ครั้งหนึ่งผมเคยตาบอด ตอน 2 ….ตานี้ต้องไม่บอด

ครั้งหนึ่งผมเคยตาบอด
ตอน 2 ….ตานี้ต้องไม่บอด

DSC_5530_resize

แผนกตาที่ผมเข้าแอดมิดในโรงพยาบาลรามานั้นอยู่ชั้น 6 (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นส่วนของอาคารเก่า ชั้นล่างมีการปรับปรุง ซ่อมแซมกันอยู่ มีผ้าใบมากั้นในบริเวณก่อสร้าง เสียงเครื่องเจาะ เสียงเครื่องมือก่อสร้าง ดังให้ได้ยินมาเรื่อยๆการใช้พื้นที่จึงอาจดูขลุกขลักบ้าง เป็นห้องรวม มีเตียงราวๆ 40-50 เตียง เขาแบ่งเป็นส่วนๆ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดจะมีส่วนของเด็ก ส่วนของคนที่เจ็บมากๆ กลุ่มนี้มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรเพียบเลย (ทำให้ผมคิดว่าแผนกตาทำไมดูเหมือนห้องไอซียู ) อีกส่วนคือกลุ่มคนที่มารอผ่าตา มาพักหลังจากผ่า (ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มนี้) กลุ่มนี้เดินเหิน พูดคุยกันได้ เรียกว่าปกติทุกอย่าง เว้นแต่ตาเท่านั้นเอง การพูดคุย ถามไถ่กันจึงเป็นเรื่องปกติ
เตียงข้างๆผมเป็นคุณครู วัย 36 ปีมาจากชลบุรี มาผ่าต้อ(อะไรสักอย่าง) ท่านนี้ผ่าออกมาแล้ว มานอนพักฟื้นหลังผ่า แถวผมมีอยู่ 2 เตียง(ทั้งหมดมี 3 เตียง) ส่วนหัวเตียงผมที่หันหัวชนกัน เป็นลุงวัยเจ็ดสิบกว่า พูดคุยเสียงดัง ท่าทางแข็งแรงแบบคนบ้านนอก แกว่าแกทำเครื่องเสียงให้วงดนตรีลูกทุ่งดังๆในอดีต พอลูกทุ่งโรยรา แกเลยมาทำวงแดนเซอร์ อยู่ที่อ่างทอง บ้านแก แต่ตอนนี้มาอยู่กับลูกๆ ที่กรุงเทพ ลูกเป็นผู้กำกับรายการอยู่ ช่อง.8 ลุงคนนี้มานอนหลายวันแล้ว เห็นว่ามาผ่าเพื่อเปลี่ยนกระจกตา(ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) แล้วกระจกตาแกที่มาผ่านั้นจองมา 8 เดือนเพิ่งจะได้เป็นของคนอินเดีย ค่าใช้จ่ายมากอยู่ แต่ดูท่าทางลุงแกคงมีเงินเห็นใส่ทองเส้นเขื่องอยู่
ส่วนอีกเตียงที่หันเท้าชนลุงนั้น ผ่าจอประสาทตาเหมือนผม เพราะเห็นป้ายห้อยว่าให้นอนคว่ำหน้าเช่นกัน เป็นชาวสวนผลไม้ที่เพชรบุรี อยู่แถวบ้านลาด เตียงติดกันกับลุงสวนผลไม้น่าจะวัย 60 เหมือนข้าราชการเกษียณหรือคนทำงานตามห้างร้านบริษัท มารอผ่าตา ด้วยอาการจอประสาทตาลอกเช่นกันกับผม ส่วนอีกฝั่งของช่องทางเดินที่ผมบอกว่าดูเหมือนอาการหนัก ทางด้านนี้มีคนไข้ราวๆ 7-8 คน แต่ละคนดูเครื่องไม้เครื่องมือล้อมเตียงสารพัด ผมเลยเดาเอาว่าอาการมาก แต่ก็ยังกังขาว่า คนไข้ตา มีแบบอาการหนักด้วยเหรอ
ห้องนี้เขาติดแอร์ ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ผมสระผมอย่างสบายใจเพราะวันรุ่งขึ้น หลังผ่าตัด รู้มาแล้วว่าอาจจะลำบากในการสระผม วันนี้เลยเล่นซะเต็มคราบ พอญาติๆ ที่มาเยี่ยมไข้กลับกันไป ก็เลยเงียบ สงบ ได้ยินเสียงคุณพยาบาลคุยกับเบาๆ มีคุณหมอ ขลุกอยู่ที่วอร์ด 1 คน ผมถูกพยาบาลมาหยอดตาให้ พร้อมทั้งบอกกำหนดการไปห้องผ่าตัดตอน 5 โมงเช้า คุณหมอเรียกผมไปตรวจตาที่วอร์ดอีกครั้ง ผมเลยถามว่าคุณหมอกลับกันกี่โมง หมอตอบว่า 3 ทุ่ม ก็จะลงวอร์ดแล้ว
พอตรวจเสร็จ คุณพยาบาลก็เดินมาที่เตียง เอาผ้ามาให้ผมลองคลุมโปง บอกทดลองไว้หายใจใต้ผ้า เพราะเวลาผ่าตัดก็ต้องหายใจใต้ผ้า ซึ่งโดยธรรมชาติผมเป็นคนชอบอากาศโปร่งๆ โล่งๆ พอต้องมาหายใจใต้ผ้า แป๊ปเดียวก็อึดอัด ทำท่าจะหายใจไม่ออกเอา แต่พยาบาลบอกว่า...
.”ยังไงก็ต้องทน”
เอาวะ... ทนก็ทน ผมก็เลยเอาผ้ามาคลุมโปงซ้อมหายใจใต้ผ้าห่มอีกที แต่ก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะ เสียงคุณพยาบาล 4-5 คน เอะอะกันทั้งคืน เพราะคนไข้ท่านหนึ่ง ชื่อ ลุง”ปลอดภัย” อาการค่อนข้างหนัก เห็นว่าขับถ่ายบนเตียง เอะอะกันทั้งคืน ผมก็พลอยหลับๆตื่นๆไปด้วย

