เรื่องนี้ที่…เกาะไข่

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com เรื่องนี้ที่เกาะไข่ 2_resize เกาะไข่....ไม่ใช่เกาะไข่ที่ตะรุเตา หากแต่เป็นเกาะไข่ที่อยู่ระหว่างภูเก็ตและเกาะยาวใหญ่ จริงๆต้องเรียกว่า หมู่เกาะไข่ เพราะมีเกาะไข่ ๓ เกาะที่มาอาศัยคำว่า...ไข่ นำหน้า คือเกาะไข่ใน เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย ใครที่ยังไม่เคยไปผมอธิบายภูมิสัณฐานคร่าวๆคือ เกาะไข่ในจะอยู่ใกล้เกาะยาวใหญ่ทางฝั่งตะวันตก ใกล้มาก เกาะนี้ผมว่าเป็นคล้ายสันทรายที่มาหุ้มกองหิน เพราะจะมีกองหินอยู่หย่อมหนึ่ง (ครั้นจะเรียกภูเขาก็ไม่ถึงขนาดนั้น)นอกนั้นก็จะเป็นสันทรายเกือบรอบ ดูเหมือนเป็นเกาะราบๆ ส่วนเกาะไข่นอก จะห่างเกาะยาวใหญ่ออกไปทางภูเก็ต เกาะนี้จะมีภูเขาบนเกาะ มีแนวหาดทรายอยู่ทางด้านหน้าไม่มากนัก ส่วนเกาะไข่นุ้ยจะเป็นเกาะหิน อยู่ใกล้เกาะไข่นอก เป็นจุดดำน้ำ ถ้าดูจากฝั่งเกาะยาวใหญ่จะเห็นชัดเจน ทั้งหมดนี้ผมเคยขึ้นไปเหยียบเกาะไข่ในที่เดียว ถ้าย้อนหลังไปราวปี ๔๐ ที่ผมไปเห็นเกาะไข่ในครั้งแรก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเรียกเกาะไข่ เพราะทรายบนเกาะมันนุ่ม ละเอียดเหมือนเปลือกไข่ เวลาถอดรองเท้าเดิน เหมือนเราเดินเหยียบแป้ง นุ่มมาก สีขาวสะอาด ขาวจนแสบตา ลองไปหาหนังสือ อสท.เล่มเก่าๆ ที่เคยมีรูปเกาะไข่ขึ้นปก ท่านผู้อ่านจะตะลึง เกาะแห่งนี้ไม่อยู่ในเขตอนุรักษ์ใดๆ มีเทศบาลพรุใน ของอำเภอเกาะยาว จ.พังงา เท่านั้นที่ดูแล 1_resize ตัดฉับมาในปัจจุบัน คนทั่วไปเข้าใจว่าเกาะไข่เป็นของจังหวัดภูเก็ต เพราะทัวร์ต่างๆที่พานักท่องเที่ยวมา มักจะออกเดินทางจากภูเก็ต เวลาบริษัททัวร์ขายทัวร์ก็บอกไปเกาะไข่ แล้วมักพ่วงไปเกาะพีพีด้วย นี่เป็นทริพ one day tour ที่นิยมกันในภูเก็ต ทุกวันนี้ บนเกาะไข่ใน มีร้านค้าขายอาหาร ขายเครื่องดื่ม ทำเป็นเพิงเล็กๆขายผ้าปู ชุดอาบน้ำ ขายผลไม้ อาหาร ราวๆ ๒๐ ราย บนเกาะ เตียงผ้าใบและร่ม กางจนเต็มชายหาด ราว ๑๐ โมงเช้า เกาะไข่ที่ว่าก็จะคลาคล่ำไปด้วยเรือเร็วที่มาจอดทอดสมอและพานักท่องเที่ยวมาเที่ยวบนเกาะ เกาะที่มีเนื้อที่ไม่ถึง ๒ ไร่(ผมคาดเอาตามสายตา) ก็จะพลุ่กพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวสารพัดเชื้อชาติมาอัดแน่นกันอยู่บนเกาะไข่ในแห่งนี้ 4_resize นักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเราดีไหม...ดีสิครับ ประเทศเรานั่งชื่นชมกับตัวเลขนักท่องเที่ยว กี่ล้านคนแล้ว นั่งยิ้มไป ...แต่ที่ไม่ดีคือ นักท่องเที่ยวมาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท่องเที่ยวของบ้านเราเปล่าๆ โดยไม่เสียเงินอะไรสักบาท นอกจากค่าทัวร์ที่ซื้อแพกเกจมาเท่านั้น ส่วนค่าขึ้นเกาะอะไรนั่นฟรีหมด ไม่เหมือนเราไปเมืองนอก แค่เข้าดูวัดเก่าๆ เล็กๆในจีนยังเสีย ๑๐ หยวนเป็นอย่างน้อย แต่พอนักท่องเที่ยวจีนมาไทย เกาะสวยแบบนี้มาอยู่ได้ทั้งวัน ฟรี...! นี่คือผลพวงของการอยากได้แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยว และใช้ทรัพยากรธรรมชาติในบ้านเราอย่างเต็มที่ เดี๋ยวนี้มีเตียงผ้าใบ มีเรือกล้วย มีเรือลากร่ม มีสกูตเตอร์ให้บริการเรียกว่าใช้ทรัพยากรกันสนุก สิ่งที่ตามมาคือ ความเสียหาย ปะการังใต้ทะเลที่เคยมีอยู่ดีที่มีการสำรวจในปี ๓๗ เดี๋ยวนี้พังทลาย ตายกันเสียเยอะ บนหาดทรายมีเศษปะการังหักปนชายหาด ทรายไม่ละเอียด แต่มีเศษปะการังปนเดินไปก็เจ็บเท้า ยังโชคดีที่ผู้ประกอบการบนเกาะยังช่วยกันดูแลความสะอาด ไม่นำอาหารมาประกอบบนเกาะ ไม่มีการพักแรมบนเกาะ มันจึงลดการแบกรับของธรรมชาติไปได้บ้าง ที่มีปัญหาก็แค่เรื่องน้ำเสียจากห้องน้ำเท่านั้น จังหวัดพังงาเคยเข้ามาจะจัดระเบียบการท่องเที่ยวบนนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น 3_resize กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่เขาเฝ้าระวังเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล เขาเฝ้าติดตามดูผลกระทบจากกรณีปะการังฟอกขาว ที่เกิดจากอูณหภูมิของน้ำทะเลมันสูงขึ้น จนทำให้ปะการังมันฟอกขาวหรือตาย แต่โครงสร้างหินปูนมันยังอยู่ ถ้าไม่มีการรบกวน อูณหภูมิโลกเย็นลง ปะการังก็อาจจะฟื้นกลับมาได้ แต่การท่องเที่ยวที่เข้าขั้น overloads นี่สิที่ทำให้โครงสร้างหินปูนของปะการังก็พังลง จากการเหยียบย่ำจากนักท่องเที่ยว ที่ไปดำน้ำดูปะการัง การจอดเรือที่ทิ้งสมอ(ในอดีต) เดี๋ยวนี้มาทิ้งสมอบนหาด ก็นับว่ายังดี(แต่ปะการังมันพังไปแล้ว) มีโอกาสพูดคุยกับรองนายกเทศมนตรีพรุใน เจ้าของพื้นที่ ก็บอกว่าที่ทำได้ตอนนี้คือการขอความร่วมมือซึ่งก็ได้รับความร่วมมือบ้างไม่ได้บ้าง อีกทั้งคนที่มาทำมาหากินบนเกาะก็เป็นคนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เขาแนะนำว่า ถ้าทางเทศบาลเอาไม่อยู่แนะนำให้กรม ทช.เข้ามาจัดการเพราะเขามี พรบ.บริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ปี ๒๕๕๘ ที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ โดยใช้ ม. ๒๒ ใน พรบ.นี้เพราะจะมีบทลงโทษด้วย แต่ชาวบ้านก็คิดว่าจะเหมือนอุทยานแห่งชาติที่พอประกาศ ก็จะกันชาวบ้านออกไปจากการบริหารจัดการ แต่ พรบ.นี้ไม่ใช่ ชาวบ้านยังคงมาใช้ประโยชน์ได้เช่นเดิม เพียงแต่จะมี พรบ.นี้มาช่วยคุ้มครองมากขึ้น ซึ่ง ผมมองว่า บางครั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นเองไปไม่ทันโลกที่มันก้าวเร็ว ขนาดว่ามีนักท่องเที่ยวมาใช้เกาะไข่มากๆตั้งแต่ปี ๔๐ เป็นต้นมา ทางเทศบาลเพิ่งจะเสนอเทศบัญญัติขอเก็บค่าธรรมเนียมการขึ้นมาใช้เกาะเพื่อการท่องเที่ยวในปีนี้นี่เอง และจะมีผลบังคับใช้ คาดว่าคงใกล้ๆปลายปี คิดดูว่าเรารู้ตัวช้าไป ๒๐ ปี เป็น ๒๐ ปีที่ทรัพยากรเราพังไปแล้วจนเกือบหมด เราเพิ่งจะมาตื่นตัว
.เกาะไข่นอก .เกาะไข่นอก


