ภูอานม้า….เสี้ยวของแอ่งมหานทีบรรพกาล

 ภูอานม้า....เสี้ยวของแอ่งมหานทีบรรพกาล คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ   ภูอานม้า เป็นย่านลานหิน ครั้นจะเรียกว่าภูเขาหินมันก็ไม่เชิง เพราะระดับของลานหินมันแทบจะเสมอกับพื้นดิน แต่มีบางช่วงบางพื้นที่ที่มีเป็นเนินเขาหินสูงขึ้นไป สูงสุดจากพื้นข้างล่างก็แค่ ไม่เกิน ๓๐ เมตร แต่ทั้งหมดมันคือลานหินทราย ลานหินทรายที่แทบจะเป็นเอกลักษณ์ของภาคอีสานก็ว่าได้ ทำไมหินทรายจึงเกาะกุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด มีเพียงน้อยนิดที่มีหินปูนมาแจมอยู่บ้าง จริงๆมันต้องไล่มาตั้งแต่ว่า บรรดาหินทรายนี่มาจากไหน หินทรายเป็นหินตะกอนแบบหนึ่งที่ถูกกระแสน้ำโบราณพัดพาเม็ดทรายมารวมกันในแอ่งทับถมกัน ในแอ่งนั้นบางทีมีทราย บางทีมีกรวด บางทีมีดินเหนียว มาทับถมกันเป็นชั้นๆ (บางครั้งเรียกหินชั้น) พอมันนานๆเข้า (นานในที่นี่ ว่ากันเป็นหมื่นเป็นพันปี ไม่ใช่ ๒-๓ วัน หรือสองสามอาทิตย์) ก็ถูกแรงกดทับของตะกอนด้านบน แอ่งก็จะถูกกดลึกลงไป แล้วจะมีตัวประสาน เหล็ก น้ำปูน ซิลิกาที่ละลายในน้ำ มาเชื่อมประสานเม็ดทรายให้เชื่อมติดจนกลายเป็นชั้นหินทราย พอเปลือกโลกมันเคลื่อนที่ ขยับบ้าง ดันบ้างมันก็จะดันเจ้าแอ่งที่สะสมตะกอนหินทราย ยกตัวขึ้นมาบนผิวโลก กลายเป็นภูเขาหินทรายอย่างที่ราบสูงโคราช ในอีสานบ้านเรานี่เอง
ผาแต้มที่ถูกแม่น้ำโบราณกัดแยกเป็นสองฝั่ง ผาแต้มที่ถูกแม่น้ำโบราณกัดแยกเป็นสองฝั่ง


เพราะมันเป็นชั้นๆนี่เอง เราจึงมักเห็นภูเขาทางอีสานหลังตัด ภูเขาหลังแป ที่ชั้นบนมักมีหน้าผาหักตัด แล้วจึงมาเป็นไหล่เขาอย่างภูหอ ภูกระดึง และอีกหลายๆภู เพราะความที่มันเป็นชั้นๆ พอมันแตกหรือเสื่อมสลายผุพัง มันก็ถึงไปทีละชั้นๆ ความรู้พวกนี้ต้องบอกเลยว่าได้มาจากนักธรณีจากกรมทรัพยากรธรณี ที่เขาจัดโครงการ ธรณีสัญจร ที่ท่านอธิบดี ดร.ทศพร นุชดำรงค์ ท่านอยากเอาความรู้เรื่องทางธรณีลงสู่ประชาชน จึงพาสื่อมวลชนไปให้รู้เรื่องธรณี จะได้เอามาถ่ายทอดแก่สาธารณะชนได้ ผมก็จับเอามาเท่าที่สมองน้อยๆจะจับมาได้ แล้วเอามาบอกเล่าต่อท่านผู้อ่านนี่แหละ ส่วนถ้ามีบางอย่างตกหล่นอย่าไปว่าเขา มาว่าที่ผมนี่เลย และความที่คราวนี้เขาพามาให้รู้จักดินแดนหรืออาณาจักรของหินทราย ที่มาจากกระแสน้ำเป็นตัวนำพาทั้งพาเม็ดทรายมาอยู่ในแอ่ง ทั้งยังได้น้ำเป็นตัวพาตัวเชื่อมประสานจนจากเม็ดทรายกลายเป็นแผ่นหิน เขาถึงตั้งชื่อ แอ่งมหานทีบรรพกาล ฟังแล้วขลังดีชะมัด ครั้งนี้เขาพาไปหลายที่ ภูจันทร์แดง ภูอานม้า สร้อยสวรรค์ ผาแต้ม แก่งตะนะ เหวสินไชย ล้วนแล้วมีเรื่องราวดีๆมาเล่าเพียบ แต่คราวนี้ผมจะเล่าเรื่องภูอานม้าก่อน ส่วนที่อื่นดูรูปไปพลางๆก่อนครับ
ภาพสามมิติของภูกระดึงจากกูเกิล ภาพสามมิติของภูกระดึงจากกูเกิล