ดหมายน้อยจาก รพ.ค่ายที่อุดร ดหมายน้อยจาก รพ.ค่ายที่อุดร


4 ก.พ.58 วันเข้าห้องผ่าตัด

วันนี้ตื่นแต่เช้าตามปกติ ทำธุระส่วนตัวเสร็จ พยาบาลก็มาวัดความดัน มาถามว่ามีของจะฝากอะไรบ้างระหว่างเข้าห้องผ่าตัด ผมนั้น เมื่อวานมาตัวเปล่าไม่ค่อยมีอะไรก็เลยไม่ค่อยมีของฝากอะไรสักเท่าไหร่ เช้าๆ ราว เจ็ดโมงเศษๆ หลังทานอาหารเช้าไปแล้ว บรรดาคุณหมอทั้งหลายราวๆ 8-10 คน ก็มาเดินตรวจตามเตียง มีอาจารย์หมอคอยให้คำแนะนำ แล้ว บรรดาคุณหมอก็มายืนล้อมวงกัน พูดถึงเคสนั้น เคสนี้ โดยมีอาจารย์คอยแนะนำ ผมเดาว่าคุณหมอทั้งหลายน่าจะเป็นการมาเรียนเฉพาะทางโดยตรง เพราะดูวัยไล่เลี่ยกัน ยังหนุ่มๆสาวๆกันทุกคน จากการฟังการสนทนาคิดว่าบางคนคิดว่ามาจาก รพ.ต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนด้วย บรรดา คุณหมอเหล่านี้ จะใช้เวลาที่วอร์ดนี้ เกือบ 9 โมงเช้า หลังจากนั้นก็จะไปที่แผนกตา อาคารสมเด็จพระเทพฯ และเริ่มต้นตรวจรักษาคนไข้ไปเรื่อยจนกระทั่งเย็น
วันนี้ผมถูกหยอดตาแต่เช้า หลายครั้ง หลังอาหารเช้า น้องๆ ผมก็เริ่มมากัน ก้อย...ช่างกลโรงบาล เอาเอกสารส่งสิทธิ์ตัวจริงที่มดไปเอามาจาก รพ.ภูมิพล ไปยื่นที่แผนกรับผู้ป่วย ราว 10 โมง เตียงที่ว่างอีกเตียงในแถวผม ก็มีคุณลุงวัย 70 ออกมาจากห้องผ่าตัด มาที่เตียง ลุงท่านนี้มาผ่าต้อหรืออะไรสักอย่าง ลุงแกมองเห็นข้างเดียวแล้ว ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีครอบครัว เห็นว่าทำงานเฝ้าบ้านให้เจ้านาย อยู่แถวๆ นครนายก ฟังดูแล้วนึกถึงตัวเอง ที่สถานภาพก็ไม่ต่างจากลุงเท่าไหร่ ตัวคนเดียว ดีที่ยังมีงานทำพอหาสตางค์ได้บ้าง เท่านั้นเอง แต่แก่ไปคงไม่แคล้ว สายๆ จุ๋มก็มาถึง รพ.นั่งคุย ถามไถ่กันแป๊บเดียวก็ 11 โมง พยาบาลก็เดินมาที่เตียง
“ไปห้องผ่าตัดคะ”
ผมเดินตามไปขึ้นเตียงที่พนักงานเตียงเข็นมารอลงไปชั้นล่างที่เขาก่อสร้างกัน เข้าไปด้านในของห้องผ่าตัด ห้องนี้ดูเขาควบคุมเข้มงวด ในเรื่องเชื้อโรคต่างๆ ส่วนแรกผมต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นของห้องผ่าตัดเขา เป็นชุดเตรียมผ่าตัด เสร็จแล้วเขาเข็นไปในห้องข้างใน เห็นเตียงคนไข้เรียงรายกันเป็นแถว เตียงถูกเข็นไปหยุดรอ เช่นเดียวกับที่ผมเห็นเตียงอื่นๆ ถามชื่อซ้ำเป็นการทวนชื่อ (คงกลัวผ่าผิดคน) มีพยาบาลมาหยอดตา มีคุณหมอเดินมาตรวจดูตาเป็นระยะๆ
“เดี๋ยวฉีดยาชานะครับ” เอาฉีดก็ฉีด ผมได้แต่นอนหงายอย่างเดียว มองเพดานห้องแบบเบลอๆ(เพราะยาหยอดตา) ไม่รู้ว่าใครเป็นใครกันมั่ง รู้แต่ว่าในห้องผ่าตัด คนไข้เยอะมาก แทบไม่มีทางเดิน เตียงเรียงๆกัน มารู้ทีหลังว่าคุณหมอเริ่มลงมือผ่าตัดรายแรกตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้ว
ผมนอนรออยู่อย่างนั้นนับชั่วโมง ระหว่างนั้นมีหมอ พยาบาลมาเดินดู หยอดตาเป็นระยำ
“คนไข้ทานข้าวก่อนไหม เดี๋ยวจะนานนะ” ทีแรกผมกะว่าออกมาจากห้องผ่าตัดแล้วจึงค่อยกิน แต่เมื่อคุณหมอบอกว่านาน..เอ๊า....กินก่อนก็ได้ เลยออกมานั่งทานข้าวด้านนอก ตรงห้องที่ให้เปลี่ยนเสื้อผ้านั่นแหละ ทานข้าวเสร็จ ทำธุระส่วนตัว แล้วผมก็ถูกนำไปที่เตียงอีกที ไปนอนรอบนเตียงอีกไม่นาน ผมก็ถูกนำเข้าห้องผ่าตัด
ในห้องนั้นผมถูกย้ายจากเตียงเข็นไปนอนบนเตียงผ่าตัด ทำให้เห็นเครื่องไม้เครื่องมืออะไรมากมายไปหมด คุณหมอ 2 คน ผู้ช่วยอีก แล้วจึงไปนอนหงายบนเตียงผ่าตัด อะไรที่อยู่บนเพดานผมจึงเห็น อย่างน้อยก็เครื่องไม้เครื่องมืออะไรไม่รู้ เป็นก้านๆ มีไฟหลายดวง ไอ้ก้านนี่ก็โยกเลื่อนไปมาได้
ผมถูกเอาผ้ามาคลุมหน้าที่มีแต่รูตรงตาข้างที่จะผ่าเท่านั้นที่เปิดเป็นช่องครอบตาที่จะผ่า นอกนั้นคลุมจนหมด ผ้าที่เขามาให้ผมซ้อมหายใจใต้ผ้าห่มเมื่อคืน เพื่อแบบนี้นี่เอง เพียงแต่วันผ่า ผมว่าเหมือนมีเครื่องปั้มอากาศเข้ามาใต้ผ้าห่ม ทำให้หายใจสะดวกขึ้น คุณหมอเตรียมโน่น นี่ นั่น ไปโดยเราไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่สติสัมปชัญญะครบ เพียงแต่ไม่รู้สึกเจ็บ หรือปวดอะไร ทั้งนี้น่าจะเพราะฤทธิ์ยาชา รู้สึกว่าเหมือนมีหมอผู้หญิง 2 คน หมอผู้ชายอีกคนหรือพยาบาลอีก 2 ประมาณนี้ อันนี้คาดเดาเอาจากการสนทนาล้วนๆ สักครู่คุณหมอผู้หญิงก็บอก
“จะผ่าแล้วคะ” หลังจากนั้นกระบวนการทั้งหลายก็เริ่มขึ้น ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าทำอะไรไปมั่ง ผมมีหน้าที่นอนหายใจใต้ผ้าคลุมปิดหน้าไปอย่างเดียว ไม่เจ็บ รู้แต่ว่ามีการทำอะไรขยุกขยิกที่ตาเราที่ตาเราเท่านั้น
ผมใช้เวลาผ่าตัดเกือบ 2 ชม. พอคุณหมอบอกเสร็จแล้ว ผมก็ถูกเปลี่ยนมานอนคว่ำในเตียงเข็น ทันทีโดยถูกปิดตาข้างที่ผ่า มีอุปกรณ์ที่ให้คว่ำหน้าบนเตียง โดยคุณหมอกำชับให้นอนคว่ำหน้าไว้เท่านั้น ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตาข้างที่ผ่านั้นมันบอบช้ำไปหมด เรารู้สึกตัว แต่ที่ยังไม่รู้สึกเจ็บอาจจะเพระฤทธิ์ยาชา
เตียงถูกเข็นมาที่ชั้น 6 เตียงหมายเลข 5 เช่นเดิม มาถึงเตียงก็นอนคว่ำอย่างเดียว แรกๆมานี่มันยังหาอุปกรณ์คว่ำหน้ายาก เพราะหมอน รพ.มันนิ่ม หนุนแล้วพาลจะปิดจมูก จึงต้องเอาผ้ามาม้วนๆ หนุนหน้าผาก นอนก็ไม่ถนัดพลิกไป พลิกมา ประมาณว่า แล้วกูจะนอนท่าไหนดีละเนี่ย จนกระทั่ง พร สิงห์มือซ้ายและเสือ แฟนของพรมาเยี่ยม พร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ รพ.รามา เลยเดินไปยืมหมอนซิลิโคนเป็นก้อนๆ มาให้หนุนหน้า ก็พอค่อยยังชั่ว เพราะมันนิ่ม แต่อาการทรมานคือ ใครมาเยี่ยมก็ได้แต่ผมต้องคว่ำหน้า แหงะมาดูหน้าเขานิดเดียวก็ต้องนอนคว่ำหน้าต่อ วันนี้คนมาเยี่ยมกันหลายคน ผมได้แต่นอนคว่ำหน้ารับแขกไป ถือว่าเสียมารยาทอย่างมาก แต่ก็ต้องทำ วันนี้ อึดอัดมาก คือมันยังไม่รู้ท่าทางว่าจะนอนแบบไหน มันติดขัดไปหมด ไม่ได้ท่าทางที่สบายตัวสักที
พอเย็นๆ พยาบาลมาเช็ดตา โดยการแกะที่ครอบตากับผ้าออกให้ ผมเหลือบไปมองผ้าที่แกะออกแล้วสยองเพราะเห็นเลือด เห็นคราบอะไรติดผ้าปิดตาออกมาด้วย พยาบาลเช็ดตาโดยการใช้สำลีชุบน้ำเกลือให้แล้วก็เปลี่ยนผ้าปิดตาอันใหม่ให้ แล้วผมก็นอนคว่ำเช่นเดิม
อาจารย์ที่อยู่เตียงข้างผมแกกลับบ้านไปแล้ว ส่วนลุงที่มาเมื่อสายนั้นนอนหงายได้สบายๆ (คงจะมาผ่าคนละอาการกันกับผม) แต่ลุงแกไม่มีใครมาเยี่ยม ก็แกบอกแล้วว่าแกตัวคนเดียว เตียงแกจึงดูสงบ ในขณะที่เตียงผมดูวุ่นวาย เพราะมีหลายคนมาเยี่ยม เสียงคุยกันให้แจ้ว ไอ้เราก็ไม่ได้ท่าทางซะที นอนขยับท่าทางไปมาจนดูวุ่นวายตัวเอง กว่าจะเข้าสู่บรรยากาศของ รพ. ก็เพื่อน้องๆ และคนมาเยี่ยมกลับกันหมดตอนสองทุ่มนั่นแหละ ผมก็ยังต้องวุ่นวายกับท่านอนตัวเองว่าจะเอาไงดีกับการนอนคว่ำแบบนี้ ให้รอดไปสักคืน
ดึกๆคืนนี้ ดูเหมือนลุงปลอดภัย อาการไม่ค่อยดีนัก มีการเอาเครื่องมือจากภายนอก และมีบุคลากรมาเสริม พยาบาล คุณหมอ รุมห้อมล้อมกันสารพัด และก็เป็นแบบนี้ทั้งคืน ได้แต่ภาวนาว่าลุงปลอดภัยอย่าเป็นอะไรเลย ขอให้ลุงปลอดภัยสมชื่อ

ภาพถ่ายดวงตาที่แนบมากับจดหมายน้อยจากอุดร ภาพถ่ายดวงตาที่แนบมากับจดหมายน้อยจากอุดร


5 ก.พ.58 เข้าสู่ภาวะพักฟื้นวันแรก
ผมสารภาพเลยว่าเมื่อคืนไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้สระผม ธรรมดาผมจะสระผมทุกวัน พอไม่ได้สระผมก็รู้สึกว่าหนักๆ หัว ยังดีที่เดินมาแปรงฟันได้ ปัญหาที่เจอคือผมกะระยะอะไรค่อนข้างผิด เช่น บีบยาสีฟันออกมาก็จะป้ายเลยแปรง รินน้ำก็กะระยะน้ำที่จะล้นแก้วไม่ถูก (มาหลังๆ เลยต้องรินน้อยๆไปก่อน) ตอนเช้ามา พยาบาลมาดูตา หยอดตา แกะผ้าปิดตา ทำความสะอาดตา แล้วก็ปิดเข้าไปใหม่ ผมเลยถามอาการลุงปลอดภัยเมื่อคืน คุณพยาบาลบอกว่าอาการไม่ค่อยดี เมื่อคืนก็ช๊อก ต้องเอาเครื่องปั้มหัวใจอะไรกันมา ผมไม่ได้เงยหน้ามาดู เพราะต้องนอนคง่ำหน้า แต่เสียงดังแบบนั้น ผมต้องได้ยินแน่ๆ
วันนี้ แค่ดูว่าผลการรักษาจะเป็นไง พอสายๆคุณหมอก็มาเรียกไปตรวจ ตรวจ ตรงวอร์ดนั่นแหละ เอาเครื่องส่องดู เสร็จแล้วไปนอนบนเตียงในห้องตรวจ แล้วเรียกหมอคนคนนั้นคนนี้มาดู คุยภาษาหมอกัน ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง คงเป็นกรณีศึกษา แล้วให้ทำท่าที่จะนอนที่บ้านให้ดู พอสาธิตคุณหมอว่าเราจะนอนคว่ำหน้าแบบนี้ หมอก็ชมว่าถูกต้องแล้ว ทำให้ได้(หมายถึงนอนคว่ำ) ให้ได้มากๆ จะได้หายไวๆ คุณหมอบอกว่าผลการผ่าตัดดี ตอนนี้เราแค่ให้ความร่วมมือในการรักษา คือนอนคว่ำหน้าให้ได้อย่างน้อย 16 ชม. เท่านั้นวันนี้กลับบ้านไปพักฟื้นที่บ้านได้ แล้วค่อยมาตามที่หมอนัด
ตอนเช้าก็เป็นช่วงของการไปเบิกยา เคลียห์ค่าใช้จ่าย สรุปว่าผมจ่ายค่าผ่าตัดไป 14,000 กว่าบาท บริจาคเข้ามูลนิธิ รพ.รามา 900 บาท ค่ายาไม่กี่ร้อยบาท ยาที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นยาหยอด ทั้งปรับความดันตา ยาแก้อักเสบและยาอะไรอีกอย่างไม่รู้ ถ้าปวดก็กินยาพาราที่จัดมา แล้วก็อุปกรณ์ล้างตา เช็ดตา ที่ส่วนใหญ่เป็นสำลีฆ่าเชื้อ ผ้าปิดตา น้ำเกลือเพื่อชุบสำลีเพื่อเช็ดตา
วันนี้ช่วงเช้าผมมีคนมาเยี่ยมเยอะไปหมด น้องสาวมาจากต่างจังหวัด เอาหลานมาด้วย อุคส่าห์โทรบอกว่าไม่ต้องมาๆ ก็มาถึงหน้าโรงพยาบาลแล้ว ส่วนน้องที่ชมรม เช้านี้มีมีจุ๋มว่างมาคนเดียว พี่ขจิต รุ่นพี่นักข่าว อดีต บก.ข่าวสิ่งแวดล้อม ช่อง ๑๑ พอเกษียนแล้วเลยว่ามาเยี่ยมได้ในช่วงสายๆ ก่อนกลับคุณพยาบาลเรียกผมและลุงเตียงใกล้กันมาฟังการสาธิตการหยอดตาด้วยตัวเอง การเช็ดตา การปิดตา ของผมนั้น เขามีชาร์ทมาอธิบายสาเหตุของโรคจอประสาทตาลอก อธิบายกระบวนการรักษา ว่ารักษาแบบไหน ทำยังไง เพื่อให้ได้ผลอย่างไร โดยย้ำว่า กลับไปบ้าน ห้ามให้น้ำเข้าตาเด็ดขาด รวมทั้งฝุ่น ผง เพราะเขากลัวการติดเชื้อในตามาก บอกว่าถ้าติดเชื้อในตาจากการผ่าตัดจะเป็นเรื่องใหญ่ ตาจะบอดได้ และต้องนอนคว่ำหน้าให้แก๊สที่อัดเข้าไปในตามันลอยขึ้นมาไปดันจอประสาทตาให้ไปติดที่เดิมและเหมือนเดิม หน้าที่ผมคือนอนคว่ำวันละ 16 ชม. เป็นอย่างน้อย เป็นเวลา 1 เดือน ตอนที่พยาบาลมาอธิบายถึงกระบวนการรักษาตัวเอง ผมบอกตรงๆว่าห่วงลุงแกมาก มาก็มาคนเดียว ผมยังมีญาติมาบ้าง แล้วนี่ลุงแกเครื่องไม้เครื่องมือ การทำความสะดาดตาจะพร้อมไหมอะไรไหม ตัวเองก็กังวล แต่ก็กังวลคนอื่นด้วยเช่นกัน
มิตรสหายที่ไปเยี่ยมจะมาส่งผมกลับบ้านหลายคน แต่ผมเกรงว่าจะวุ่นวาย รูหนูผมมันจะล้นทะลักซะก่อน เลยบอกพรรคพวกว่าไม่ต้องมาส่ง เอาพี่ขจิตกับหลานชายผมมา 2 คนสำหรับเก็บข้าวของ แล้วช่วยดูทางเดินให้ผมพอ เพราะผมกะระยะบันได กะระยะห่างจากวัตถุได้แย่มาก คุณหมอเซ็นใบรับรองแพทย์ให้ไปเบิกประกันสังคม รับยา ชำระเงินเสร็จสรรพ ก็รับใบพบแพทย์อีก 5 วันหลังจากนี้ พอสักบ่ายสองกว่าๆก็กลับบ้านได้
พี่ขจิตและหลานชายผมมาส่งที่ห้อง พร้อมทั้งถามไถ่เรื่องอาหารการกิน แต่ผมบอกว่าไม่ต้องห่วงจัดการตัวเองได้ อย่าได้ห่วงใย พี่ขจิตและหลานชายก็เลยกลับ หลังจากนั้น ผมก็ต้องอยู่กับตัวเอง สภาพไม่ต่างอะไรกับลุงในเตียงข้างๆนั่นเท่าไหร่นัก แรกๆ ต้องหาที่นอนคว่ำให้ถนัดๆซะก่อน อีกตั้ง ๓๐ วันเชียวนะ
ในรูหนูของผม ผมมีหมอนแบบเหลี่ยมๆ ซื้อไว้แต่ครั้งไปเที่ยวละลุ ได้มาหนุนหน้าผากใบหนึ่ง เอามาหนุนหน้าอกอีกใบ ทีนี้ก็นอน กับพื้น จะได้ไม่ยวบลงไป วันนี้ได้แค่ลูบตัว เพราะเกรงว่าน้ำจะเข้าตา และยังไม่รู้วิธีการว่าอาบน้ำอย่างไรน้ำจึงจะไม่เข้าตา ส่วนผมนั้นไม่ได้สระเป็นวันที่สอง รู้สึกหนักหัวมากๆ แต่ทำไงได้ ข้าวเย็นมันลำบากผมเลยงดไป วันแรกที่กลับมานอนที่บ้าน แม้จะห่างหมอ แต่ผมรู้สึกว่าสบายกว่าที่ รพ.มากมายนัก

