ครั้งหนึ่งผมเคย…ตาบอด ตอน ๑

DSC_6728_resize
ครั้งหนึ่งผมเคย...ตาบอด ผมก็เหมือนเราๆ ท่านๆ ทั่วไป ที่ดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างปกติ เช้าตื่นขึ้นมา ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน ทานอาหาร ทำงาน เล่นกีฬา พักผ่อน กลับบ้าน อาบน้ำ นอน วนไปวนมาแบบนี้วันแล้ววันเล่า ถือเป็นการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติ ถ้าช่วงไหน เจ็บไข้ได้ป่วย ก็รักษากันไป การทำงานปกติของร่างกายที่เป็นปกติ เป็นอันโนมัติ ทุกวันทุกคืน อย่างการหายใจเข้าออก การขยับแขนขา การลืมตาดู ฯลฯ เหล่านี้เป็นอัตโนมัติ จนเราไม่เคยคิดจะมาใส่ใจถึงมันมาก่อน เพราะตลอดช่วงเวลา เราไม่เคยต้องบังคับให้ร่างกายหายใจ ไม่เคยต้องบังคับให้ลืมตา มันเป็นโดยอัตโนมัติ อัตโนมัติจนเราลืมไปว่ามันมีวันชำรุด พังเสียหาย เหมือนๆกับส่วนอื่นๆในร่างกายเรา แต่เราไม่รู้น้อยคนถึงจะรู้ ทันทีที่รู้ว่าตัวเองตาบอดไปข้างหนึ่ง เป็นช่วงที่ผมกำลังขับรถเดินทางออกทำงานต่างจังหวัด ยอมรับเลยครับว่า...ตกใจ และใจเสียอย่างมาก....นี่เราต้องกลายเป็นคนตาบอดเลยเหรอ ตอนนั้นยังไม่คิดไปถึงว่า มีคนตั้งมากมายที่เขาก็ดำเนินชีวิตได้ด้วยตาเพียงข้างเดียว ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่า เราต้องไม่บอด ต้องหาวิธีการรักษาให้ได้ เราต้องไม่ตาบอด ผมใช้เวลารักษาอยู่เกือบ 2 เดือนเต็ม กว่าจะกลับคืนมาจนเกือบปกติ และพูดไม่ได้ว่ากลับมาดีเหมือนเดิม 100% มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกี่ยวกับตาของผมหลังจากที่กู้การตาบอดมาได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ เพื่อบอกกล่าวเป็นการเตือน เป็นตัวอย่างให้แก่ทุกๆคน เพื่อจะได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่มีใครคิดว่า จากชีวิตปกติทั่วๆไปในแต่ละวัน แล้ววันหนึ่งเราก็กลายเป็นคนตาบอดขึ้นมากะทันหัน เป็นใครก็ใจเสีย ตัวอย่างของผมจะเป็นการเตือนให้เราป้องกันตัวเอง อย่าไปให้ถึงกับเกิดวิกฤติแบบผม ผมหวังว่าประสบการณ์ของผม น่าจะเกิดประโยชน์กับท่านทั้งหลายบ้าง แล้วแต่ใครจะหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ตรงไหนได้ มาฟังวิกฤติการที่ผมฟันฝ่ามันมาจนถึงวันนี้.....
 

 



 

1......เกิดเหตุ

ช่วงรอยต่อระหว่างปีใหม่และปีเก่า ใครที่อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวหรือถ่ายภาพ ก็ต้องรู้ว่าช่วงนี้เป็นเวลาทองของการถ่ายภาพธรรมชาติ พื้นดินที่เพิ่งจะห่างฝนมาไม่นาน ยังคงมีความชื้นในพื้นดิน ต้นไม้หลายชนิดถือเอาช่วงนี้ผลิดอก ออกผล ท้องฟ้าช่วงนี้ เป็นช่วงที่ฟ้ายังคงใส ไม่มีหมอกฟุ้งๆปนในอากาศ พอมีเมฆหลงเหลือบนฟ้าบ้าง ทุกๆปี บรรดาช่างภาพก็ล้วนมีจุดหมายในการออกถ่ายภาพธรรมชาติช่วงนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะเป็นเวลาทองของการขึ้นภาคเหนือ
จากสภาพอากาศที่เพี้ยนไปอย่างมาก ทำให้การคาดคะเนการผลิบานของดอกพญาเสือโคร่งมีความไม่แน่นอน ย้อนหลังไปเป็นสิบปี เป็นที่รู้กันของบรรดาคนถ่ายภาพว่า ดอกพญาเสือโคร่งบานฝนช่วงปีใหม่ ก่อนหลังก็ราวๆ 10 วัน แต่มาระยะหลังๆนี่ ชักเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีดอกพญาเสือโคร่งบานไวตั้งแต่อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนก็มี หรือบางปี ช้าสุด ถึงอาทิตย์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ก็มี หลังๆนี่ การไล่ล่า “เสือ” ของบรรดาช่างภาพจึงเป็นอะไรที่ต้องลุ้น ลุ้นว่าขึ้นไปแล้วจะเจอไหมหรือผิดหวังกลับมา
ปี 2558 ผมเดินทางไปเยือนภูลมโลช่วงปีใหม่พอดี ปรากฏว่า จากเนื้อที่นับพันไร่บนภูลมโล ของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีต้นพญาเสือโคร่งออกดอกบานกัน 2 ต้น ซ้ำยังบานแค่กิ่ง สองกิ่ง แต่กระนั้น นักท่องเที่ยวก็ยังมากันอย่างมาก และผิดหวังกลับไป รวมทั้งผมด้วย

ผมพกความผิดหวังกลับไปกรุงเทพและหมายมั่นปั้นมือว่า ปีนี้ต้องมาล่าเสือที่ภูลมโลให้ได้ ในระหว่างนั้น ผมก็มีกำหนดการเดินทางไปถ่ายภาพท่องเที่ยวมากมาย ติดๆกัน ไปตรัง-สตูล-ตะรุเตา-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ลำปาง-เรียกว่าไปจนแทบไม่ว่าง ไปเครื่องบิน ขึ้น-ลง บางทีก็นั่งรถ ขับเองบ้าง มีคนขับบ้าง นั่งเรือลงทะเล ดำน้ำ ถ่ายรูป เรียกว่างานซ้อนกันชนิดที่พอลงเครื่องสองทุ่ม 3 ทุ่ม มีรถมารับไปอีกที่ ถือเป็นช่วงที่ผมพักน้อยมากและเดินทางบ่อย จนต้องปฏิเสธงานซ้อนๆกันออกไปหลายงาน เลือกเฉพาะงานที่เราคุ้นเคยกับคนชวน ถือว่าไปช่วยๆกัน หรืองานที่เราอยากไปเท่านั้น

สำหรับช่วงเกิดเหตุ เป็นการเดินทางไป ภูลมโล-ภูหลวง-เชียงคาน-ปากชม-สังคม-หนองคาย-อุดร-กุมภวาปี เป็นทริพเดินทางที่ผมเซ็ทขึ้นมา เพื่ออยากเดินทางไปถ่ายรูป พอได้โปรแกรมก็จะชวนมิตรสหาย ใครอยากไปบ้าง โดยใช้รถยนต์ เช่นใครมีรถ ก็มาดูว่าจะเอารถใครไปในทริพนั้น ให้มันสัมพันธ์กับเส้นทางที่จะไป เพราะส่วนใหญ่ผมจะรู้สภาพทาง รู้ว่าจากไหน ไปไหน พักที่ไหน แต่ละวันผ่านอะไรบ้าง คืออยู่ในหัวทุกอย่าง แล้วก็ชวนพรรคพวกไป ส่วนใหญ่ก็จะคุ้นๆกัน เคยเที่ยวกันมาแล้ว จะเอารถใครไปก็แล้วแต่ แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะเป็นคนขับ เพราะขี้เกียจอธิบายทาง ยิ่งทางขึ้นเขาลงห้วย ผมจะรู้ว่าทางชันหรือไม่จะได้รู้กำลังรถ ผมจึงอาสาขับเองตลอด ไปก็จะหารค่าใช้จ่ายกันทั้งหมด ไปกี่วันก็แล้วแต่โปรแกรมที่เซทกัน ส่วนใหญ่จะมีคนล้นทุกครั้งเพราะรถจะรับได้เต็มที่ไม่เกิน 5 คน แล้วผมมักพาไปที่ที่ใหม่ๆ สวยในช่วงนั้นเพราะผมต้องไปถ่ายรูป ข้อมูลอยู่ในหัวผมทั้งหมด สมาชิกที่ไปบางคนไม่รู้ว่าไปไหนบ้าง รู้แต่จังหวัดที่ไป แต่ใครไปแล้วไม่ผิดหวังสักคน ไปแบบกางเต็นท์นอน กินอาหารระหว่างทาง เสียค่าใช้จ่ายกันน้อยมาก เพราะแบบนี้ ทุกครั้งจึงมีคนไปเต็มเกือบทุกที(ท่านผู้อ่านสนใจอยากไปแจมก็เข้ามาตามดูในเพจตะวันยิ้มแฉ่งบ่อยๆ ขอแต่ให้เป็นคน กินง่าย นอนง่าย อย่าเรื่องมาก อย่าซักคนนำ(ผมนี่แหละ) เพราะขี้เกียจตอบ เดี๋ยวก็รู้เอง เจอเอง )

