ำตกผาน้ำผ่า


  จะเห็นว่าจริงๆแล้วมนุษย์นั้นเล็กจ้อยมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เวลาของมนุษย์ก็แสนสั้นเมื่อเทียบกับธรรมชาติที่นับกันเป็นมื่นเป็นแสนปี ดังนั้น มนุษย์อย่าผยองกันนักเลย... ............................................... (เนื้อหาความถูกต้องทางธรณีตรวจทานแล้วโดย ผอ.พิทักษ์ เทียวมวงศ์  สำนักทรัพยากรธรณี  เขต ๒ ขอนแก่น) (ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ประเทศไทยใจเดียว หน้าเสาร์สวัสดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๙)

แนะนำให้อ่านต่อ