อาหารเที่ยง รพ.รามา อาหารเที่ยง รพ.รามา


พักฟื้น.....

คืนแรกของการนอนคว่ำหน้า มันอึดอัดมาก หายใจยาก เราไม่ค่อยชิน เผลอๆจะนอนหงายอยู่เรื่อย พอรู้สึกตัวก็พยายามกลับไปนอนคว่ำ กว่าจะผ่านคืนแรกไปได้ ก็ทรมานน่าดู
เช้าขึ้นมา ผมแกะห่อยาและอุปกรณ์ล้างตาอย่างระมัดระวัง พยายามนึกว่าพยาบาลให้ทำไงบ้าง ผมจำได้แม่น ล้างมือด้วยสบู่ ล้างที่ครอบตาด้วยน้ำล้างจาน หยอดตาตามที่หมอสั่งมา ชนิดไหนหยอดก่อน เรียงกันไป บางชนิดหยอด 2 ชม.ครั้ง บางชนิดหยอดเข้า-เย็น แต่ละตัวยาหยอดห่างกัน 10 นาที แล้วก็ปิดตา ครอบตาเหมือนเดิม เอาผ้ามาชุบน้ำเช็ดหน้า ทีนี้เราจะอาบน้ำยังไง ตาจึงจะไม่เปียกน้ำ ผมก็หาวิธีเอาไงดีหว่า จนกระทั่งมาเห็นถึงก๊อปแก๊ปขนาดพอดีหัว เอามาครอบหัว ปากถุงมันก็มาถึงไหลาพอดี เออ..พอดีแฮะ แล้วยังหายใจได้ พอทดลองเอาครอบหัว เปิดฝักบัว...ทีนี้ เรื่องอาบน้ำหายกังวลเลย สบายมาก ส่วนการสระผม ผมก็ยังนึกว่าเอายังไงดี มีน้องๆแนะนำให้ไปให้ที่ร้านสระให้ ซึ่งจริงๆร้านก็อยู่ใต้ตึกรูหนูผมนี่เอง แต่ก็ถ้าคนสระเขาเผลอเอาน้ำมาโดนตาละ จะทำไง ทั้งจะต้องลงไปนอนหงายให้เขาสระ เราก็จะเสียเวลานอนคว่ำ แล้วยังต้องลงไปให้เขาสระแทบทุกวัน ลงก็ยาก เสียเงินอีก ผมก็หาวิธีการเอง จนกระทั่งไปเห็นหน้ากากดำน้ำลึกบนโต๊ะที่ผมเขียนหนังสือ(รกไปหมด) แบบที่มันครอบตาครอบจมูกหมด เราก็เลยปิ๊งไอเดีย ลองเอามาครอบตา ครอบจมูกแล้วหายใจทางปาก แบบการดำน้ำ โอเคนี่หว่า แต่ต้องกดหน้ากากให้แน่นๆ น้ำจะได้ไม่ซึมเข้า ก็เอามาทดลอง มืดหนึ่งกดหน้ากากให้แน่น อีกมือเปิดน้ำ ล้างผม บีบน้ำยา แล้วสระผม ที่ว่ามานี่ผมต้องก้มหน้า และเอามือหนึ่งกดหน้ากากไว้ ปรากฏว่า..โอเคเลย ใช้ได้ พอสระจนเสร็จก็เอาผ้ามารีบเช็ดผม แล้วจึงค่อยเอาหน้ากากออก
สรุปว่าเรื่องอาบน้ำ สระผมนี่หายกังวลไปได้...
ทีนี้ก็เรื่องกิน ผมลงไปร้านข้าวเจ้าประจำแต่เช้า ( เพราะตื่นไว) ทานข้าวเช้าเสร็จ ซื้อข้าวกลางวันมาพร้อม ขึ้นมาถึงห้องพัก ก็ปิดม่าน แล้วนอนต่อ นอนคว่ำนี่แหละ แล้วทุกๆวันก็จะเป็นแบบนี้ เบื่อก็ตื่นมาเปลี่ยนอิริยาบถซะหน่อย แล้วก็กลับมานอนต่ำเหมือนเดิม ผมทำแบบนี้ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. จนถึง 23 มีนาคม จนคุณหมอบอกว่าโอเค นั่นแหละผมจึงได้มีโอกาสนอนตะแคง (ยังไม่ให้นอนหงาย)ได้โดยไม่กังวล
กิจวัตรประชำวันผมช่วงนี้จึง ตื่นเช้า ล้างแผล เช็ดตา อาบน้ำ แปรงฟัน ลงไปทานข้าว ซื้อข้าวกลางวันกลับมามา ขึ้นมานอน ตอนเย็นจะสระผมด้วยวิธีที่บอกไปนั้น วันเว้นวัน เป็นแบบนี้อยู่ตลอดเกือบ 2 เดือน