ทริพนี้ ผมกะจะไล่ล่าดอกพญาเสือโคร่งที่ภูลมโลให้ได้ รวมทั้งไปเก็บทะเลบัวแดงที่อุดรอีกครั้ง แม้จะเพิ่งไปมาช่วงปีใหม่ก็ตาม (เพราะช่วงปีใหม่คนมหาศาล ไม่เหมาะกับการถ่ายรูป เลยต้องไปอีกครั้ง) เลยกะเอาช่วง 26-29 ม.ค.58 เป็นช่วงเดินทาง
ผมกลับจากไปท่องทะเลตราดมาถึงกรุงเทพตอนกลางคืนราว 4 ทุ่ม ก็รีบเก็บข้าวของ เพราะวันรุ่งขึ้น วันที่ 26 ม.ค.58 จะมีพรรคพวกมารับผมที่คอนโดเพื่อเดินทางกัน ตอน 8 โมงเช้า ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทริพนี้ มีเพื่อนร่วมเดินทาง 4 คนสบายๆ ใช้รถ มิว 7 ของพี่ปิ๋ว มีพี่ขจิตที่ช่อง 11 ไปด้วย และคุณจุ๋ม แฟนพี่ยักษ์ ร่วมเดินทาง ถือเป็นทริพที่สบายมาก ไม่แน่นเกินไป เราออกเดินทางตามปกติ โดยมีผมเป็นคนขับเช่นทุกครั้ง ไปแวะทานขนมจีนที่หล่มสักเป็นมื้อกลางวัน เสร็จแล้วก็ขึ้นภูหินร่องกล้าทางด้านหล่มเก่า เห็นรถตู้นักท่องเที่ยวจอดเอาหินหนุนระหว่างทาง คนโดยสารมาช่วยกันเข็น ซึ่งเป็นปกติของทางขึ้นภูหินร่องกล้าด้านนี้ที่ชันมาก มีโค้งหักศอกขึ้นต่อเนื่องหลายจุด รถที่กำลังไม่ดี หรือคนขับไม่รู้ทาง ก็จะเป็นอย่างรถตู้ที่เห็น
แต่ผมใช้ทางเส้นนี้บ่อย จึงขับได้ฉิว พาพรรคพวกไปดูลาดเลาที่ภูทับเบิก ปรากฏว่ามันออกเป็นใบหมดแล้ว ก็ออกจะใจแป้วนิดหน่อย เกรงว่าที่ภูลมโลก็จะออกเป็นใบเหมือนกัน เพราะถือเป็นบริเวณเดียวกัน พอที่ภูทับเบิกไม่สวยผมก็เลยไม่แวะ ย้อนกลับแล้วเดินทางสู่บ้านม้งร่องกล้า ปากทางสู่ภูลมโลทันที

ปีนี้มีข่าวมาว่าจะไม่ให้เอารถขึ้นภูลมโล แต่ต้องมาเช่ารถชาวบ้านขึ้น ปรากฏว่ามีการโวยกันจนกระทั่งต้องยอม ใครที่สมรรถนะรถพอขึ้นได้ก็เอาขึ้นเอง แต่รถเก๋งไม่ชำนาญทาง รถไม่เหมาะวิ่งทางลูกรังก็เช่ารถชาวบ้านขึ้น สำหรับผมตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ถ้าขึ้นไปแล้ว ถ้าเขาไม่ให้ค้าง เราก็ลงมานอนที่บ้านร่องกล้า มีที่กางเต็นท์แถว สนง.เกษตรที่สูง ไม่ก็ย้อนไปถึงอุทยานฯก็ได้
แอบใจชื้นนิดหนึ่งตรงที่ต้นพญาเสือโคร่งที่บ้านร่องกล้ากำลังบานพอดี ด้วยความชำนาญทาง ผมไปถึงบ้านร่องกล้าก็หักพวงมาลัยขึ้นเขาไปทันที ไม่แวะที่หมู่บ้านเลย ทางนับจากบ้านร่องกล้าเป็นทางดิน เมื่อ 2-3 ปีก่อนทางแย่มาก ต้องเป็นรถ 4 WD เท่านั้น แต่ปีนี้มีการมาเกรดทางแม้จะยังเป็นทางดิน แต่ก็มีฝุ่นอยู่ดี ผมบอกมิตรสหายว่าห้ามเปิดกระจกเด็ดขาด เพราะเป็นคนแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น เจอแล้วจะหายใจไม่ออก ผมต้องพกยาไปด้วยตลอด

เส้นทางก็เป็นปกติของมัน บางช่วงทางอาจจะดูแย่บ้าง แต่ มิว 7 ไปได้สบาย ทางเส้นนี้น่าปั่นจักรยานอย่างมาก ขึ้นไปจนเข้าสู่อาณาจักรของต้นพญาเสือโคร่ง ก็ใจเสีย เพราะมันออกใบกันเยอะแล้ว ออกไปหลายแปลง ดอกแทบไม่มี ยังนึกในใจว่า ทำไมเราไล่ล่ามันไม่ได้สักทีนะปีนี้ มาครั้งไหนก็พลาดหมด (ก่อนผมไปทะเลตราด ก็ขึ้นเหนือไปขุนวางมาครั้งหนึ่งแล้ว ก็พลาด เพราะมันยังออกดอกไม่เต็มที่ ออกเพียง 40% )ก็ขับไปเรื่อยๆ จน จะบ่าย 4 โมง ไปถึงแคมป์คนงานปลูกป่า ตรงนี้จะเป็น 3 แยก ทางหนึ่งขึ้นไปบนยอดภูลมโล แต่ก่อนให้คนกางเต็นท์ได้ แต่ปีนี้ดูเหมือนเขาจะห้าม ก็เลยถามคนงานว่าที่ไหนพญาเสือโคร่งยังพอบานบ้าง คนงานบอกต้องไปอีกครับ ผมก็เลยมุ่งไปทางที่จะลงไปทางเมืองเลย ปรากฏว่า ทางด้านนี้ยังบานเหลือราว 70% แต่ก็มีใบแจมแล้ว คือเลยช่วงที่มันบานเต็มที่มาแล้ว ใบเริ่มมาแล้ว 30% แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว ก็ถ่ายรูปดอกไม้ เก็บแสงยามเย็นที่ค่อยๆ แสงอ่อนลงเรื่อยๆ เรียกว่าถ่ายรูปไปได้นิดเดียว แสงก็ต่ำแล้ว ผมเลยชวนพรรคพวกกลับไปหาที่นอนกัน เดิมกะไปนอนที่บ้านม้งร่องกล้า เช้าค่อยขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วค่อยลงทางเมืองเลย