หินทรายนี่มีเฉพาะบ้านเราเหรอ...ป่าวครับ โน่นเลย มันมีทั้งที่เสฉวนของจีน ตอนใต้ของจีน เข้าเหนือและตะวันตกของลาวทั้งแถบ ส่วนลาวใต้นี่เอามาเต็มๆ ส่วนอีสานของเรานี่เต็มๆทั้งภาค ซ้ำไปพาเอากัมพูชาทั้งประเทศมาด้วย ทางตะวันตกของเวียตนามใต้ก็เอากะเขาอีกหน่อย นี่ว่ากันทางเอเชียเรา หินทรายก็โชว์ตัวซะเต็มที่ ถ้าเข้าอีสาน ขึ้นเขาลูกไหนก็หินทราย เห็นดินตรงไหนก็ดินทราย (แต่มีย่านเมืองเลย มีกลุ่มหินปูนมาแจมบ้าง) แผ่นดินอีสานนี่มันมีเป็นชั้นๆ อายุหินก็ต่างกันภาษานักธรณีเขาเรียก Mesozoic (เมโสโซอิก) หรือมหายุค ไอ้ยุคนี้มันมีอะไรเยอะแยะมาก ช่วงอายุของมหายุคนี่ก็หลายร้อยล้านปี เราไปเห็นหินทรายที่ป่าหินงาม ก็อีกแบบ มาผาแต้มก็อีกแบบ มาแถวบึงกาฬ นครพนมนี่ พอโดนน้ำ บี้หินแตกคามือได้เลย นั่นเป็นเพราะหมวดภูทอกนี่ละ เขาอายุอ่อนสุด มันถึงได้บี้แตกได้ด้วยมือเรานั่นเองถ้าลองไล่ที่ว่ามานี่ดูก็ภูทอกอ่อนสุด ต่อลงมา(อายุหินมากขึ้น)ก็จะเป็นผาแต้ม ต่อมาอีกก็ป่าหินงาม ถ้าแก่ลงมาอีกก็จะเป็นกลุ่มไม้กลายเป็นหินที่ภูปอ กาฬสินธุ์นั่นเอง
เสาเฉลียงรูปแก้วไวน์-เสาระเบียง ที่ภูจันทร์แดง เสาเฉลียงรูปแก้วไวน์-เสาระเบียง ที่ภูจันทร์แดง


มีคำศัพท์ที่คนธรณีเขาใช้กันเฉพาะกลุ่มคือ ถ้า Group นี่หมายถึง กลุ่มหิน Formation นี่ หมวดหิน แต่ถ้า Member ดันเป็นหมู่หิน ๑ กลุ่มหินมีหลายหมวดหิน ในหนึ่งหมวดหินก็จะมีหลายหมู่หิน อันนี้ รู้ไว้สนุกๆครับ เพราะภาษาอังกฤษแบบเดียวกัน ใช้ในสาขาต่างกันอาจจะแปลความไม่เหมือนกัน การมีแต่หินทราย เราอาจจะโอดครวญว่า ไม่ดีเลย ดินมีแต่ดินทราย ไม่อุ้มน้ำ เพราะปลูกอะไรก็ไม่ดี ฯลฯ แต่ในความที่บอกว่าไม่ดีๆ หินทราย ก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นจนน่าศึกษา น่าติดตาม หินทรายมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เอาง่ายๆ แค่ภูหอที่เราเรียกฟูจิเมืองไทยนี่ก็กรี๊ดกันแล้ว ภูกระดึง ผาหล่มสักนี่ไม่ต้องบอกว่าฮ๊อตขนาดไหน เสาเฉลียง ผาแต้มนี่ โอ้โฮ ไปมากี่ครั้งๆก็สวยงาม
ลำธารน้ำบนลานหินที่ภูจันทร์แดง ลำธารน้ำบนลานหินที่ภูจันทร์แดง