กว่าที่ตาจะหายบอด

วันแรกหลังการผ่าตัด และต้องเช็ดทำความสะอาดแผลเอง เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ปลดเปลื้องผ้าปิดตาออกให้เป็นอิสระ เพื่อทำความสะอาด แล้วก็ได้แอบลองลืมตาข้างที่ผ่าตัดดู ด้วยหวังว่าเผื่อมันจะดีขึ้นอย่างเร็ววัน แต่ อาการแรกหลังผ่าตัดคือเหมือนว่ามันจะยังอักเสบ ถึงต้องหยอดยาตามที่หมอสั่ง ประกอบกับว่า มีด้ายเย็บแผล ซึ่งผมบอกตรงๆว่านึกภาพไม่ออกว่าคุณหมอเขาเย็บแผลในตาเราแบบไหน หรือเย็บตรงไหนของตา รู้แต่ว่ามันมีอาการเคืองๆ จากด้ายเย็บแผลนี้ จะเกาก็ไม่ได้ ได้แต่กระพริบตาบ่อยๆ เพื่อบรรเทาอาการคัน แต่ยิ่งกระพริบก็ยิ่งเจ็บ ก็ต้องทนฝืนเอา
ในกระบวนการรักษาด้วยแก๊สนี้ เขาจะอัดแก๊สเข้าไปในตาเรา(หรือในไหนก็ไม่รู้ แล้วให้เรานอนคว่ำ แก๊สนี้จะลอยขึ้นข้างบน โดยจะค่อยๆ ดันจอตาที่หลุดลอกออกขึ้นไปติดที่เดิม แรกลืมตาดู มันจึงไม่ได้ดีกว่าเดิมเท่าไหร่ คือออกไปทางมัว จนดูแทบไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มองเห็นว่ามีอะไรข้างหน้า แต่ดูไม่รู้เลยว่าอะไร มันมัวอย่างหนัก ก็ดีกว่าที่จอดำหน่อย วันแรกๆ ก็ได้แต่หวังว่ามันจะค่อยๆดีขึ้น
ผมมักจะชอบเอามือมากางข้างหน้าเพื่อเช็คดูว่าการมองเห็นของเราดีขึ้นหรือยังหรือคืบหน้าไปขนาดไหนแล้ว พอล่วงเข้าสัก 5-6 วัน ก็เริ่มเห็นขอบแสงเข้ามาจากทางด้านบน เป็นขอบตรงๆ ที่พอมีพื้นที่ให้เราเหลือบมองดู ทำให้เห็นวัตถุในพื้นที่ขอบแสงนั้นชัดหน่อย ก็แอบดีใจ แล้วเดาว่ามันคงจะค่อยๆไล่ลงมาด้านล่างให้มองเห็นชัดจากบนลงมาแน่ๆเลย
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คือจากขอบที่ผมเห็นเป็นเส้นตรงนั้น ยิ่งนานวันเข้า ก็จะโค้งลงเรื่อยๆ จากเส้นตรง เป็นเส้นที่โค้งลงๆ จนกระทั่งเห็นเป็นฟองแก๊สกลมๆ อยู่ในตาของเรา ก้อนใหญ่ๆ เกือบเต็มลูกตา ถ้ายืนตรงๆ เจ้าแก็สที่ว่านี้ก็จะกลิ้งไปมาแทบจะท่วมตา แต่นานๆวันไป แก๊สที่ว่าจะหดเล็กต่ำลงมาอยู่ใต้ตาเรื่อยๆ คือถ้าเรามองตรงๆ จะเห็นมันอยู่เต็มตา แล้วค่อยๆหดเล็กลง จนเมื่อเหลือเป็นฟองเล็กๆ ถ้าเราแหงน แทบจะไม่เห็นฟองแก๊สนี้เลย เพราะมันจะกลิ้งลงมาด้านล่าง แต่ถ้าเราก้มเมื่อไหร่ ฟองแก๊สนี้จะปรากฏชัดเจน
แต่ถ้าเราคว่ำหน้า จากเดิม ตาจะมัวเต็มทั้งการมองเห็น ต่อมาก็จะเห็นวงแก๊สเป็นวงใหญ่แทบจะเต็มขอบตา แล้วจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ผมเขียนต้นฉบับเรื่องนี้(10 เม.ย.58) แก๊สในตาเหลือเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ที่ถ้าแหงนหน้าหรือนั่งทำงานเมือมองตรงๆ ก็จะไม่เห็น แต่เมื่อก้มเมื่อไหร่ เจ้าฟองนี้จะปรากฏชัดทันที ผมก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งในอีกไม่เกิน 7 วัน ฟองแก๊สในตาผมน่าจะหายไปจนหมด
ในช่วงวันที่ 40 ของการรักษา ฟองแก๊สยังมีในตา แต่มันจะมีฟองเล็กๆ 1-2 ฟอง กลิ้งไปมา แล้วค่อยๆไหลมาเกาะกับขอบฟองวงใหญ่ พอเบื่อๆผมก็เลยมักจะเล่นกับมัน โดยการสะบัดหน้าแรงๆ แก๊สก็จะแตกเป็นลูกเล็กๆ พอเราหยุดมันจะไหลมาเกาะติดฟองใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกหรือเปล่า ก็บอกแล้วว่ามันเบื่อ เล่นอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ส่วนการมองเห็นนั้น ช่วงแรกจะเห็นแสงจากขอบด้านบน ขอบวงแก๊สยังกว้าง ดูเหมือนเป็นเส้นตรง ต่อมาพอแกสมันหดเล็กลง จะเห็นวัตถุลางๆ เหมือนเราลืมตาในน้ำ จนกระทั่งมันหดเล็กลงเรื่อยๆ เราจะเริ่มมองชัดขึ้น ราวๆ 30 วันหลังการรักษาผมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร แต่มันจะโค้งๆ คดๆ เช่นเห็นไม้บรรทัด แต่มันจะคดๆหยักๆ นิ้วมือเราก็เช่นกัน จะดูลีบๆ บางส่วน คือยังไม่ตรงและยังไม่เหมือนเดิมจริงๆ ล่วงเข้าวันที่ 67 ของการรักษา ที่ผมเห็นเป็นฟองเล็กๆ ในตาขณะนี้ ผมมองเห็นหมดรู้ว่าอะไรเป็นอะไร บอกสีถูกต้องครบถ้วน แต่ไม่ชัด วัตถุจะไม่คม จะคมจริงๆ เมื่อเอาวัตถุมามองใกล้ตาในระยะ ครึ่งฟุต แล้วลองหลิ่วตาข้างซ้าย ข้างที่ดี ใช้ตาข้างที่ผ่ามามองดู จะเหมือนเรามองด้วยแว่นขยายเลย มองเสื้อผ้าในระยะครึ่งฟุต เห็นเส้นด้ายชัดเจน วัตถุมันชัดมาก
ผลคือผมจะต้องไปตัดแว่นสายตามาใหม่ แว่นเดิมที่เคยใช้จะใช้ไม่ได้ มันจะเบลอๆ มองไม่ชัด เพราะสายตาสองข้างของผมมันมีความต่างกันอย่างมาก ระยะไม่เท่ากัน จะต้องไปตัดแว่นมาใหม่ รอให้ฟองแก๊สในตาหมดก่อนจึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง ตอนนี้ก็เลยต้องทนต่อไป
ผมรู้แต่ว่า ตั้งแต่ผมผ่าตัดมาจนถึงวันนี้ (10 เมษายน 2558 )เป็นเวลา 66 วัน (ไม่ใช่ 1 เดือนอย่างที่หมอบอก) ผลการรักษาค่อยๆหายอย่างช้าๆ ช้าจนเราคาดไม่ถึงว่าอะไรมันจะช้าขนาดนี้ แต่ช้าอย่างไร ก็ยังดีกว่าตาบอด...!
14_resize