ครั้นพอย้อนไปถึงแคมป์คนงาน ถามเขาว่ากางเต็นท์ได้ไหม พอเขาบอกได้ เลยขออนุญาตกางเลย เพราะเครื่องนอนเรามีไปกันครบ แต่ละคนมีถุงนอน มีเตนท์กันหมด พอได้ที่กาง ก็ต่างจัดการเองได้เลย มื้อเย็นเราโชคดีที่ซื้อผลไม้ กล้วยติดใส่รถไปอยู่แล้ว บังเอิญ แคมป์คนงานเขาเอาพวกมาม่า มาขายให้นักท่องเที่ยวที่แวะมา อาหารมื้อเย็นเราก็เลยไม่กังวล กินกันไปตามเรื่อง
ขนาดช่วงที่เราไปนั้นปลายเดือนมกราคมแล้ว นักท่องเที่ยวยังมีขึ้นมาไม่ขาด ทั้งเหมารถมาจากทางเมืองเลย บ้างก็มาจากบ้านร่องกล้า แต่ไม่ค่อยมีใครค้างบนนี้ เพราะ ไม่มีไฟฟ้า น้ำก็ไม่ค่อยสะดวก ห้องน้ำใช้ของคนงานปลูกป่า แต่คณะเราและความขี้เกียจขับรถขึ้นลง ผมก็เลยนอนกันบนนี้ แต่กลางคืนหนาวมาก หนาวจนคิดว่าอีก 2 คืนที่เหลือ จะไหวหรือเปล่า

2...ไม่รู้ตัวว่าตาบอดแล้ว

 27 ม.ค.58 ผมตื่นนอนไม่เช้ามากนัก แต่พี่ขจิต คว้ากล้องทีวี เดินขึ้นไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งผมไม่สนใจเลย เพราะรู้มาแล้วว่า ถ้าจะถ่ายทะเลหมอก ที่สวยต้องเป็นหมอกช่วงฝน หมอกหน้าฝนจะเป็นก้อนสวย ถ้าหมอกหน้าหนาวจะเป็นหมอกฟุ้งๆ ส่วนว่าจะรวมตัวกันเป็นทะเลสวยหรือไม่ ต้องแล้วแต่ภูมิประเทศ ว่าเป็นแอ่งบังลมมากน้อยขนาดไหน และคืนนั้นลมแรงไหม ถ้าลมแรง ผมจะไม่ตื่นไปดูพระอาทิตย์ตอนเช้าเลย เพราะลำพังแค่พระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ถ้าองค์ประกอบทำเลไม่สวย ผมไม่ถ่ายเลย ไม่มีจินตนาการ เช้านี้ก็เช่นกัน ผมจึงตื่นสายๆ กะว่าให้แสงแดดมันพ้นขอบยอดภูลมโลมาก่อน แดดจะได้ลงกระทบดอกไม้ น่าจะได้รูปสวย เพราะวันนี้แดดดี ฟ้าค่อนข้างใสกว่าเมื่อวาน

พรรคพวกทำธุระส่วนตัวกันเสร็จ ก็มาดื่มกาแฟ กินมาม่าเป็นมื้อเช้ากันอีกมื้อที่ร้านค้าคนงาน พอแดดเริ่มแรง เราก็เก็บของใส่รถ มุ่งหน้าสู่แปลงดอกไม้ทางลงด้านเมืองเลย
ไม่ผิดหวังครับ เล่นเอาถ่ายรูปกันเพลินเลย มีรถนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวกันหนาตา ผมเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยวแล้วดีใจแทนประเทศชาติ ต้นพญาเสือโคร่งนี้มาจากป่าที่ปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียไปเมื่อครั้งสมัยคอมมิวนิสต์อยู่บนนี้ เป็นที่ทำกินของเขา เดี๋ยวนี้ แม้ไม่มีคอมมิวนิสต์ มีการปลูกป่าทดแทน โดยมีห้างร้านบริษัทมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพลูกป่า เนื่องในโอกาสในหลวงครบ 60 พรรษา โดยห้างร้านบริษัทออกค่าใช้จ่าย ผ่านกรมอุทยาน กรมอุทยานก็มาจ้างบริษัทปลูกป่า ดูแลรักษา ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ให้วัวกิน พอเข้า 10 กว่าปี เจ้าพญาเสือโคร่งมันก็ออกดอก พอปลูกมากๆ แล้วเวลามันดอก มันก็เลยเป็นสีชมพูทั้งดอย เป็นที่เที่ยวไปโดยปริยาย ชาวบ้านเอง ก็อาจจะไม่คิดว่าปลูกป่าแล้วเขาจะได้อะไร สู้เอามาทำไร่กะหล่ำไม่ได้ แต่พอมันบูมมา 3-4 ปีนี่ ชาวบ้านจะเห็นเลยว่าได้เงินจากการพานักท่องเที่ยวมาดูเป็นกอบเป็นกำ เสียแต่ว่าชาวบ้านบางคนเลี้ยงวัว-ควายแบบเลี้ยงปล่อย(เจ้าของไม่ขึ้นมาเฝ้า นานๆขึ้นมาดู) วัวควายมันก็กินต้นพญาเสือโคร่งบ้าง จนทางโครงการต้องเจียดเงินมาสร้างรั้วลวดหนามล้อมรอบ ถึงกระนั้น ก็ยังเจอร่องรอยมีคนมาตัดลวดหนามให้วัวเข้าไปกินต้นไม้ บางทีแสบกว่านั้น ตัดกิ่ง ตัดต้นลงมาให้วัวควายกินเลยก็มี ยังไม่นับรวมเผาป่าอีก

เล่นกับคนกลุ่มน้อยนี่ปวดหัว ไม่อึด ไม่ใจเย็นจริงนี่มีปัญหาแน่…

ผมก็ถ่ายรูป แวะจุดนั้นจุดนี้ไปเรื่อง จนราวๆ 10 โมงเศษ เวลาหลิ่วตามองภาพผ่านช่องวิวไฟเดอร์ ในกล้อง มันเหมือนมีอะไรมากวน เหมือนมีฝุ่นเข้าตา แต่เราไม่รู้สึกเคืองตา คือตาเป็นปกติทุกอย่าง เพียงแต่เรารู้สึกมีอะไรกวนตา เอามือขยี้ๆ ตาดู ก็ไม่หาย
หรือเหงื่อจะเข้าตาเรา เพราะผมจะแพ้เหงื่อตัวเอง เวลาที่เล่นกีฬา ถ้าเหงื่อเข้าตา จะเป็นเมือกขี้ตามาเคลือบตา ทำให้มองไม่ชัด ต้องเช็ดออก พอเช็ดบ่อยๆ ตาก็จะอักเสบ วิธีแก้คือ นอนพัก พอเช้าขึ้นมา มันก็จะหาย แต่จะมีขี้ตากรัง อาบน้ำก็จะโอเค เวลาผมเล่นกีฬาผมจึงต้องพกผ้าเช็ดเหงื่อไปผืนใหญ่ๆ และเช็ดบ่อยๆไม่ให้เหงื่อเข้าตา คราวนี้ผมถึงนึกว่าน่าจะเหตุแบบนั้นเช่นกัน
ขยี้ตาก็ยังไม่หาย...ไม่เป็นไร เดี๋ยวลงไปข้างล่างค่อยหาน้ำล้างหน้า ลองลืมตาในน้ำ เผื่อฝุ่นผงในตามันออกมา ระหว่างนั้นผมก็ยังเป็นคนขับรถเช่นเดิม ทางลงด้านเมืองเลย บ้านกกสะท้อนนั้น ทางยากกว่าทางมาจากบ้านร่องกล้า หลุมลึกกว่า ฝุ่นหนากว่า แต่ผมเคยขับรถออฟโรดเที่ยวป่ามาเป็นสิบปี ทางแบบนี้หมูมาก ยิ่งไม่มีดินเลนนี่มองทางปุ๊บรู้ไลน์ทางเลย ขับหน้าแล้ง ทางยากยังไงก็ไม่กลัว
จนกระทั่งลงไปถึงด่านอุทยานฯทางเมืองเลย เริ่มเขาหมู่บ้านม้ง เป็นทางลาดยาง การมองเห็นของผมก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรมากวนอยู่ตลอดเวลาเช่นเดิม มองไม่ชัด ไม่คม เป็นซ้อนๆพิกล ต้องกระพริบตาแรงๆ บ่อยๆ เพื่อผ่อนคลายตา