พอเอ่ยถึงผาแต้ม ขอเอาขี้ปากนักธรณีมาเล่าหน่อย คือเดิมนี่หน้าผาฝั่งลาว-ไทย ที่เราเห็นฝั่งลาวก็เป็นหน้าผาขาวๆ ระดับเดียวกับผาแต้มนั่นแหละ เดิมที มันเป็นลานหินทรายแผ่นเดียวกัน ทีนี้ มันก็มีรอยแตกจากการที่แผ่นดินมันขยับตัว รอยแตกเล็กๆนี่แหละ พอมาโดนแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำโบราณมากัดเซาะเข้านานเป็นพันเป็นหมื่นปี น้ำโขงก็เลยผ่าสองฝั่งผาให้เห็น หลักการก็แบบเดียวกับการเกิดออบหลวงที่เชียงใหม่ แต่ทำไมที่ออบหลวง ช่องเขามันแคบ ก็มันเป็นลักษณะหินไม่เหมือนกัน หินทรายผาถล่มค่อยๆลาดลงมาจน เป็นที่ราบริมน้ำโขง ซึ่งก็จะไปเหมือนภูเขาหลังตัดที่ว่า คือส่วนยอดจะมีแนวหน้าผาหักตก แล้วจะมีไหล่เขาลาดลงมาจนถึงพื้น ฟอร์มของภูเขาหินทรายเป็นแบบนี้ มันจึงต่างจากออบหลวง... ฃ ทีนี้...เข้าใจยัง...!
น้ำตกสร้อยสวรรค์ หน้าผาหินทรายที่เป็นชั้นๆ น้ำตกสร้อยสวรรค์ หน้าผาหินทรายที่เป็นชั้นๆ


จะบอกว่า อาณาจักรของหินทรายนี่แหละทำให้บ้านเรามีแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่ามหาศาล กรมทรัพยากรธรณีเขาพยายามจะผลักดันให้อีสานมีอุทยานธรณีขึ้นมา เพราะ ในต่างประเทศ อุทยานธรณีสามารถทำเงินได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว ซึ่งอีสานเรามีรูปลักษณ์จากหินทรายที่ไม่ด้อยกว่าที่ไหนเลย ยิ่งมามีระบบจัดการท่องเที่ยวที่เรียกว่าอุทยานธรณี จะทำให้เรามีรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง     นี่คือคุณอย่างแรกของหินทราย แผ่นดินหินทรายยังมีปิโตรเลียม แก๊ส และที่จีนกำลังจ้องตาเป็นมันคือ โปรแตสมหาศาลที่อยู่ในแผ่นดินอีสาน เรียกว่าเป็นขุมของโปรแตสที่ใหญ่ในย่านนี้ ส่วนว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ยังไง อันนั้นไปว่ากันเองครับ ผมเอามาเล่าเฉยๆ เดี๋ยว NGO จะมาเกลียดผมเข้า ภูอานม้าผมหายไปไหน......?
ที่มาของชื่อภูอานม้า เหมือนอานม้าไหม ที่มาของชื่อภูอานม้า เหมือนอานม้าไหม


ภูอานม้าที่ว่านี่มีหินที่ถูกน้ำกัดกร่อนจนเป็นรูปอานม้าปรากฏ เจ้าหินนี่อยู่บนภูเขาหินที่สูงราว ๒๐ เมตร ตามที่ผมคะเนจากสายตา ภูเขานี้วางตัวบนลานหินทรายที่ว่านี้อีกที นอกจากบรรดาเสาหิน สวนหินที่รูปร่างต่างๆแล้วแต่จะจินตนาการแล้ว ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่ภูอานม้ายังมีบรรดาดอกไม้ดิน สะพรั่งเต็มลานหิน สวยงามและมีกลิ่นหอม ชวนให้ไปถ่ายรูปมาอวดกัน ดีกว่ามานั่งไล่เก็บไอ้เจ้าโปเกม่อนเป็นไหนๆ แต่ที่น่าสนใจมากๆ(ใส่ไม้ยมกหลายๆอันได้เลย) คือ...รอยเกวียนโบราณ มันโบราณยังไง? เป็นรอยเกวียนที่ปรากฏชัดบนลานหินนับร้อยๆเมตร คิดดูก็แล้วกันว่าเกวียนมันต้องบดลงไปในเนื้อหินกี่ล้านครั้ง บอกได้เลยว่าไม่มีที่ใดในอีสาน เท่าที่รู้ในตอนนี้ มีที่นี่ที่เดียว ...!
.รอยเกวียนโบราณที่ภูอานม้า .รอยเกวียนโบราณที่ภูอานม้า