เรื่องสนุกๆเมื่อไปตามที่หมอนัด

ยอมรับว่าในระหว่างการนอนรักษาตัวนั้น ผมได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่ที่จะถึงวันที่หมอนัดเสียที เพราะนั่น ผมจะได้รู้ความคืบหน้าของการรักษา รวมทั้งการถามไถ่ถึงข้อต่อรองในการปฏิบัติตัวทั้งหลายว่า อันไหนที่ผมทำได้หรือทำไม่ได้บ้าง ยอมรับครับว่าเกิดอาการวิตกจริต เกรงตาจะบอด เราทำอะไรผิดขั้นตอนหรือต้องปรับ ต้องเพิ่มอะไรอีกไหม การไปพบหมอแต่ละครั้งจึงเป็นการให้คำตอบที่คาใจ
ผมถูกนัดหมายวันแรกหลังการผ่าตัดอีก 5 วันหลังจากนั้น ผมผ่าตัดวันที่ 4 ก.พ.58 วันที่ 9 จึงเป็นวันไปพบแพทย์ครั้งแรก จากที่เห็นถึงขั้นตอนการตรวจรักษาของโรงพยาบาลรามามาแล้วเมื่อครั้งไปตรวจก่อนผ่าตัด รู้ว่าคนไข้เขามาก แต่เพราะไม่ได้มีชีวิตเผชิญบนท้องถนนตอนเช้าๆ เหมือนคนอื่นๆ ผมเลยคิดว่าการออกจากบ้าน 7 โมงนี่ก็น่าจะเหลือแหล่ที่หมอนัดเวลาตรวจ 9 โมงเช้า แต่ผมคิดผิดถนัด เพราะแม้ผมจะออกจากบ้านเจ็ดโมงเช้าก็จริง พอรถขึ้นทางด่วนแล้วมันก็ค่อยๆ กระดึบๆ ตาเรารึก็ปิดมองไม่ถนัด ยังกะระยะไม่ถูก ซ้ำยังรู้สึกว่าตามันช้ำๆด้วยซ้ำ การยืนทรมานบนรถที่ติดแหง๊กถนนจึงเป็นอีกความเลวร้ายหนึ่งที่ได้เผชิญ ทั้งผมก็ยังห่วงการที่ไม่ได้นอนคว่ำหน้า มันจะเป็นอะไรไหม การรักษาจะยืดเวลาออกไปอีกหรือเปล่า
ก่อน 9 โมงเช้าผมก็ไปถึงอาคารสมเด็จพระเทพรัตฯ แผนกตาของ รพ.รามา ปรากฏว่าคนเยอะมากมาย เรียกว่าล้นทะลักออกมานอกห้องเลย ครั้นเอาใบนัดไปยื่น พยาบาลถามวาจะใช้สิทธิ์รักษาไหม ถ้าใช้ก็ต้องลงไปติดต่อที่แผนกสิทธิ์ชั้นหนึ่งเสียก่อน ด้วยความไม่แน่ใจในค่ารักษา ผมเลยต้องลงไปติดต่อที่แผนกสิทธิ์ตามที่พยาบาลแนะนำ
“คุณต้องเอาใบโอนสิทธิ์จากภูมิพลมาก่อนคะ ถึงจะโอนสิทธิ์มาได้” อีกแล้วเหรอเนี่ย เป็นการรำพึงในใจหลังจากได้ฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจง แต่ผมเข็ดหลาบตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ผมเลยยอมที่จะจ่ายตังส์ด้วยตัวเองก็แล้วกัน เลยย้อนขึ้นไป ชั้น 3 อีกครั้งแล้วเริ่มกระบวนการตรวจรักษาตามใบนัดแพทย์ซะที
สำหรับที่ รพ.รามา คนไข้ที่มาตามใบนัดแพทย์แต่ละวันนั้นเยอะมาก เยอะจนคุณพยาบาลต้องประกาศออกลำโพงว่าคุณหมอจะตรวจตามใบนัดก่อนเท่านั้น รวมทั้งคนไข้ฉุกเฉิน สำหรับคนไข้ที่ไม่เร่งด่วนบางคนนัดข้ามไป 4-5 เดือนก็มี
ในช่องเวลานัดตรวจ จะมีอยู่ 2 เวลา คือ 0900 น และ 10.00 น. พอเราเอาบัตรนัดแพทย์ไปใส่กล่อง คุณพยาบาลจะไปค้นแฟ้มเราแล้วรอเรียกชื่อ เมื่อเรียกชื่อแล้ว ก็จะไป ที่มุมตรวจหมายเลข 4 วัดความดันตา หยอดตาขยายม่านตา แล้วถือใบหมายเลขตรวจ แล้วไปนั่งรอหน้าห้องตรวจ(น่าจะห้อง 24) หมอประจำไข้ผมคือ พญ.รัตนาภรณ์ โรจนทัพพะ คุณหมอยังดูสาวๆ ตัวเล็กๆ ใจดีพูดจาไพเราะกับคนไข้ แต่ก็ดูคุณหมอยุ่งตลอดเวลาเพราะคนไข้เยอะมาก
ผมสังเกตว่าคนป่วยทางตาเยอะมาก ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ เด็กๆ ก็เยอะ ยังแปลกใจว่าทำไมคนมีปัญหาทางตาเยอะจัง หรืออเป็นปกติ ที่เราไม่เคยรู้เท่านั้นเอง หน้าห้องรอตรวจคนไข้รอกันเต็มจนต้องมายืนกันบ้าง ขนาดว่าห้องตรวจมีเป็น 10 ห้อง หมอครบทุกห้อง คนไข้ยังรอกันบานเบอะ แล้วเวลาที่หมอนัดว่านัด 9 โมง จริงๆ เราก็ไม่ได้ถูกตรวจ 9 โมง แม้คุณหมอจะมาเข้าห้องตรวจตรงเวลา (แต่ก็ต้องหลังจากที่เสร็จภารกิจจากการตรวจที่วอร์ดที่ตึกเก่าก่อน แล้วถึงจะมาตรวจที่นี่ อย่างที่ผมเล่าไปว่าที่วอร์ดคนไข้พักโรงพยาบาลนั้น คุณหมอเริ่มมาตรวจตั้งแต่ก่อน 8 โมง หมอไม่ได้มาสายเลย ) ผมสังเกตดูคุณหมอตาที่ รพ.รามา ดูยังหนุ่มๆ สาวๆ อยู่ทุกคน ไม่น่าจะมีใครอายุถึง 40 สักคน คุณหมอแต่ละคนทำงาน ตรวจคนไข้ด้วยความกระตือรือร้นมาก ผมเลยอดนึกถึงหมอชราที่คลินิกที่ตลาดสะพานใหม่ไม่ได้ ที่รามา หมอแต่ละท่านไฟกำลังลุกโพลง โชติช่วง แต่ที่นั่นไฟมันมอดไปแล้ว แต่ทั้งสองที่ต้องตรวจรักษาคนไข้เช่นกัน เวรกรรมจึงตกอยู่ที่คนไข้ ถ้ามาเจอหมอใส่ใจก็โชคดีไป
ผมนั่งเงียบๆก้มหน้ารอรียกเข้าไปตรวจ เมื่อคนมันมากเข้า มาตั้งแต่เช้าตรู่ ยื่นเวลาตามนัด ก็ยังไม่ได้ตรวจสักที จนเข้าใกล้เที่ยงไปเรื่อยๆ ทีนี้ จากคนที่ไม่รู้จักกัน ก็เริ่มจับกลุ่มบ่นกันละ
“ของคุณนัดกี่โมง นี่ฉันก็ 9 โมง ดูสิ 11 โมงแล้วยังไมได้เรียกตรวจเลย”
“หมอตรวจอยู่หรือเปล่า ทำไมนานจัง”
“ทำไมมานัดกันวันนี้ รู้ว่าคนไข้เยอะมานัดซ้อนกันทำไม”
“เมื่อตรวจสายแบบนี้ทำไมนัดแต่ 9 โมงเช้า น่าจะนัดสัก 11 โมงก็ได้”
“นี่ฉันมาจากสิงห์บุรี ดูสิป่านนี้ยังไม่ได้ตรวจเลย”
ฯลฯ
เรียกว่าจับกลุ่มบ่น นินทาการรักษากันเต็มที่...ด้วยความรำคาญ กับการบ่นโดยเอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมเลยพูดขึ้นเสียงเข้มๆ ดังๆ ขึ้นว่า....
“ ในเมื่อรู้ว่า รพ.รัฐ คนมันมากแบบนี้ แล้วมารักษาที่นี่ทำไม แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าหมอนัดคนไข้มาวันนี้มากกว่าทุกวัน คุณเคยมาดูทุกวันเหรอ เพราะวันอื่นมันก็มากแบบนี้ทุกวัน นี่คุณมาวันเดียว มาเจอคนมากคุณก็บ่นกันแล้ว หมอเขาเจอคนไข้มากกันทุกวัน แล้วที่เรามานั่งรออยู่นี่ คุณเห็นหมอเขาอู้ เขาเกเรมั้ย คนนั้นออก เรียกคนนี้เข้า เป็นแบบนี้ตลอด เรานั่งหน้าห้องเราก็เห็นกันทุกคน เราหิวข้าว แล้วเขาละ เรายังมีเวลาเดินไปซื้อของร้านสะดวกซื้อมานั่งกินได้ แต่หมอที่นั่งข้างในห้องตรวจแทบไม่มีเวลาออกไปไหนเลย แล้วเวลาเราถูกตรวจอยู่ เราอยากให้หมอตรวจช้าๆตรวจละเอียด แต่พอคนอื่นที่ไม่ใช่เราไปตรวจ ทำไมเราอยากเร่งให้เขาตรวจเร็วๆ นี่ผมก็นัด 9 โมงเช้าเหมือนกัน ผมก็ยังไม่ได้เรียกไปตรวจ เหมือนกัน แล้วเราจะบ่นกันไปทำไม ความทุกข์ที่เกิดจากกายนี่ยังไม่พออีกเหรอ จะทำให้ใจมันว้าวุ่นอีกหรือไง”
ปรากฏว่า สงบครับ เสียงบ่นหายหมด แต่สงบได้สักครู่ ก็หันไปซุบซิบกัน แต่แทนที่จะนินทาหมอ หันมานินทาผมแทน ช่างมัน ผมไม่สนใจนั่งก้มหน้า รอเวลาถูกเรียกตรวจต่อไปอย่างใจเย็น
11 โมงเศษ ก็ถึงคิวผม เหตุการณ์ข้างนอกผมว่าหมอไม่รู้เรื่อง เพราะหมอยังคงตรวจตามปกติ โดยการใช้เครื่องมือส่องตา ให้เราเหลือบมุมนั้นมุมนี้เหมือนเดิม
“ยาหยอดครบไหม”
“ครบครับ ผมหยอดเช้าเย็น”
“ไม่ได้คุณลุง บางตัวต้องหยอดทุก ๒ ชั่วโมงนะ อย่างยาแก้อักเสบ มิน่า ส่องดูจึงยังเห็นอักเสบอยู่” แต่ยาความดันตาไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวไปหยอด....(ชื่อยา) เพิ่มนะ วันนี้ตัดไหมไปเลย จะได้ไม่คันตา” คุณหมอรัตนาภรณ์บอกหลังจากผมฟ้องเรื่องที่คันตา
หลังจากนั้น ผมก็ต้องถือแฟ้มไปห้องนั้นห้องนี้ ตามกระบวนการรักษาของเขา ระหว่างที่จะต้องรอตรวจ ผมต้องหยอดยาขยายม่านตาตลอดเวลา เพราะพอถึงคิวตรวจ หมอจะได้เห็นในตาละเอียด โดยไม่มีม่านตามาบัง แล้วสุดท้ายก็ไปรอตรวจที่ห้องหมายเลข 15 พญ.บุญทิพย์ ทิพย์สุริยาพร ซึ่งคุณหมอบุญทิพย์นี่เองที่เป็นคุณหมอที่ผ่าตัดผม และดูว่าท่านจะอาวุโส ทั้งๆที่ผมดูแล้วอายุคงไม่ถึง 40 แต่คุณหมอก็เก่ง เป็นที่ปรึกษาคุณหมอน้องๆท่านอื่นๆ เวลาคุณหมอบุญทิพย์ตรวจหรือมีข้อกังขาจากหมอท่านอื่น หมอท่านอื่นจะมายืนใกล้ๆคุณหมอบุญทิพย์ เวลาเขาบอกว่าอะไรที่ควรสังเกตก็จะให้หมอท่านนั้นมาส่องกล้องดู คุณหมอพูดเพราะ ใจเย็น แม้คนไข้ที่เป็นลุงแก่ๆ อย่างผมจะสงสัยอะไรก็ตาม คุณหมอก็อธิบายบอกได้โดยไม่แสดงอาการรำคาญ
“ผลการผ่าตัดก็ดีนะคุณลุง ตอนนี้หมอตัดไหมแล้ว คุณลุงก็ช่วยหมอรักษาด้วยนะ นอนคว่ำให้ได้มากที่สุดอย่างน้อย 16 ชม.นะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำงานอะไร แก๊สมันกำลังทำงานนะ ปวดแผลอะไรบ้างไหม ถ้างั้นก็หมอนัดอีก 2 อาทิตย์นะ เรามาดูผลกันอีกที”
เป็นอันว่าวันนั้นกว่าผมจะเสร็จจากการตรวจรักษาก็ปาเข้าไป 5 โมงเย็น ดีเหมือนกัน ผมจะได้ไม่ต้องรับแสงจ้าจากฤทธิ์ของยาขยายม่านตา วันนี้เสียค่าตรวจรักษาไปไม่ถึง 300 บาท โดยไม่ได้ใช้สิทธิ์อะไร นี่คือสวัสดิการของรัฐ เพียงแต่คนไข้อย่างเราเมื่อรู้สภาพก็ต้องอดทน ถ้าไม่อยากมาเจอสภาพคนเยอะก็ต้องไป รพ.เอกชน ไม่ก็ดูแลสุขภาพตัวเอง พยายามอย่าให้เจ็บป่วย ก็ท่านั้น
18513_10152746130481850_1337969727866792553_n
นัดครั้งที่ 2 วันที่ 24 ก.พ.58
วันนี้ผมไปโรงพยาบาลแต่เช้า เพราะเห็นมาจากการไปตรวจครั้งแรกแล้วว่าคนมากอย่างไร วันนี้นอกจากมาตรวจแล้ว ผมจะต้องซื้อสำลี ผ้าปิดตามาเพิ่มเพราะใช้ไปจนหมดแล้ว ผมมาถึง รพ.ตั้งแต่เช้า 7 โมงเช้า ก็มีคนมาก่อนผมจนหนาตา เอาบัตรนัดมาใส่กล่อง แล้วลงไปทานข้าว พอขึ้นมารอไม่นาน พยาบาลก็เรียกชื่อ ไปวัดความดันตา เป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง วันนี้คนไข้ไม่มากเท่านัดวันแรก แต่ก็มากอยู่ดี ตัวผมเองหลังจากผ่านไป 20 วันก็เริ่มปรับตัวได้ในการที่ต้องมีผ้าปิดตา วันนี้ไม่มีใครบ่นหน้าห้องตรวจ และดูเหมือนว่าจะถูกเรียกตรวจได้เร็วขึ้น ผมยังคงตรวจกับคุณหมอรัตนาภรณ์เช่นเดิม อาการดีขึ้นนะคะ แต่ยังต้องนอนคว่ำต่อไป คุณหมอก็ตรวจตาทั้งสองข้าง
“เดี๋ยวไปพบคุณหมอบุญทิพย์นะ”
หน้าห้องเบอร์ 15 ของคุณหมอบุญทิพย์ คนไข้นั่งรอกันเพียบ และก็อีกแล้ว มีคนไข้วัยมนุษย์ป้าอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ได้บ่นกับใคร แต่บ่นกับโทรศัพท์ที่มีคนโทรเข้ามา
“เออ...ไปไม่ทันแล้ว นี่ยังไม่ได้อะไรเลย ยังไม่เสร็จอะไรสักอย่างเลย มาตั้งแต่เช้าแล้วนี่ เดินไปเดินมา ยังไม่เสร็จอะไรเลย” ผมก็นึกในใจ ถ้าไม่เสร็จอะไรสักอย่าง ป้าจะมานั่งอยู่หน้าห้องตรวจนี้เหรอ เพราะมันมีขั้นตอนอะไรมากมายกว่าจะมาถึงตรงนี้ แต่วันนี้ผมอารมณ์ดีก็เลยไม่เสียงดังใส่ ปล่อยป้าเขาเมาท์กับโทรศัพท์ต่อไป คิดในใจว่า ถ้าคราวหลังป้ามาตรวจที่ รพ.รัฐ อย่าได้นัดหมายงานอย่างอื่น ให้ไปเลยหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นอาจจะผิดนัดได้
“มันเริ่มติดแล้วนะคุณลุง แต่แก็สยังอยู่มาก หมอใส่ไปเยอะ เพราะมันหลุดมามาก ช่วงนี้คุณลุงก็นอนคว่ำต่อไปก่อนนะ ถ้าเมื่อยก็นอนตะแคงบ้างก็ได้ให้ตาที่ผ่าอยู่ด้านบน แต่ต้องกลับมานอนคว่ำเหมือนเดิมนะ ทำงานเบาๆได้แต่ต้องระวังนะ วันนี้คุณลุงต้องยิงเลเซอร์อีกข้างหนึ่งนะ หมอว่าเห็นยังมีรูเล็กๆ ปล่อยไปมันจะเป็นแบบข้างนี้นะ”
ผมบอกว่าข้างซ้ายนะยิงเลเซอร์ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่หมอบอกว่า ก็ยังเห็นรูรั่วอยู่
“เดี๋ยวหมอยิงให้เอง”
กว่าจะได้ยิงเลเซอร์จริงๆ ผมต้องมานั่งหยอดตาขยายม่านตาจนตาช้ำไปหมด คุณหมอบุญทิพย์นี่เธอสมกับเป็นคนที่มีอาชีพรักษาพยาบาลคนจริงๆ เพราะเธอใจเย็น เข้าใจคนไข้ การยิงเลเซอร์ ต้องเอาเครื่องมืออะไรไม่รู้มาถ่างตาเรา แล้วหมอก็จะยิงลำแสง มันจะเจ็บจี๊ดๆ เราก็ต้องทน แต่โดยสัญชาติญาณพอมันเจ็บเราก็จะเผลอกระพริบตาโดยอัตโนมัติ พอกระพริบตา เจ้าเครื่องมือที่ถ่างตาเรามันก็หล่น ก่อนนั้นผมก็มายิงเลเซอร์ไปก่อนครั้งหนึ่งก็เป็นแบบนี้ แต่ครั้งนั้นคุณหมอบ่นนิดหน่อยที่ที่ถ่างตามันหล่น แต่มาคราวนี้ หมอบุฯทิพย์แกไม่ว่าอะไร ใส่ที่ถ่างตามาอีกรอบ
“ทนนิดนึงนะคุณลุง” นี่ผมถึงชมท่าน แม้อายุน้อยแต่ก็เข้าถึงความเป็นหมอ เข้าใจคนไข้แก่ๆอย่างดี
วันนี้ผมเสียค่ารักษารวมค่ายิงเลเซอร์ไปแบบพอรับได้ แต่กว่าจะได้กลับก็เสียเวลาเป็นวันๆ ซึ่งอย่างที่ผมบอกว่ามา รพ.รัฐ ถ้ามาละเสียเวลาเป็นวันๆ อย่าได้นัดหมายไปทำอะไรต่อ