ขับรถไปจนถึงภูเรือ แวะกินข้าว ผมก็ยังอยู่ในอาการไม่สบายตัว เพราะรู้สึกว่าตามันไม่ค่อยชัด จากภูเรือ เลยชวนมิตรสหายขึ้นไปภูหลวงสักหน่อย เผื่อว่ากุหลาบมันบาน ขึ้นไปถึงภูหลวง แล้วก็เดินป่ากันไปตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของเขา ระหว่างนี้ผมก็ถ่ายรูปมันทั้งๆที่มองไม่ค่อยชัดนี่แหละ อาศัยว่ากล้องมันมีระบบออโตโฟกัส เราก็แค่ส่องๆ จัดองค์ประกอบรูปเอา แล้วลด-เพิ่มหน้ากล้องเอาแสงที่ชอบ ตามปกติที่ถ่ายรูประบบเมนวลเหมือนเดิม จนเย็น ถึงลงจากภูหลวงกัน ผมก็ยังขับรถเช่นเดิม มุ่งหน้าไปเชียงคาน ผ่านตัวเมืองเลย ตอนนี้ตาผมล้าอย่างมาก ยิ่งเย็น การมองเห็นก็ชักไม่ค่อยดี แต่แข็งใจว่า ให้ถึงที่พัก คงได้พักตา

คืนนี้เราจะนอนพักบ้านญาติพี่ปิ๋วที่เชียงคาน เป็นบ้านหลังใหญ่ออกมาชานเมือง 3 กม. หัวค่ำ เรายังขับรถเข้าไปในตัวเมืองเชียงคาน ไปเดินเล่น กินข้าวกัน จนราว 2 ทุ่ม ก็ขับรถกลับที่พัก พอเป็นช่วงกลางคืน ผมรู้เลยครับว่าการมองเห็นผมแย่มาก ธรรมดาผมชอบขับรถกลางคืน สายตาผมเยี่ยมมาก ขับกลางคืนได้สบายมาแต่ไหนแต่ไร แต่วันนี้ ระยะแค่ 3 กม.จากตัวเมืองเชียงคานมายังบ้านพัก ผมภาวนาว่าเมืองไหร่จะถึงสักที เพราะกะระยะอะไรไม่ค่อยได้ ผมต้องเปิดไฟสูงอยู่บ่อยๆ เพื่อดูทางข้างหน้า จนถึงบ้านพัก คิดว่าได้นอนพักตา เช้าน่าจะดีขึ้น

DSCF1921_resize

28 ม.ค.58.....เพิ่งรู้ตัวว่าตาบอด 

เราตื่นขึ้นมาเช้ามืด ออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอก ผมยังคงเป็นคนขับเช่นเดิม ดีที่ระยะทางไม่ไกลมาก ไปถึงแล้วก็เปลี่ยนเป็นขึ้นรถชาวบ้านพาขึ้นไป จนกระทั่งถ่ายรูปกันจนสาย ก็ลงมาแล้วกลับมาอาบน้ำที่บ้านญาติพี่ปิ๋วด้วยความหวังว่าจะดีขึ้นจากการอาบน้ำ ล้างหน้า เมื่อวานผมบ่นแล้วว่าตาเหมือนมีฝุ่น มองไม่ค่อยชัด เช้าขึ้นมาพี่ขจิต เลยถามว่าตาเป็นไงบ้าง ผมก็ว่ายังเหมือนเดิม เดี๋ยวซื้อยาหยอดตาดูน่าจะดีขึ้น

จากบ้านพักของญาติพี่ปิ๋ว ผมขับรถเข้าในเมืองเชียงคาน แวะกินข้าวเช้า เช้า ๆ ตายังพอไหว ไม่ล้ามาก แต่ก็ยังเหมือนมีอะไรกวนตา กวนการมองเห็นตลอด ซื้อยาหยอดตามาใส่ ก็ยังเหมือนเดิม ผมก็ยังคงพาพรรคพวกแวะแก่งคุดคู้ ขับขึ้นเขาไปไหว้พระบาทอะไรสักอย่าง แล้วก็เลาะ แม่น้ำโขงมาเรื่อย ถ่ายรูปแก่งนั้น แก่งนี้ตามทางมาตลอด จนกระทั่งสายๆ ก็ล้าตาขึ้นมามาก ระหว่างขับรถมุ่งหน้าปากชม ผมก็เลยเอามือกดตาข้างขวาเหมือนนวด หวังจะผ่อนคลาย โดยใช้ตาข้างซ้ายมอง เอ๊ะ...ทำไมพอเรากดตาข้างขวาแล้วจึงดูชัด ดูไม่มีอะไรมากวนตาละ ด้วยความเฉลียวใจ ผมก็เลยเอามือปิดตาข้างซ้าย หวังให้ตาข้างขวามองแทน

เฮ้ย.....!

ทำไมมองไม่เห็นอะไรเลย
เฮ้ย..ตาเราเป็นอะไร ผมเลยจอดรถข้างทาง แล้วลองปิดตาเช็คดูอย่างจริงจัง ปรากฏว่า ตาข้างขวาผมมืดสนิท เห็นแสงขาวๆเข้ามาด้านบนนิดเดียว นิดจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่ว่ามีแสงเข้ามาแค่นั้น นอกนั้นจอดำหมดเลย ผมลองปิดตาข้างซ้าย ให้ตาข้างขวามอง เผื่อจะเห็นลางๆ ปรากฏว่า ไม่เห็นอะไรเลย ยิ่งถ้าปิดตาซ้าย ตาขวาที่มืดนั้น จะดำมากทางมุมจอล่างซ้าย แล้วค่อยๆลางๆขึ้นไปจนถึงแสงขาวๆที่เข้ามาทางจอด้านบนขวา แต่มองอะไรไม่เห็นแล้ว

ตาขวาผมบอด...!

ทำไมบอด ?

บอดได้ยังไง ?

รักษายังไง?

จะหายมั้ย ?

ทุกอย่างดูจะเป็นคำถามไปหมด

ระหว่างนี้เพื่อนร่วมทางก็ถามกันว่าไหวไหม ผมก็ยังบอกว่าไหว เมื่อตาขวามองไม่เห็น ผมก็เลยหลิ่วตามันซะเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องมีอะไรมากวนตา ก็ดีขึ้นบ้าง แต่ไม่มีใครมาหลิ่วตาได้ตลอดเวลา ผมก็ยังพามิตรสหายแวะดูน้ำตกธารทิพย์แวะดูบึงบัวแดงที่หนองคาย ใจนั้นกะว่าจะค้างที่หนองคายถ่ายรูปสะพานมิตรภาพตอนเย็นๆ ปรากฏว่าเวลายังเหลืออีกมาก ผมก็เลยมุ่งหน้าไปกุมวาปีซะเลย เช้าจะได้ไม่ต้องขับรถไปดูบัวแดงไกล

ไปถึงทะเลบัวแดง บ้านเดียม ความที่ไม่รู้มาก่อนเลยต้องเช่าบังกะโลนอน เพิ่งมารู้ว่าที่วัดบ้านเดียม ก็กางเต็นท์ที่ศาลาวัดได้ ใครที่ชอบเที่ยวแบบกางเต็นท์จำไว้เลยครับ กางเต็นท์บนศาลาได้ ผมนี่เวลาไปไหนไม่ค่อยเสียค่าโรงแรม กางเต็นท์นอนตลอด ตามหน่วยป่าไม้ต่างๆ สวนป่า หน่วยงานทางหลวงข้างทาง ศาลาวัดก็ได้ แม้กระทั่งสนามหญ้าหน้าโรงพักในอำเภอบ้านนอกๆ ผมยังนอนมาแล้ว คราวนี้ไม่รู้เลยเสียเงินห้องละ 350 บาท (ขอบ่นหน่อย..เสียรูปแบบ หมด)