ปะการังฟอกขาวเป็นปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะมันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์โลกที่ทำให้อูณหภูมิสูงขึ้น ที่ไหนโดนเข้าก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟู แต่สิ่งที่เราทำได้คือ ต้องไม่มีผลกระทบที่ไปรบกวนเหมือนไปซ้ำเติมมันมากยิ่งขึ้น ต่อไปอาจจะต้องมีการมาแบ่งโซน กั้นพื้นที่ห้ามมีกิจกรรมใดๆรบกวนเป็นบางบริเวณ ซึ่งอันนี้อาจจะเกินกำลังองค์กรปกครองในท้องถิ่น ทาง ทช.อาจต้องเข้ามาช่วย มาเยือนเกาะไข่ใน พ.ศ.นี้ ผมอาจจะผิดหวังบ้างที่มันต่างไปจากที่เคยเห็นในอดีต แต่นี่ก็เป็นความเป็นจริงของโลกที่เราต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำได้คืออย่าให้มันโทรม มันพังลงไปจากนี้ อย่างที่ผมย้ำบอกมาตลอดว่า ธรรมชาติของนักท่องเที่ยวคือ ที่ไหนยังดี ยังสวยเขามาเที่ยว แต่ที่ไหนที่โทรม พังไปแล้วเขาย้ายที่ไปที่อื่น เราเจ้าของพื้นที่ต่างหากที่จะต้องอยู่กับสิ่งเสื่อมโทรม สิ่งชำรุด อันเป็นผลมาจากเราไม่รู้เท่าทัน มัวแต่กอบโกยนั่นเอง ตัวอย่างเราก็มี ทางออกเราก็มี เหลือแต่ว่า จะลงมือทำเมื่อไหร่เท่านั้นเอง... ......................................................................... @ ประเทศไทยใจเดียว-เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ ๒๓ เม.ย.๕๙@
ปะการังที่เกาะไข่-ในปัจจุบันพังเพราะการท่องเที่ยวล้วนๆ ปะการังที่เกาะไข่-ในปัจจุบันพังเพราะการท่องเที่ยวล้วนๆ


แนะนำให้อ่านต่อ