ตรวจครั้งที่ 3 10 มีนาคม 2558
ผมผ่านการนอนรักษาตัวมาเดือนกว่าแล้ว ไม่ต้องเอาผ้าปิดแผลมานานแล้ว เพียงแต่ต้องระวังอย่าให้ฝุ่นเข้าตา เวลาไปไหนหรือมีฝุ่นผมก็มักจะหลิ่วตาข้างที่ผ่ามา และอาการทั่วไปก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แก๊สในตาเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ เห็นเป็นดวงกลมๆในตา แต่อาการเจ็บอะไรไม่มีแล้ว
วันนี้กระบวนการตรวจก็เหมือนเดิม ไปวัดความดันตา ตรวจกับคุณหมอรัตนาภรณ์ก่อนแล้วจึงไปที่คุณหมอบุญทิพย์ คุณหมอถามอาการเรา แล้วก็แจ้งผล หมอบอกว่าดีขึ้นเรื่อยๆนะ แต่จะเห็นว่ามันหายช้า ซึ่งผมก็เข้าใจ ทำไงได้ แต่วันนี้ผ่อนคลายมามาก เช่นผมไม่ต้องปิดตาแล้ว แต่ยังคงระวังอย่าให้น้ำเข้าตาอยู่ และระวังฝุ่นจะเข้าตา นอกนั้นก็ช่วยนอนคว่ำต่อไป วันนี้ผมเสียเวลาแค่ครึ่งวันก็เสร็จ คนไข้เยอะเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ว่าทำไมจึงถูกเรียกตรวจเร็ว อาจจะแค่การตามผลไม่ใช่การรักษาก็ได้ เลยต้องเคลียห์คนไข้ที่อาการไม่หนักออกไปก่อน

ตรวจครั้งที่ 4 24 นาคม 2558
วันนี้ผมแทบไม่มีอาการของคนป่วยเลย หลังจากที่หมอบอกไม่ต้องปิดตา ผมก็เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตาได้ แต่ยังระวังเรื่องน้ำเข้าตาอยู่ วันนี้ก่อนจะพบแพทย์ผมถูกส่งไปห้องวัดสายตา เจ้าหน้าที่ก็เช็คสายตา แล้วแจ้งว่าสายตาสองข้างมันมีระยะต่างกันมาก จะต้องตัดแว่น แต่รอหมอแจ้งอีกทีก็แล้วกัน
วันนี้ผมเข้าตรวจกับคุณหมอบุญทิพย์ โดยตรงตั้งแต่เช้า หมอใช้เครื่องมือตัวเดิมส่องๆดูตาทั้งสองข้างอย่างละเอียด
“จอประสาทติดดีหมดแล้วนะคุณลุง การรักษาดีมากคะ แต่อีกไม่กี่ปีหมอว่าอาจจะเป็นต้อ(อะไรสักอย่าง) แต่แก๊สมันยังเหลือนะ รอให้แก๊สมันหมดก่อนก็แล้วกัน ช่วงนี้จะนอนตะแคงไว้ก็ได้ ให้แก๊สมันหมด ไม่ต้องนอนคว่ำแล้ว ช่วงนี้จะทำงานก็ได้ แต่อย่าเพิ่งขึ้นเครื่องบินหรือดำน้ำนะ ถ้าจะเล่นกีฬาก็เล่นกีฬาเบาๆ ที่ไม่มีการกระแทก แว่นอย่าเพิ่งตัดเลย รอให้แก๊สหมดก่อน จึงจะได้ค่าสายตาที่ถูกต้อง เดี๋ยวอีก 3 อาทิตย์เรามาดูกันอีกทีนะคะ”
ผมรวบรวมทั้งคำแนะนำละคำตอบที่คุณหมอบอกผมมารวมไว้เสร็จสรรพ วันนี้จึงเป็นวันที่โล่งที่สุดสำหรับผม นับจากวันนี้ ผมไม่ต้องนอนคว่ำอีกแล้ว ผมดำเนินชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วๆไปแล้ว สระผมโดยไม่ต้องเอาหน้ากากดำน้ำมาครอบตา อาบน้ำได้โดยไม่ต้องเอาถุงมาครอบหัว ไม่ต้องมาเช็ดตาด้วยน้ำเกลือ ผมแทบจะเป็นปกติทุกอย่าง
พอวันที่ 26 มี.ค.58 ผมก็ออกงานแรก โดยการไปประชุมสัมมนาเรื่องการจัดการอุทยานทางทะเลที่แจ้งวัฒนะเป็นงานแรก หลังจากนอนรักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน หลังจากนี้ ก็รอพบหมออีกที ครั้งหลังสงกรานต์ นั่นแหละผมถึงได้ออกเดินทางไปสตูลตั้งแต่วันที่ 2-7 เมษายน 2558 หลังจากนั้นการเดินทางมาอย่างยาวนาน เป็นการออกสู่แดดครั้งแรกและเป็นแดดที่แรงซะด้วยสิ.....
11046334_10152742156871850_6390526434753285797_n