พอรู้ว่าตาตัวเองบอดไปข้าง กลางคืนผมก็โทรปรึกษาพรรคพวก เพื่อนฝูงที่เป็นหมอ เป็นพญาบาล เรารู้จักใครบ้างที่สนิทกัน เที่ยวป่ากันมาเป็นสิบๆปี หมอตงเป็นหมอเด็กนี่นา หมอชวลิตนี่อายุรกรรมน่าจะโอเค พอโทรหา ปรากฏว่าหมอติดธุระยังไม่สะดวกคุย ก็โทรคุยกับพยาบาลหลายคน เขาก็พอบอกมาเลาๆแล้ว ว่าเป็นอะไร รักษายังไง เลยโทรหาหมอเอนี่เป็น อุบัติเหตุฉุกเฉิน หมอเออยู่สุไหงโกลก ได้ความกระจ่างขึ้นเยอะเลย พอเล่าอาการ หมอเอบอก

“ ผมว่าน่าจะเป็นจอประสาทตาพี่ลอกนะ พี่หาโรงพยาบาลเข้าตรวจเดี๋ยวนี้ได้ไหม มันเรื่องฉุกเฉินนะพี่” ผมก็โอเคๆ แต่นึกในใจแล้วว่า มาถึงริมบึงแล้ว ขอถ่ายรูป ทำงานให้เสร็จไปเลยดีกว่า โรงพยาบาลแถวนี้ไม่รู้จะมีหมอหรือเปล่า ดึกแล้วด้วย ระหว่างนั้นผมก็โทรหาเจ้าถิ่น หมอเลิศ ที่เป็นหมอทหาร อยู่ รพ.ค่ายที่อุดร แต่หมอเลิศเป็นวิสัญญีแพทย์ เล่าอาการ หมอเลิศก็ถามว่าเป็นตั้งแต่วันไหน พอเราบอกไป หมอบอกว่าพี่มาหาผมเลยได้ไหม ผมนึกในใจ จากบ้านเดียมไปกุมวาปี แล้วเข้าอุดรอีกนี่ไม่ใช่ใกล้ๆ เลยต่อรองว่า เป็นสายพรุ่งนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมโทรหา หมอเลยบอกว่า ถ้าเป็นตั้งแต่เมื่อวานช่วงสาย พรุ่งนี้มาก็คงไม่ต่างกัน แต่พี่มาแวะตรวจที่ผมก่อนนะ ก่อนกลับกรุงเทพ ผมก็เลยโอเค

29 ม.ค.58.....เริ่มตรวจตาเป็นจริงเป็นจัง 

เช้ายังทำงานเป็นปกติ ลงเรือถ่ายรูปกัน ปวดตา ล้าตาก็หลิ่วตาบ้าง หลับบ้าง จน 9 โมงเช้า ก็ทำงานเสร็จ ผมก็ขับรถเขาเมืองอุดร แวะไปโรงพญาบาลค่ายฯ โทรหาหมอเลิศ หมอบอกให้ไปทำบัตรก่อน เดี๋ยวออกมาหา ผมกำลังยืนกรอกบัตร หมอก็มาสมทบ แล้วพาไปห้องตาทันที เล่าอาการให้หมอตาฟังแล้วมีการหยอดตาขยายม่านตา ด้วยการประสานงานและประกบติดของพันเอก นพ. เลิศ ผมเลยรอไม่นาน ก็ได้เข้าตรวจกับหมอตาของ รพ.ค่ายฯ ที่รอนานคือม่านตาไม่ขยาย สักที พอขยายได้แล้วก็ได้ตรวจ มีคุณหมอมาตรวจโน่นนี่นั่น โดยใช้เครื่องมือ หมอก็ส่องๆๆ แล้วก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ส่องอีก แล้วเขาก็คุยกันด้วยภาษาแพทย์ซึ่งฟังได้แต่ไม่รู้เรื่อง แต่สรุปว่า จอประสาทตาลอกจริงๆ ต้องผ่าตัด แต่ด้วยนิสัยที่มักอยากทำอะไรให้แล้วเสร็จไปเลย ผมบอกผ่าที่นี่เลยได้ไหมหมอ จะได้เสร็จๆ หมอเลิศบอกเรื่องใหญ่พี่ ไปผ่ากรุงเทพดีกว่า แนะนำให้ไปที่ รพ.รามา หมอที่นั่นเก่ง นี่หมอเลิศแนะนำอย่างนี้ แล้วก็ถ่ายรูปดวงตา เป็นเหมือนไข่แดง แต่มีเส้นเลือด และมีจดหมายน้อย หมอเขาเขียนผลการตรวจเบื้องต้น วาดรูปตามาด้วย ซึ่งหมอตาด้วยกันคงเข้าใจ แล้วให้ผมเอาจดหมายนี่ยื่นให้หมอ แถมย้ำว่า...เรื่องฉุกเฉินนะพี่ ช้าไป ตาจะบอดได้ ไม่ได้บอดแบบตอนนี้ แต่จะบอดถาวร รีบรักษาด่วนเลย

ขากลับผมต้องให้พี่ขจิตขับกลับกรุงเทพ เพราะตาผมโดนฤทธิ์ยาขยายม่านตา โดนแสงแดดจะจ้ามากต้องหยีตา พออออกมานอก รพ.โดนแดด ผมก็ไปไม่เป็นเลย สว่างจ้าไปหมด ต้องมีตนจูงมือ ทีนี้เหมือนคนตาบอดจริงๆ ต้องมีคนจูง ผมต้องก้มหน้าหลบแสงตลอด โชคดีที่ผมเอาแว่นกันแดดเพื่อขับรถไปด้วยได้ใส่พอบรรเทา แต่แสงก็ยังสว่างจ้าอยู่ดี ผมเลยหลับตาซะเลย
ระหว่างนั้นผมโทรเล่าความเจ็บป่วยให้ “เปี๊ยก น้องที่เคยเดินป่าเที่ยวด้วยกัน แล้วเปี๊ยกเป็น บก.หน้าท่องเที่ยวที่บางกอกโพสถ์ เปี๊ยกบอกว่าถ้าต้องรักษาอะไรที่โน่น พี่โทรหาเพื่อนเขาชื่อ หยง ซึ่งผมเคยเจอ สมัยที่ผมยังเขียนงานให้บางกอกโพสถ์ แล้วไปเที่ยวด้วยกัน เปี๊ยกกลัวว่าถ้านอนโรงพยาบาลแล้วไม่รู้จักใครจะลำบาก เลยโทรบอกหยงไว้ หยงก็ดีใจหาย โทรมาพี่เป็นไงบ้าง เปี๊ยกโทรมาบอกแล้ว ต้องอยู่อุดรไหม เลยบอกไปว่ากลับไปรักษาเกรุงทพ ขอบอกขอบใจน้องเขาที่เป็นห่วงเป็นใยไม่เจอกันเป็นสิบๆปีก็ไม่ลืมกัน

ผมกลับมาถึงกรุงเทพเอามืดแล้ว ประกอบกับฤทธิ์ยาขยายม่านตาหมดฤทธิ์ไปมาก เลยพอมองเห็นได้แบบเดิม คือมองแบบบอดไปข้างหนึ่ง ที่หมอย้ำว่าเรื่องฉุกเฉินต้องรีบรักษา ผมเลยต้องเตรียมไปโรงพญาบาลรามาแต่เช้า พร้อมทั้งจดหมายน้อยมาจาก รพ.ค่ายฯที่อุดรด้วย

คืนนั้นผมวุ่นโทรหาคนนั้นคนนี้ในวงการแพทย์ พรรคพวกพยาบาลจากหลาย รพ.ที่คิดว่าเขารู้เรื่องพวกนี้ก็โทรถามหมด พรุ่งนี้ไม่รู้จะมีอะไรที่เราจะร่วมรับรู้อีกหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้

