เห็นมาก็เล่าไป….การทำตาม…ทำร้ายธรรมชาติ

เห็นมาก็เล่าไป โดย...คมฉาน ตะวันฉาย การทำตาม...ทำร้ายธรรมชาติ France Love Locks เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา มีข่าวว่าทางการฝรั่งเศส เขาจัดการเคลียห์สะพานปงเด ซาร์ (Pont des Arts) ที่ข้ามแม่น้ำแซนในกรุงปารีส เสียใหม่ เพราะกลัวเจ้าสะพานที่สร้างมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ ๑๙ นี้จะพังลงมาซะก่อน เพราะคนหนุ่มคนสาวใครไปใครมาก็จะเอาแม่กุญแจมาคล้อง แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งน้ำ นัยว่า หากคู่รักคู่ใด นำแม่กุญแจที่สลักชื่อคู่รักมาคล้องล็อกติดไว้กับสะพาน แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งลงแม่น้ำเบื้องล่างไปนั้น ก็จะเป็นเครื่องหมายแสดงแทนความรักและการอยู่ร่วมกัน โดยไม่มีใครมาไขปลดล็อก พรากความรักออกจากกันได้ว่างั้นเถอะ ทีนี้นานวันเข้า เจ้ากุญแจทั้งหลายนี้ก็มากขึ้นๆ จนกระทั่งมีน้ำหนักถึง ๔๕. ตัน เรียกว่าสะพานนี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากน้ำหนักตัวเองถึง ๔๕ ตัน ตลอดเวลา และก็ดูไม่งามตา แทนที่จะดูสวยงาม กลับดูเลอะเทอะ สกปรก ทางการเขาถึงรื้อและจัดการเคลียห์กุญแจดังกล่าวออก (ภาพประกอบจากเวบไซค์ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000062191) France Love Locks นักท่องเที่ยว ซึ่งผมว่าแทบจะทั่วโลกกระมัง ที่มีลัทธิ “ ทำตามกันไป” โดยไม่มีเหตุผล ไม่มีการตรวจสอบ เขาว่ามาก็ว่าไป และทำตาม “เขา” ไม่โดยไม่คิดอะไร ซึ่งหลายคนคงเคยเห็นมาด้วยตัวเอง หรือบางคนอาจจะเคยร่วมทำด้วยซ้ำ เฉพาะกรณีคล้องแม่กุญแจแล้วโยนลูกมันทิ้งลงไปในแม่น้ำนี่ก็มีหลายที่ ในจีนก็มี ที่เกาหลีก็มี แต่สำหรับบ้านเรา ที่ฮิตคล้องกุญแจ ยังไม่ค่อยฮิตนัก แต่ที่ฮิตและทำตามกันอย่างมากก็เช่น การเอาหินมากองต่อยอดกัน ทำกันโดยไม่มีเหตุผล ว่าเป็นการต่อยอดความดี ต่ออายุ ต่อสารพัดจะอ้างขึ้นมา ซึ่งเราไม่รู้ว่าต่อแล้วความดีหรืออายุจะเพิ่มให้คนที่ก่อ หรือก่อก้อนหินนั้นจริงไหม แต่ที่รู้ๆ คือ ธรรมชาติตรงนั้น กลายเป็นถูกปรุงแต่ง ถูกกระทำจนเป็นภาพอุจาดตา ที่เกาะหินงาน อุทยานแห่งชาติตะรุเตาเจอปัญหานี้เยอะมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นคนนำทำ บ้างก็ว่าไกด์นำเที่ยวนี่แหละนำ บางครั้งนักท่องเที่ยวไม่รู้ด้วยซ้ำแต่ถูกไกด์แนะนำ (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงเท็จอย่างไร เดี๋ยวไกด์เขาจะกลายเป็นจำเลยสังคมไปเปล่าๆ ) ทำกันทั้งเกาะ จนดูเลอะเทอะ จนกระทั่งอุทยานฯเขาต้องมาห้าม ห้ามไม่อยู่จนต้องเอาเจ้าหน้าที่มาเฝ้า เพราะการทำแบบนั้นเป็นการดัดแปลงธรรมชาติ 20150608_113220_resize อีกอย่างก็คือการหักเอากิ่งไม้ไปวางซุกเข้าไปในซอกหิน ในลักษณะ “ค้ำ” นัยว่าเพื่อค้ำคูณตัวเอง ค้ำจุนชีวิตของผู้กระทำ อันนี้อาจจะเลียนมาจากไม้ค้ำโพธิ์ของทางภาคเหนือ แต่ขอบอกว่ามูลฐานความคิดเป็นคนละอย่าง คนละแบบ การกระทำแบบนี้เป็นการทำตาม โดยไร้เหตุผล มองไม่เห็นถึงความอุจาดตาที่จะตามมาในอนาคต บางที่อย่างอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าถึงกับเอาป้ายไปติดไว้ว่าอย่าเอาไม้ไปค้ำหิน แสดงว่ามีคนทำแบบนี้มากจริงๆ และแค่การเอากิ่งไม้ไปค้ำซอกหินไม่อาจทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ ซ้ำยังเป็นการรม เป็นบาปติดตัวไปด้วยซ้ำเพราะเราไปฝืนธรรมชาติ ทำไปด้วยความไม่รู้ ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งไม่เป็นไปตามที่พุทธศาสนาสอนสั่งมองอย่างไรก็ไม่เห็นว่าจะค้ำคูนชีวิตคนทำได้อย่างไร DSCF3272_resize นักท่องเที่ยวยุคใหม่ เราต้องเที่ยวอย่างมีสติ มีปัญญา ไม่ทำตามโดยไม่มีเหตุผล และเป็นการทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติเพียงพอให้ทุกคนชื่นชมในความสวยงาม แต่ธรรมชาติไม่พอสำหรับการไปแต่งแต้ม ต่อเติม ไปเที่ยวธรรมชาติก็เคารพธรรมชาติ นั่นจึงจะเป็นนักท่องเที่ยวสายพันธุ์ใหม่ที่ที่ไหนก็อยากให้ไปและบ่งบอกถึงคุณภาพของนักท่องเที่ยว การเป็นสายพันธุ์ใหม่นั้นไม่ยากเลยแม้แต่นิด เริ่มจากไม่ก่อหิน ไม่ค้ำหิน เพียงแค่นี้ได้ แล้วความคิดดีๆจะตามมาเอง.......... ........................................

แนะนำให้อ่านต่อ