นอนคว่ำวันละ 16 ชม...ช่วงเวลาที่ทรมานมาก

ผมเป็นคนที่ทำอะไรไว ไม่อยู่นิ่ง ชอบผจญภัย ค้นคว้าและเรียนรู้สิ่งใหม่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้นไม่มีตำราหมอดู เราก็ดูนิสัยตัวเองออกว่าเป็นอย่างไร แต่การที่จะต้องมานานรักษาตัวในท่าทางเดิมๆ คือนอนคว่ำให้ได้วันละ 16 ชม. อยู่นิ่งๆ ไม่ไปไหน มันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นอะไรที่ฝืนธรรมชาติอย่างมาก
เริ่มแรกๆ ผมต้องหาหมอนมาหนุนหน้าอกหนึ่งใบ แล้วหนุนหน้าผากอีกใบหนึ่ง แล้วนอนมันกับพื้นแข็งๆ เพราะถ้านอนบนฟูก น้ำหนักตัวเรามันจะไปกดฟูก ตรงระหว่างหน้าอกหรือคางที่เอาหมอนหนุนกับตรงหน้าผาก ตรงกลางที่ไม่มีอะไรกดทับ มันจะฟูขึ้นมาปิดจมูก เลยต้องนอนกับพื้นแข็งๆไว้ก่อน แต่กว่าจะลงตัวกับอุปกรณ์การนอนแบบนี้ ก็เข้าไป อาทิตย์หนึ่งพอดี
หมดปัญหาเรื่องหน้าที่ต้องนอนคว่ำไปแล้ว แต่ปัญหาก็ตามมาอีก คือพอเรานอนคว่ำกับพื้นแข็งนานๆไป กระดูกโปนๆ โคนหัวแม่เท้า สีหรือกดกับพื้นแข็งๆ มันก็เจ็บ เพราะธรรมดามันไม่เคยเสียดสีกับอะไร ยิ่งนับวันก็เจ็บ เลยเอาเบาะที่ผมใช้วางบนเก้าอี้ทำงานมารอง ก็แก้ปัญหานี้ไปได้
ยังมีที่ข้อศอกอีก กระดูกข้างๆข้อศอกก็ปัญหาเดียวกัน ต้องหาผ้ามารอง แล้วก็หัวเข่า นอนคว่ำจนหัวเข่าด้านไปหมด ก็ได้แต่หาผ้าหาอะไรมารอง เรียกว่ารักษาไปตามอาการจริงๆ
ในระหว่างนี้ผมออกไปโดนแดดในแต่ละวันแค่ช่วงเช้าที่ลงไปทานข้าวเท่ายั้น บางวันผมลงไปทานข้าวตั้งแต่ หกโมงครึ่ง แดดยังรำไรๆ แล้วก็ขึ้นมา ปิดม่าน นอนคว่ำหน้าอย่างนั้น ไม่มีออกไปโดนแดดเลย นอน และก็นอน หลับไม่หลับก็ต้องนอน ให้ความร่วมมือในการรักษาเต็มที่ เพราะกลัวตาบอด ผมนอนจนกระทั่งแขนลอกเหมือนงูลอกคราบเลย ผมเดาว่าคงเป็นหนังที่ติดมาตั้งแต่ครั้งที่ยังปกติที่โดนแดด ตากลม พอมาอยู่แต่ในร่ม ผิวมันเลยลอก แล้ววันแรกที่ผมออกงานหลังจากที่คุณหมออนุญาต คือวันที่ 26 มีนาคม 58 ไปสัมมนาการจัดการอุทยานทางทะเลที่โรงแรมแถวๆแจ้งวัฒนะ 1 จากที่เป็นคนขาวอยู่แล้ว วันนั้นผมกลายเป็นคนเผือกไปเลย คือขาวทั้งตัวจนคนทักว่าทำไมขาววอก โธ่..จะไม่ขาวได้ไง วันๆ โดนแดดบางๆในตอนเช้าไม่ถึง 10 นาที เป็นเวลา เกือบ 60 วัน
ตลอดเวลา 2 เดือนที่นอนรักษาตัว มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก โดยปกติก่อนนี้ผมจะดื่มกาแฟช่วงเช้าๆ ก่อนนั่งทำงาน พอจะต้องนอนคว่ำต่อ ก็เลยไม่ดื่ม ก็นอนคว่ำอย่างเดียว แรกๆ มันก็หลับ แต่พอตื่นมันก็ไม่หลับคือมันนอนมาก ใครจะไปหลบตลอดเวลา พอนอนไม่หลับ ก็ลืมตาดูวงแก็สในตาเล่นซะอย่างนั้น อาการเบื่อก็มาเยือน
แรกๆ ก็ฟังเพลง เอาเพลงใส่แฟลชไดรฟ ไปลากเครื่องเล่นเพลงแบบที่ยกได้มาวางใกล้ๆ ที่มือเอื้อมได้ถึง โดยไม่ต้องเงยหน้ามอง บางวันผมฟังเพลงจนเช้า นอนก็หลับบ้างไม่หลับบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มเบื่ออีก พอเข้าวันที่ 10 ของการนอนรักษาตัว ก็ไปยกคอมพิวเตอร์จากบนโต๊ะทำงาน มาตั้งไว้หัวนอน ต่ออินเตอร์เนต ครั้นจะดูภาพบนจอไม่ได้ เพราะเราต้องนอนคว่ำหน้าตลอด ฟังเพลงก็ฟังจากเครื่องเสียงแล้ว ช่วงนั้น เรื่องพระ เรื่องวัดที่ว่าโกงเงินสหกรณ์กำลังดัง ผมเลยเสิร์ชหาคำเทศน์ของพระ มาฟังซะเลย พระอาจารย์หลายรูปผมไล่ฟังหมด เจ้าคุณโชดก วัดมหาธาตุ , หลวงพ่อชา, ท่านพุทธทาส ,หลวงพ่อพุธ, หลวงพ่อจรัล, หลวงปู่เสาร์ , ท่านชยสาโร, แต่ที่ผมฟังแล้วถูกจริตกับผมก็คือพระมหาวีระ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ , หลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล , พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ผมฟังการบรรยายกฏอิทัปปัจยตา การเจริญอาณาปานสติ การทำงานของขันธ์ 5 การทำมโนมัยยิทธิ การทำสมาธิ การเจริญกรรมฐาน ฯลฯ จากพระอาจารย์ต่างๆ ฟังเป็นร้อยเที่ยว เหลือก็เพียงการที่ต้องไปปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น แต่ผมรู้แล้วว่าผมนั้นถูกจริตกับครูบาอาจารย์ท่านไหน
นอกจากการจะได้ฟังธรรมมะเป็นจริงเป็นจังเกือบ 2 เดือนเต็มแล้ว อานิสงส์ที่ได้จากการนอนรักษาตัวคือ ผมเลิกกาแฟได้ แต่ก่อนต้องดื่มทุกเช้า ไม่อย่างนั้นง่วงนอน เขียนหนังสือไม่ออก แล้วผมดื่มกาแฟเข้มมาก ดื่มมานาน แต่ก่อนต้องใส่ครีมเทียม ใส่น้ำตาลนิดเดียว ต่อมาก็ดื่มแบบกาแฟดำ พอป่วยก็เลิกดื่มไปเลย
อีกอย่างหนึ่งที่ได้มาคือ พลอยอดข้าวเย็นไปเลย แรกๆก็เพรากลัวจะนอนคว่ำไม่ครบ 16 ชม. ก็เลยกินข้าวมันวันละ 2 มื้อ มื้อเช้า แล้วซื้อมื้อเที่ยงมา มื้อเย็นมันยุ่งยากนักก็เลยอดซะเลย แต่บางวันก็กินผลไม้บ้าง ไม่กินอะไรบ้าง แล้วแต่ ผมเพิ่งจะมาทานข้าวเย็นก็เมื่อเริ่มออกงานได้แล้วนี่เอง แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ก็กลับมาไม่กินข้าวเย็นก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไร ซึ่งถ้าจะว่าไป ถ้านอนอย่างเดียวทั้งวัน แล้วกินครบ ๓ มื้อผมว่ากว่าจะหายจากตาบอด ผมคงเป็นโรคอ้วนหนักกว่าเดิม การไม่กินข้าวเย็นเลยลดพลังงานไปสะสมเลย ถ้าจะเป็นอานิสงส์ก็คง 60 วันที่ผ่านมานี่เอง
ในระหว่างนี้ ผมทำตามคำสั่งที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัด แรกๆ หมอยังไม่ให้ทำงาน ผมก็ไม่ทำแม้กระทั่งการซักผ้าก็ไม่แตะ ผ้าเลยกองพะเนินเทินทึก ผมมาแอบซักผ้าก็เมื่อผ่านไป 20 วันแล้วที่หมอเริ่มผ่อนคลายให้ผมบ้าง
ในช่วงแรกๆ ผมไม่เล่นอินเตอร์เนตไม่ใช้สายตาอะไรเลย แต่พอเริ่มผ่อนคลายก็เริ่มเล่นเนตได้ ซึ่งเป็นช่วงกรณีวัดธรรมกายเริ่มมีเรื่องพอดี จึงเห็นผมเข้าไปแจมเป็นระยะๆ แต่ก็เล่นนานไม่ได้ จ้องจอนานๆ น้ำตามันจะไหล ไม่ใช่ว่าซึ้งอะไร แต่เข้าใจว่ามันเบลอๆ ตามันเลยทำงานเอง ต้องหลับตา ช่วงนี้ผมดูไลน์ เล่นเฟสบุ๊คได้ แต่ต้องแว่บๆ ไม่นาน ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว
ผมมีภารกิจต้องเขียนบทความส่งหนังสือพิมพ์ที่ผมมีคอลัมน์อยู่ทุกสัปดาห์ โชคดีที่ก่อนนั้นผมเขียนสต๊อกงานไว้ก่อนแล้ว อาทิตย์หลังจากผ่าตัด ผมเลยเอางานที่เขียนสต๊อกส่งไปก่อน กว่าจะได้เขียนใหม่ เวลาก็ล่วงไป ๑๕ วัน เริ่มคุ้นชินกับการมองแป้นพิมพ์ดีดไม่ชัดแล้ว แต่พอได้นั่งเขียนจริงๆ ภาพมันจะเบลอๆ จ้องจอนานไม่ได้ แต่ก่อนผมจะเขียนงานรวดเดียวเสร็จ ตรวจปรู๊ฟคำผิดถูก เลือกรูปประกอบ อะไรเสร็จในคราวเดียว แต่พอตาเราไม่ปกติ เลยต้องทำทีละส่วน วันนี้เขียนเรื่องเสร็จแล้วนอน วันรุ่งขึ้นมาตรวจปรู๊ฟ วันต่อมามาเลือกรูป แล้วจึงค่อยส่งงาน
ส่วนงานหนังสือเล่มบางโครงการที่เริ่มงานค้างไว้ต้องหยุดก่อน ส่วนนิตยสารที่เขียนให้เขาเป็นรายเดือน เลยไม่ค่อยเร่งรัดในเรื่องเวลามากนัก
แต่ผมก็ยังไม่ตกข่าวสาร เปิดทีวีสดับข่าวมันทุกช่อง ฟังแต่เสียง ไม่ดูภาพ เหตุการณ์บ้านเมืองมีอะไรผมไม่พลาดการรับรู้ นอกนั้นก็นอนคว่ำอย่างเดียว
ในหนึ่งวันมี 24 ชม. ถ้าหมอให้ผมนอนคว่ำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 16 ชม. ผมก็จะมีเวลาพักผ่อนอิริยาบถอื่นๆได้อีก 8 ชม. ใน 8 ชม.นี้ไว้ทำธุระส่วนตัวบ้าง เดินไปทานข้าวบ้าง ผมยังหาโอกาสลงไปเช็ดรถ สตาร์ทรถบ้าง เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ แล้วก็ขึ้นมานอนคว่ำต่อ ทำให้ได้ให้มากที่สุด จะได้หายไวๆ
แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ก็น่าเบื่ออย่างมาก เบื่อจนหงุดหงิด แต่ต้องทำใจและคิดเสียว่าถึงเราจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุปัจจัยมันก็ต้องเป็นแบบนี้ ทุกข์ร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่วางเฉยและทำใจให้สบายๆ ยอมรับว่ามันต้องเกิดขึ้น ปลอบใจตัวเองว่า ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว แม้การนอนพักผ่อนนี้มันจะผิดท่าผิดทางที่เรานอนสบายๆก็ตามที เรียกว่ายอมจำนนแบบไม่มีทางสู้กับมันจริงๆ ...

11130200_10152744807036850_7305704357162735832_n

มิตรสหายและความเจ็บป่วย….