30 ม.ค. 58 ไปโรงพยาบาล และขั้นตอนต่างๆในโรงพญาบาล

วันนี้เป็นวันศุกร์ปลายเดือนมกราคม เป็นวันที่ผมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาตัวเอง ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก โชคดีที่ชีวิตนี้ไม่เคยเป็นอะไรใหญ่โต ชนิดต้องล้มหมอนนอนโรงพญาบาล มีก็แต่เป็นมาเลเรียหลายครั้ง ที่ต้องนอนโรงพญาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เพราะคนเที่ยวป่ามากๆ เป็นมาเลเรียทุกคน ผมเป็นมาทุกเชื้อ ขึ้นสมอง ลงตับ สครัฟไทฟัส(ไข้รากสาด) เยอะไปหมด จนชิน นอกนั้นก็เป็นเล็กๆน้อยๆ โชคดีที่มีพรรคพวกเป็นหมอเยอะ เวลาไปเล่นกีฬา เพื่อนที่เป็นหมอ เราก็จะโทรบอกว่าหมอวันนี้มาเปิดคลินิกหน่อยนะ เป็นอันรู้กันว่ามีเรื่องสุขภาพมาปรึกษาข้างสนามกีฬา เป็นนั่นเป็นนี่ ก็บอกไป บางอันซื้อยากินได้หมอก็จะบอกให้ไปซื้อยา ก็เขียนชื่อยาให้ บางอันอาจต้องตรวจอะไรเพิ่มหมอก็จะมาตรวจกันข้างสนาม ส่วนใหญ่ไม่มีอะไรมาก ซื้อยากินธรรมดา มาครั้งนี้ที่ต้องมาเข้าระบบตรวจรักษาอย่างจริงจัง

ผมไปถึง รพ.รามา เกือบ 9 โมงเช้า ไปทำบัตรคนไข้ แล้วถือแฟ้มไปแผนกตาพร้อมจดหมายน้อยแนบไปด้วย.....โอ้โฮแฮะ...คนไข้เยอะมาก เยอะจนล้น นั่งรอกันสลอน ผมไม่เคยมาติดต่อ รพ.รัฐมาก่อน ไม่รู้ระบบอะไรเขาเลย ไปถึงก็ไปยืนแฟ้มให้ ตรงโต๊ะนัดตรวจ คุณพยาบาลถามว่านัดคุณหมอมาก่อนไหม? ใช้สิทธ์ไรรักษา? มีใบส่งตัวไหม ? อะไร ใบส่งตัวอะไร งงมาก แต่ก็ต้องถามเพราะไม่รู้จริงๆ คุณพยาบาลก็พลิกแฟ้ม พร้อมทั้งดูจดหมายน้อยแนบในแฟ้ม พร้อมทั้งถามเรื่องสิทธิ์ว่าจะจ่ายเองหรือใช้สิทธิ์ ทีแรก (ตามนิสัยเดิม) จ่ายเองก็ได้วะ รำคาญ ขี้เกียจติดต่อธุรการ คุณพยาบาลบอกว่า ของคุณนี่ต้องผ่าตัด ค่าใช้จ่ายจะร่วมๆ แสนนะ

ฮ๊า.......ร่วมแสนเชียวเหรอ (ทีแรกนึกในใจว่าคงไม่กี่บาท เต็มที่คงแค่หมื่น ถึงจะผ่าที่อุดรไง) พอฟังแค่นี้ ผมบอกผมมีบัตรทอง ได้มานานแล้ว ไม่เคยใช้เลย สิทธิ์ผมอยู่ที่ รพ.ภูมิพล คุณพยาบาลก็เลยแนะให้ไปติดต่อเอาสิทธิ์การรักษามาดีกว่า จะทุ่นค่าใช้จ่ายได้มาก แต่มาวันนี้ ก็เข้าตรวจก่อนเพราะนี่เป็นเรื่องฉุกเฉิน ดูว่าคุณหมอจะว่าไง

ระหว่างนั่งรอกระบวนการตรวจ ผมก็เพิ่งรู้ว่าหมอเขาจะตรวจเฉพาะคนไข้ที่หมอนัด ซึ่งแต่ละวันคนไข้จะเยอะมาก และคนไข้ฉุกเฉินเท่านั้น ถ้ายังไม่ฉุกเฉิน ไม่ได้นัดตรวจ คิวตรวจนานเป็นเดือนๆ ระหว่างที่รอ เราก็ได้ดูบรรยากาศในโรงพยาบาลรัฐไปด้วย แล้วต้องชมเจ้าหน้าที่เขาว่า เขาใจเย็น (หรือชินก็ไม่รู้) อย่างวันผมไป มีคุฯตาคนหนึ่ง อายุน่าจะ 80 กว่าแล้ว เป็นคนจีนแก่ๆ นั่งรถเข็น มีเจ้าหน้าที่โรงพญาบาลเข็นมา พูดเสียงดังๆ (อาจจะหูตึงแล้วก็ได้) แกก็จะตรวจตานี่แหละพยาบาลก็ถามว่ามีใบนัดไหม แกตอบอะไรไม่รู้ ผมฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่สรุปว่าต้องให้หมอนัดถึงจะตรวจได้
“นี่แผนกตานะ” ตาแกถาม
“ใช่คะ”พยาบาลตอบอย่างใจเย็น
“ นี่ไงผมเป็นตาปลานี่ มันเจ็บๆ ผมรักษาได้นะ”
“ได้ๆ คะตา แต่เดี๋ยวเอาไว้รักษาวันอื่นนะ ตาปลาไม่เป็นไร รักษาได้” ดูพยาบาลพยายามเอาใจเหมือนเด็กๆ ตาแกก็งึมงำๆอะไรต่อก็ไม่รู้
ผมก็นั่งยิ้มในใจ ตาแกเซียนจริงๆ ไม่เซียนไม่รักษาตาปลาที่แผนกตาแน่ บังเอิญผมถูกเรียกไปตรวจ เลยไม่รู้ว่าตาแกยังไงต่อไป นี่มองให้มันขำก็จำ แต่ผมว่าเจ้าหน้าที่เขาเจอมาทุกรูปแบบเขาเลยเฉยๆ แต่อาจจะต้องทั้งโอ้โลม ปฏิโลม เหมือนเด็กๆ ซึ่งต่อไป ผมเองหรือทุกคน ก็คงสู่สภาวะเช่นนี้เหมือนกัน

กระบวนการรักษาผมวันนี้คือ ไปวัดความดันตา คุณผู้ช่วยพยาบาลก็จะเช็คการมองเห็น อ่านตัวเลข ตาซ้ายตาขวา แล้วหยอดตา ให้เอาแฟ้มไปใส่ตะกร้าหมายเลข.... ผมก็ทำตามหมด สักครู่พยาบาลห้องที่เอาแฟ้มมายื่นก็มาเอาแฟ้ม เปิดๆ ดู ก็มาหยอดยาขยายม่านตา เพื่อรอส่งไปให้คุณหมอตรวจ

การขยายม่านตานี่ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนหยอดครั้งเดียวก็ขยายเลย เข้ารับการตรวจได้เลย ของผมนี่รอนานมาก หยอดยาไป 4-5 ครั้ง ก็ไม่ค่อยขยาย แต่ที่เหมือนกันคือจะแสบนิดๆ แล้วตาก็จะเผลอๆ ของผมนี่หยอดกี่ครั้งก็ไม่ค่อยขยาย หยอดแล้วคุณพยาบาลก็เลยให้ไปเดินๆ แล้วเงยมองหลอดไฟเพื่อช่วยมันขยายเร็วขึ้น จนตาช้ำด้วยฤทธิ์ยา กระทั่งคุณพยาบาลบอกว่าได้แล้ว ให้เอาแฟ้มไปยื่นห้องตรวจ นั่นแหละถึงได้ผ่านการขยายม่านตาอันยาวนานไปสู่กระบวนการอื่นต่อได้ซะที