เกวียนนี้มาจากไหน ? มาจากไหนไม่รู้....อ้าว....ตอบแบบนี้ จริงๆครับ คือไม่รู้ว่ารอยเกวียนพวกนี้มาจากไหน รู้แต่ว่าต้องมีหมู่บ้านที่อยู่ในแผ่นดินหลากหลายแห่ง    ที่ใช้เกวียนบรรทุกข้าวของ อาจจะเอาไปแลกเปลี่ยนกันก็ได้ ผ่านลานหินที่ภูอานม้า เพื่อไปยังหมู่บ้าน "คันท่าเกวียน"หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านอยู่ริมแม่น้ำโขง ห่างจากภูอานม้านี้ไปราว ๓๐ กม.จากบ้านคันท่าเกวียน จะมีช่องทางขึ้นมาบนหน้าผาได้ เป็นช่องทางเล็กๆ เข้าใจว่าเป็นทางเกวียนนี่แหละ หมู่บ้านคันท่าเกวียนนี้ก็น่าจะเป็นชุมชนโบราณ ไม่ใช่เพิ่งมาเกิด คิดว่าเป็นที่จอดเกวียน ขนถ่านสินค้าข้าวของ ข้ามแม่น้ำโขงหรือล่องแม่น้ำโขงไปไหนก็ไปอีกที ชุมชนที่เดินทางขนส่งสินค้าข้าวของแบบนี้ คิดว่ามันน่าจะร่วมสมัยกับคนที่มาวาดรูปภาพบนผาแต้มนั่นแหละ เพราะรูปวาดที่นั่นก็วาดรูปตุ้มจับปลา วาดนาข้าว วาดรูปช้างวาดอะไรต่อมิอะไรแล้ว ที่ล้วนแล้วไม่ใช่มนุษย์ถ้ำ แต่เป็นมนุษย์ที่มีวัฒนาการแล้ว มีการเลี้ยงสัตว์ ปลูกข้าว ซึ่งหมายถึงปลูกบ้านช่อง อยู่เป็นชุมชนแล้ว ผมจึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนกลุ่มที่รวมสมัยกันกับเจ้าของรอยเกวียน ถ้ารูปวาดผาแต้ม กรมศิลปากรตีอายุ ๓,๕๐๐ ปีล่วงมาแล้ว แล้วรอยเกวียนนี่ละ ผมว่าอายุไม่น่าจะต่างกัน
ชมภาพวาดโบราณที่ผาแต้ม ชมภาพวาดโบราณที่ผาแต้ม


หินทรายไม่ใช่จะแล้ง ไร้ประโยชน์ แต่หินทรายกลับ ทำหน้าที่เป็นผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ย้อนไปถึงอายุนับพัน นับหมื่น นับแสนล้านปี หินทรายเก็บรอยเกวียนอายุแค่พันปี หินทรายเก็บซากไดโนเสาร์อายุนับล้านปี ถ้าไม่ใช่หินทราย แล้วใครจะทำ... ขอบคุณหินทราย.... ...........................................................
ผอ.นิวัติ บุญนพกำลังบรรยายปรากฏการณ์บนลานหินทราย ผอ.นิวัติ บุญนพกำลังบรรยายปรากฏการณ์บนลานหินทราย


ขอบคุณนักธรณีหลายคนจากกรมทรัพยากรธรณี ผอ.มานพ รักษาสกุลวงศ์ ผอ.สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ผอ.พิทักษ์ เทียมวงศ์ ผอ.ส่วนธรณี สำนักธรณี เขต ๒ (ขอนแก่น) ดร.ประดิษย์ นูเล นักธรณีชำนาญการ จากเขต ๒ ผอ.นิวัติ บุญนพ ผอ.ส่วนสารสนเทศ คุณเต้ย และนักธรณีอีกหลายๆคน ที่ให้คำตอบทางธรณีแก่ผมอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย หลายๆท่าน ผมถือเป็นครูผมทั้งหมด ถ้าข้อมูลตกหล่น มาลงที่ผมได้เลยครับที่จำมาได้แค่นี้ เรื่องธรณี ยิ่งรู้ไปเรื่อยๆ ก็สนุกครับ...เป็นท ข้อมูลภูอานม้า อยู่ในพื้นที่ บ้านใหม่ดงสำโรง ต.นาคำ อ.ศรีสำโรง อุบล ใช้เวลาเที่ยวราว ๓ ชม  รถยนต์ไปถึงที่ แต่รถเก๋งรถตู้เข้าไม่ได้   เป็นทางบนภูเขา แต่มีรถกะบะรับจ้าง มีหลังคา ค่าเหมาเที่ยว ๖๐๐ บาท   ติดต่อที่ อบต.นาคำ โทร.085 4791753 คอกไม้จะสะพรั่งราวตุลาคม-พฤศจิกายนครับ โทรเช็ครายละเอียดก่อนก็ได้ดอกไม้ดินบานสะพรั่งที่ภูอานม้าราว ต.ค.-พ.ย. ดอกไม้ดินบานสะพรั่งที่ภูอานม้าราว ต.ค.-พ.ย.

แนะนำให้อ่านต่อ