มีใครกล่าวไว้ก็ไม่รู้ ผมไปอ่านเจอมาก็ชอบใจ ก็จำมาเรื่อย เขาบอกว่า .....ตอนที่เราเป็นเด็ก เราจะมีเพื่อนมาก แต่จะมีคนที่เรารู้จักน้อย แต่เมื่อเราโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่ เราจะมีคนรู้จักมากขึ้น แต่เราจะมีเพื่อนน้อยลง.....มาคิดๆดูก็น่าจะจริง เพราะครั้งเราเด็กๆ มีแต่เพื่อนๆ บางคนติดเพื่อน ขนาดมีแฟน ไปเที่ยวกะแฟนแท้ๆ แต่ดันมีเพื่อนไปในกลุ่มเดียวกันด้วย มาตอนนี้นึกย้อนไปอีกที แล้วมันจะเป็นการเที่ยวกะแฟนตรงไหน แต่เพราะสังคมเราตอนนั้นเลยมีแต่เพื่อน เพื่อนทุกช่วงเวลา พอเราเป็นผู้ใหญ่ มาทำงานเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ต้องพบปะ เจอะเจอกับผู้คนมากมาย คนที่มาเกี่ยวข้องก็ล้วนแล้วแต่คนที่ต้องมาร่วมงาน มาทำงานด้วยกันบ้าง จะเรียกว่าคนรู้จักก็ได้ ส่วนนี้มันมากขึ้น แต่มันไม่ใช่เพื่อน จะเห็นว่าพอเราไปทำงานที่หนึ่งเราก็มีเพื่อนร่วมงาน แต่เวลาเราย้ายที่ทำงาน เราไม่ได้ผูกพันอะไรกับเพื่อนที่ทำงานเก่ามากนัก อาจจะมีบางคนที่สนิทกันเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งองค์กร แต่เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยหรือเพื่อนเรียนมัธยมนี่ จะรักกัน คบกันยาวนาน ภารกิจการมีครอบครัว ความเป็นตัวตน จะมากขึ้น ภารกิจร่วมกับเพื่อนจะค่อยๆ กร่อนลง เพื่อนจะค่อยๆหายไปทีละคน ไม่ได้โกรธขึ้งกัน แต่พอไม่ค่อยมีกิจกรรมร่วมกัน มันก็จะหายๆ ห่างๆกันไปเองโดยปริยาย คำกล่าวข้างบนผมถึงว่ามันก็จริงของเขา
อาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ได้เจอะเจอพี่ๆน้องๆที่ไม่ได้เจอตัวกันนาน ส่วนใหญ่ก็ถามไถ่พูดคุยกันในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย มีธุระปะปังจริงๆ จึงได้โทรศัพท์คุยกัน
ที่โรงพยาบาล ผมมีน้องๆ ครั้งเรียนมหาวิทยาลัย มาเฝ้ามาเยี่ยม ตั้งแต่วันแรกที่ไปนอนโรงพยาบาลจนวันผมกลับมาพักฟื้นที่บ้าน นิตย์ อ้วน จาก มูลนิธิโลกสีเขียว, อ้วน+มุ้ย มาตั้งแต่วันแรก ขาดเหลืออะไรบอกได้นะพี่ บังเอิญผมยังไม่ขาด (แต่ก็ไม่ได้เหลือ) เลยไม่ได้ใช้บริการสองคนนี้, , มด อุตส่าห์ลางานมาเดินเรื่องเอกสารให้, ส่วนจุ๋มมาเฝ้ามาดูที่โรงพยาบาลตลอด ๓ วัน เผื่อขาดเผื่อเหลืออะไร นี่เป็นน้องๆจากมหาวิทยาลัย ...,ส่วนที่ รพ.นั้น ก้อย ช่างกลโรงบาล มาตามเรื่องเอกสารให้อะไรให้ , พร สิงห์มือซ้าย น้องที่ชมรมโอเคเนเจอร์มาเยี่ยมพร้อมพาเสือ แฟนหนุ่มมาดเข้มมาเยี่ยมด้วย เสียดายที่ไม่ได้เงยหน้ามาคุย มาตอนต้องนอนคว่ำหน้าพอดี แล้วยังมีเพื่อนๆที่เคยเที่ยวป่ากันมานาน จุ๊บ จาก รพ.ราชวิถี ปูด-พี่ตี่ มาพูดคุยวันที่ผมออกจากห้องผ่าตัด ส่วนเจ๊โหนก เพื่อนเดินป่าด้วยกัน รักกัน สนิทกัน มานั่งคุยเป็นเพื่อนอยู่ตั้งนาน ส่วนออยไม่ได้มาเยี่ยมเอง แต่โทรมาถามไถ่ แสดงความห่วงใย มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะพี่ ส่วนพี่ขจิต จากช่อง 11 เป็นทั้งรุ่นพี่สื่อมวลชนและเพื่อนเดินป่ากัน มาเยี่ยมวันสุดท้ายแล้วพามาส่งบ้าน เพราะถือว่าร่วมชะตากรรมตั้งแต่ผมตาบอดที่ต่างจังหวัด ได้พี่ขจิตนี่แหละขับกลับมาแทน
ผมกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ช่วงแรกๆ บอกตามตรงครับว่าเจ็บแผลบ้าง และยังปรับตัวกับการที่มีอะไรมาปิดตาข้างหนึ่งไม่ได้ นอนมันทั้งวันทั้งคืน ไม่อยากรับแขกอะไร เปี๊ยก บก.จากบางกอกโพสถ์ ที่อยู่ในเมืองทองเหมือนกัน โทรมาถามตลอด พี่กินข้าวยังไง อยู่คนเดียวได้ไหม คือถามไถ่จนผมเกรงใจ จะมาเยี่ยม ผมบอกไม่ต้องหรอก อยู่ได้ แต่เปี๊ยกก็โผล่มาเยี่ยมจนได้ แล้วยังถามไถ่มาเป็นระยะๆ ขอบใจมากๆเลย
ล้ง+ ตุ๊ก น้องนักข่าวจากช่อง 11 ที่มาเยี่ยมถึงบ้านเช่นกัน มาถามไถ่มาดูอาการ ซ้ำยังโทรมาถามไถ่เป็นระยะๆ ขอบคุณในความห่วงใยอย่างมาก
แต่อย่างที่ผมบอกว่าช่วง 5 วันแรก ผมยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เลยไม่อยากรับแขก น้องๆผมที่มหาวิทยาลัยนัดกันจะมาเยี่ยม ผมต้องเบรกว่าอย่ามาเลย ครอบครัวเจี๊ยบ+ นก อะไรเหล่านี้ จะมาเยี่ยมกัน ผมต้องบอกไม่เป็นอะไรแล้วไม่ต้องมาหรอก บอกตามตรงว่าอยากนอนคว่ำอย่างเดียว นอนให้มันมากที่สุด จะได้หายไวๆ อีกอย่างเราก็นั่งพูดคุยไม่ได้ปกติ ต้องคว่ำหน้ามันก็เลยทุลักทุเล เลยบอกปฎิเสธความหวังดีน้องๆไป น้องกลุ่มนี้ยังโทรมาถามไถ่อาการเป็นระยะๆ
นอกจากนี้มีน้องๆไปเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล แต่ผมกลับมาบ้านซะก่อน อย่างป๊อบ จากคมชัดลึก ไปก็ไม่เจอ บี น้องจากโอเคเนชั่น พี่ปิ๋ว..เห็นว่าไปแล้วไม่เจอผมเช่นกัน
มีมิตรสหายจากโอเคเนชั่นโทรศัพท์มาถามไถ่อาการบ้าง เพราะเดินทางมาลำบากและมีภารกิจกันทั้งก่อนผมจะเข้าโรงพยาบาลมีภารกิจร่วมกันในการทำกิจกรรมด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ เลยโทรมาถามไถ่ แตน-บก.ชาลี-ชัย แมนยู ขอบคุณครับขอบคุณ
ยังมีหลายคนถามไถ่มาในเวบเพจในเฟสบุ๊คบ้าง ในไลน์บ้าง บางคนไม่เคยเจอตัวจริง คุยกันแต่ในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งแฟนคอลัมน์ผมจากหน้าหนังสือพิมพ์ ที่แอดมาเป็นเพื่อนกัน พอรู้ข่าวคราวก็ถามไถ่อาการมาตลอด เพื่อนบางคนโทรมา อย่าง อ.สมชาย หนองฮี หรือ ออย ประดิธร โทรมา ด้วยความที่ผมปิดโทรศัพท์เพื่อจะได้ไม่ตื่นมารับโทรศัพท์ ก็มาเห็นเอาก็หลายวันแล้ว
ผมถึงบอกว่า พอเราอายุมาก เรารู้จักคนมากขึ้น แต่เพื่อนจะน้อยลง เพื่อนไม่ต้องอะไรมาก แค่ถามไถ่ข่าวคราว ก็โอเคแล้ว ผมยังถือว่าโชคดีที่มีทั้งคนรู้จักและมีทั้งเพื่อนอยู่บ้าง อดนึกไปถึงว่าดีเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบเสียทีเดียว นึกถึงลุงที่มานอนเตียงข้างๆผม ที่แกมาคนเดียว รักษาคนเดียวและเดินทางกลับคนเดียว ว่าแกเป็นอย่างไรบ้างในวันนี้
แต่อนุสรณ์สติในการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า ถึงจะมีเพื่อนหรือมิตรสหายที่รักที่ห่วงใยกันมากมายเพียงใดก็ตาม เราก็ต้องอยู่คนเดียว ต้องยอมรับในการอยู่คนเดียวให้ได้ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องไปคนเดียว นี่เป็นสัจธรรมของชีวิตจริงๆ บางคนบอกเหงาๆ ต้องปรับตัวเผชิญกับความเดียวดาย จงมีความสุขกับการที่ไม่มีใคร เพราะสุดท้าย แต่ละคนก็ต้องไปอย่างเดียวดาย
ความเจ็บป่วยให้ข้อคิดที่ดีแก่ตัวได้เป็นอย่างดี จึงขอเรื่องแบบนี้อย่าได้เกิดกับใคร เตรียมตัว ฝึกตนอย่าให้ตั้งในความประมาท ตาเป็นสิ่งสำคัญ ไปตรวจทุกปีหรือบ่อยกว่านั้นก็ได้ เพราะถ้าเราไม่รู้ตัวมาก่อนไปบอดไปเกิดเหตุขณะเราขับยวดยาน หรือขณะควบคุมเครื่องจักรกลนี่เป็นเรื่องสำคัญ
แต่ก่อนเราอาจจะไม่รู้คุณค่าดวงตามากนักจนอาจจะลืมนึกถึงไป ผมบริจาคดวงตาให้สภากาชาดมาตั้งแต่ปี 2530 เลยต้องซ่อมตาให้ดี ไว้ให้เผื่อผมไม่ได้ใช้มันแล้ว ใครจะได้เอาไปใช้ต่อได้โดยไม่ชำรุด พร้อมใช้งานได้เลย เลยเตรียมไว้ให้เขาก่อน
ดวงตา...เป็นสิ่งสำคัญ ถนอมไว้ให้มากๆครับ.....
7_resize_resize

ท้ายสุด ผมเขียนบรรทัดสุดท้ายนี้ของเรื่องนี้ในวันที่ 12 เมษายน 2558 ช่วงเช้าผมยังเห็นแก๊สในตาผมประมาณหัวไม้ขีด เล็กๆ ลอยอยู่แต่บางทีก็จางหายไป เป็นสัญญาณว่ามันจะหายเป็นปกติแล้ว ผมคาดว่าอีกวันหรือสองวัน ตาผมจะไม่มีแก๊สที่มาจากการรักษาหลงเหลืออยู่เลย พอสัก ๕ โมงเย็น ผมก็มองหาแก๊สในตาผมไม่เจอแล้ว สิ่งที่แม้จะลืมตาหรือหลับตาก็เห็นมันอยู่ในตามาตลอด ๖๐ กว่าวัน ต่อไปผมจะไม่ต้องมีมันมากวนชีวิตผมแล้ว เป็นอันว่าหมดเวรหมดกรรมกันเสียที...
ขอบคุณในโชคชะตา
ขอบคุณมิตรสหาย
ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ผมไม่กลายเป็นคนตาบอดเอาตอนแก่
ไม่มีอะไรมากนอกจากคำว่า...ขอบคุณ
@@@@@@@@@

แนะนำให้อ่านต่อ