กรณีผมเป็นกรณีฉุกเฉินจริงๆ เพราะดูเหมือนว่าพอพยาบาลเอาไปยื่นให้พยาบาลประจำห้องตรวจ แม้คนไข้จะรอกันเต็มหน้าห้องเพื่อรอการเรียกเข้าไปพบแพทย์ อีกไม่นาน ผมก็ถูกเรียกเข้าไป นั่งต่อหน้าคุณหมอ มีการถามอาการ คุณหมอก็ดูจดหมายน้อยที่มาจากอุดรประกอบ แล้วลองให้ผมหลับตาข้างซ้ายข้างที่ดี แล้วให้ผมดูว่ากี่นิ้วๆ ผมบอกมองไม่เห็นเอาซะเลย คุณหมอก็ให้เอาคางวางตรงเครื่องตรวจ แล้วก็เอากล้องมาส่องตรงตา ให้มองตรงนั้นตรงนี้ แล้วตรวจตาข้างซ้าย ด้านที่มองเห็นด้วย สักพัก หมอก็เรียกกันมาดู คุยอะไรกันไม่รู้ ภาษาหมอ เดี๋ยวท่านนั้นมาส่อง เดี๋ยวหมอคนนี้มาส่อง แล้วคุณหมอเจ้าของห้องก็อธิบายว่า จอประสาทตามันลอก เกิดได้อย่างไร ผลคือทำให้มองไม่เห็น ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เขาจะอัดแก๊สเข้าไปดันจอประสาทตา คนไข้ต้องนอนคว่ำหน้าหลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน
“รู้หรือยังว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่”
“คุณพยาบาลบอกคร่าวๆ แล้วครับ”
“อาจจะมากกว่าแสนนะ หมอต้องดูว่าจะมีอะไรตามมาอีกไหมจะจ่ายเองหรือใช้สิทธิ์ รักษา”
ใช้สิทธิ์แน่นอนถ้าแพงขนาดนี้ ผมทั้งตอบและทั้งนึกในใจ
“แต่วันนี้ต้องยิงเลเซอร์ ตาด้านซ้ายนะ หมอตรวจเจอรูรั่ว “
ผมก็นึกเอาเถอะ เอาไงเอากัน รักษามาก็แล้วกัน ขอแต่ให้กลับมามองเห็นเหมือนเดิม ระหว่างกระบวนการรักษาผมต้องเดินถือแฟ้มไปยื่นห้องนั้น จากห้องนั้นมาห้องนี้ ตามกระบวนการตรวจของเขาสารพัด ทุกห้องในกระบวนการตรวจ บุคลากรให้การบริการดีมาก ด้วยใจเมตตาคนไข้ ยกเว้นห้องเดียวคือห้องหมายเลข 35 เป็นห้อง..............มีเจ้าหน้าที่ผู้ชาย เตี้ยๆ ตัดผมเตียน ไม่มีคนไข้รอหน้าห้อง เห็นเจ้าหน้าที่นั่งเขียนอะไรอยู่ พอผมยืนแฟ้มใส่ตะกร้า เขาเดินมาหยิบแล้วไปนั่งอ่าน
“เข้ามา” ทำเสียงเข้มๆ ห้วนๆ
“นั่งตรงนี้” หมายถึงเก้าอี้หน้าเครื่องตรวจเหมือนเครื่องคุณหมอที่เพิ่งตรวจมา แต่เสียงยังห้วนเหมือนเดิม แล้วก็ส่องให้ผมหลับตาซ้าย ตาขวา ดูจุดแดงจุดเขียวในนั้น ถ้าส่องตาข้างซ้ายที่ดีผมจะมองเห็นจุดไฟเล็กๆ ข้างใน แต่ถ้ามาส่องตาข้างที่บอด ผมจะมองไม่เห็นอะไรเลย
“มองจุดสีแดง” จุดแดงตรงไหนวะ มองไม่เห็น ผมนึกในใจ
“บอกให้มองจุดแดง” ทำเสียงเข้มใส่ผมอีกครั้ง
“ผมมองไม่เห็นครับ” ผมก็ชักไม่พอใจ
“มองไม่เห็นก็มองตรงๆ” เสียงยังเข้มเหมือนเดิม
“ขึ้นไปนอนบนเตียง” ผมก็ทำตามคำสั่ง แกก็เอาอะไรมาส่องๆไม่รู้ ให้มองทางนั้นทางนี้ โดยปิดตาแต่ละข้าง ก็เหมือนเดิมอีก พอส่องตาข้างซ้ายที่บอดจะให้เรามองเห็นจุด พอบอกว่ามองไม่เห็น
“งั้นมองตรง” ยังคงเสียงเข้ม
กูก็บอกมึงแล้วว่ามองไม่เห็น....ผมนึกในใจ แต่ในนาทีนั้นผมยอมหมด ถ้าเป็นในสภาวะการณ์ปกติ บุคลากรรัฐมีพฤติกรรมแบบนี้ผมจะโวยทันที ผมจำแม่นเลย เพราะกระบวนการรักษาทั้งหมด จะกี่ห้อง กี่ขั้นตอน เจ้าหน้าที่หมอ พยาบาล ผู้ช่วย ดูแล พูดจาดีมากถ้าจะมีตำหนิก็ไอ้หมอนี่คนเดียว ห้องหมายเลข 35 แผนกตา ตัวเตี้ยๆ ตันๆ ตัดผมสั้นเตียน บุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรมีบุคลิกพ่อค้าขายของในตลาดสดแบบนี้

แล้วผมก็ต้องไปตรวจกับคุณหมออีกครั้ง ทุกครั้งต้องหยอดยาขยายม่านตา หยอดจนตาเจ็บ รวมทั้งต้องยิงเลเซอร์ตาข้างซ้ายที่ยังมองเห็นเพื่ออุดรูรั่วที่ตรวจเจอ รวมทั้งต้องไปตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ X-Ray ทรวงอก ตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อเตรียมการผ่าตัด โดยที่ผมจะได้คิวผ่าตัดวันที่ 4 ก.พ.58 แต่วันที่ 3 ก.พ.58 ผมต้องมาฟังเตียง โดยที่คุณพยาบาลแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายอีกครั้งถ้ามีการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายอย่างที่บอก ถ้าจะผ่าที่รามา เขาแนะให้ผมไปทำเรื่องโอนสิทธิ์จาก รพ.ภูมิพล มาที่ รพ.รามาก่อน ซึ่งไม่รู้ว่า รพ.ภูมิพลเขาจะโอนสิทธิ์มาหรือไม่ ถ้าเขาไม่โอนก็ต้องไปรักษาที่ รพ.ภูมิพล ซึ่งถ้าเขามีหมอเอง เขาก็มักไม่โอน ซึ่งก็จะต้องไปเริ่มตรวจใหม่ X-Ray โน่น นี่ นั่น เพื่อเตรียมการผ่าตัดใหม่ ที่ รพ.ภูมิพล แต่ที่รามาที่เตรียมไว้เพราะมันเป็นเรื่องด่วนควรจะผ่าโดยด่วน และถ้าสิทธิ์ได้ก็จะได้ผ่าตัดเลยตามเวลาที่บอก ซึ่งถ้าติดขัดอะไรให้โทรมาแจ้งที่แผนกตา รพ.รามา พร้อมทั้งเขียนเบอร์โทรให้มาด้วย โดยคุณหมอ เขียนจดหมายน้อยให้ผมเอาไปยื่นที่ รพ.ภูมิพลด้วย จดหมายน้อยก็เป็นภาษาหมออีกแหละ อ่านไม่รู้เรื่อง มีการวาดรูปตา คล้ายๆกับที่อุดรวาดให้มายื่นที่รามา รามาก็วาดให้ผมไปยื่นที่ภูมิพลต่อ ภายใต้หัวข้อขอโอนสิทธิ์การรักษา

สรุปว่าวันนั้นทั้งวันผมเสร็จสิ้นการตรวจในห้องต่างๆ ตามขั้นตอน เสร็จเอา 5 โมงเย็นกว่าๆ เล่นเอาซะเหนื่อย วันนี้ต้องจ่ายเงินเองในการรักษา เตรียมการต่างๆ ร่วม 8,000 บาท เริ่มแรกก็มองเห็นค่าใช้จ่ายมหาศาลแล้ว ผมจะต้องไปวิ่งเต้นเอาสิทธิ์การรักษามาให้ได้ ไม่อย่างนั้นจนแน่ๆ ตาก็ยังมองไม่ชัด ซ้ำโดนฤทธิ์ยาขยายม่านตาอีก ออกมาหน้า รพ.เพื่อจะขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ผมเลยเดินไหล่ไปชนเสาป้ายจราจร เพราะกะระยะไม่ถูก รวมทั้งพื้นต่างระดับก็กะไม่ถูก พาลจะตก หกล้มเอาด้วยด้วยเหตุผลเดียวกัน
ผมกลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน และต้องรีบเตรียมการในการติดต่อธุรการเรื่องการโอนสิทธิ์มาที่รามาให้ได้ ผมมีเวลาพักวันเสาร์ และวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. และ 1 ก.พ. อีก 2 วัน แค่เห็นกระบวนการรักษาก็ยุ่งยากแล้ว กระบวนการติดต่อธุรการจะยุ่งยากขนาดไหน ผมเห็นอุปสรรคก้อนโตลอยอยู่ตรงหน้าอย่างขัดเจน

ตามแผนงานเดิมนั้นผมมีงานที่จะต้องเดินทางขึ้นภูกระดึง พร้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อพาสื่อมวลชนขึ้นไปดูพื้นที่จริงที่จะมีการสร้างกระเช้า ผมเองเป็นส่วนของกลุ่มโอเคเนเจอร์ ที่โดยส่วนตัวกลุ่มเราเกาะติดเรื่องนี้มาแต่แรก พอมูลนิธิสืบสนใจเรื่องนี้จึงเชิญเราเข้าไปร่วม ผมในฐานะตัวแกนๆของกลุ่ม ก็ควรจะได้เดินทางไปด้วย แต่ด้วยเรื่องฉุกเฉิน เลยทำให้ต้องงดเดินทาง ซึ่งผมจะทนทู่ซี้เดินทางไปด้วยก็ได้ แต่อีก 4 วัน กว่าจะเสร็จภารกิจ ก็จะเนิ่นยาวในการรักษาออกไปและจะไม่เกิดผลดีเพราะยิ่งนาน จะยิ่งรักษายากผล อาจจะบอดเป็นการถาวร ผมจึงเลือกเห็นแก่ตัว แล้วงดเดินทางกะทันหัน บางคนอาจจะไม่เข้าใจถึงสาเหตุของการงดเดินทางกะทันหันของคนที่เป็นตัวตั้งตัวตี ก็ต้องยอม เพราะสุดท้ายถ้าเป็นอะไรไป ไม่มีใครมาดูดำดูดีใครอยู่แล้ว ในนาทีที่ต้องเลือก ผมว่าผมเลือกถูกต้องแล้ว…
8.เมืองในชนบทที่เสฉวน ส่วนใหญ่จะอยู่ในที่ราบริมแม่น้ำ ขนาบด้วยภูเขาสูง

31 ม.ค.-1 ก.พ.58 

เป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ผมต้องทนอยู่กับอาการมองไม่เห็นไปข้างหนึ่ง ก็ยังคงทำนั่นทำนี่ไปตามปกติ รวมทั้งการเข้าไปหาข้อมูลเรื่องจอประสาทตาลอกในอินเตอร์เนตว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร

ผมอธิบายคร่าวๆพอเข้าใจครับว่า โดยปกติตาเรามันก็ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปนี่เองคือมีการรับภาพ ส่งภาพ แล้วแปรภาพไปสู่ประสาทการรับรู้ ม่านตาเราที่เห็นในตามีสีต่างกัน สีเขียว สีฟ้า สีดำ สีน้ำตาลเข้ม อันนั้นคือม่านตา ม่านตาทำหน้าที่ขยายกว้าง-แคบ เพื่อให้ได้รับภาพที่พอเหมาะพอดี พอรับภาพแล้วก็จะส่งภาพไปฉายบนจอประสาทตาที่มันขึงตึง หลังจากนั้น ภาพก็จะถูกแปรไปตามประสาทให้สมองเรารับรู้ว่าเป็นรูปอะไร ทีนี้จากจอที่มันเคยขึงตึงๆมันก็ค่อยๆ หลุดร่อนลงมา เหมือนวอลเปเปอร์ที่ติดผนัง มันหลุดออกมา พอมันหลุดมากองรวมกัน ภาพที่ผ่านม่านตาเข้ามาก็ไม่รู้ไปฉายกับอะไร มันก็ส่งต่อภาพไปยังประสาทต่างๆไม่ได้ มันก็เลยบอดไปเลย จอดำอย่างที่ผมเล่า ส่วนของผมมันยังมีจอติดผนังสู่นิดเดียว (จึงเห็นแสงอยู่ในจอนิดเดียว) นอกนั้นหลุดออกจนเกือบหมด ภาพส่วนใหญ่จึงจอดำ

สาเหตุเขาบอกว่ามักเกิดในคนสายตาสั้นมากๆ คนเหล่านี้จอประสาทตาจะบางมากๆ อยู่แล้ว อีกสาเหตุก็คืออาจจะถูกกระแทกมาอย่างแรงๆ จนจอประสาทตามันรั่ว ขออุปมาอีกครั้ง เอกสารเขาว่าตาเรานี่มันมีน้ำหล่ออยู่ เวลาเรามองในตามันถึงเงาๆใสๆ จอประสาทตามันก็ทาบคิดกับลูกนัยน์ตาเราไว้ พอจอประสาทมันมีรูรั่วหรือขาด น้ำที่หล่อมันก็เริ่มทะลุออกไปได้ตามรูรั่ว สมดุลในตาก็ไม่ปกติ จอที่เคยตึงๆ ก็เริ่มรูดลงมากองกัน มันก็เลยเกิดผลดังกล่าว นี่ผมอธิบายพอเข้าใจนะ อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดตามหลักวิชาการทั้งหมด ถ้าท่านผู้มีความรู้ท่านใดจะเสริมก็เขียนมาได้เลยครับ จะได้เป็นวิทยาทานกัน

ในกรณีของผม สายตาผมไม่สั้น จึงตัดสาเหตุแรกได้ แต่สาเหตุที่สอง อาจเป็นไปได้ เพราะสมัยหนุ่มๆ ผมเล่นแบดมินตัน เล่นจริงเล่นจังเลย เคยไปฝึกไปเรียนสมัยวัยรุ่น พอโตมาเลยขี้เกียจฝึกซ้อมหนักๆ ติดเที่ยวตามประสา เลยเล่นเป็นกีฬาธรรมดา แต่เล่นกันก็เล่นหนักๆ ผมเล่นแบดมินตัวอยู่ร่วม 20 ปี เกิดอุบัติเหตุหลายครั้งจากการเล่นแบดมินตัน เคยล้มข้อมือหัก เข้าเฝือกที่ข้อมือ เคยแบกเป้เดินป่าทั้งๆที่ใส่เฝือกข้อมือมาแล้ว เพื่อนๆที่เดินป่าบางคนคงเคยเห็น ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะไปภูคิ้งคราวเจอทะเลหมอก ส่วนนัยตานี่เคยถูกลูกแบดตบใส่เบ้าตาพอดี ตาแดงฉ่ำเลย เหตุเกิดนานเป็นสิบปีแล้ว นอกนั้นผมไม่เคยมีอุบัติเหตุทางตาใหญ่ๆ ถ้ามีมูลเหตุก็คงเหตุนี้ ยิ่งคุณหมอบอกว่ามันไม่แสดงผลทันทีขณะนั้น ก็น่าจะใช่เลย ครั้งนั้นอาจจะทำให้จอประสาทตาเริ่มมีรู้รั่วแล้ว แต่มันยังไม่ส่งผลกับการมองเห็น เราก็เลยไม่เฉลียวใจอะไร

บางคนบอกก่อนหน้านี้มันเห็นแสง เห็นสายฟ้าอะไรบ้างไหมที่ดูผิดปกติ ถ้าจะมีเวลาหลับตา ผมจะเห็นเหมือนเป็นฝักสะบ้าใสๆ ลอยไปลอยมา สักครู่หนึ่งก็หายไป ซึ่งผมไม่รู้ว่านี่เป็นอาการผิดปกติหรือเปล่า แต่ไอ้การเจอฝักสะบ้าเวลาหลับตานี่เป็นมานานแล้ว นานจนคิดว่ามันปกติ ส่วนจะเห็นเป็นแสงวิบแวบๆ นั่นไม่มี เวลาใครถามว่า มันมีอาการอะไรบอกก่อนไหม ผมจึงบอกไม่มีเลย อยู่ดีๆ จอมันก็ดำซะเฉยๆ

2 ก.พ.58 เจอโรงพยาบาลเครือข่าย (ประกันสุขภาพ)...ก็หน่ายใจ

โดยปกติ ผมไม่เคยใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพ ที่เรียกกันว่าบัตรทองเลย ผมได้มาตั้งแต่รุ่นแรกที่เขาแจกกัน (สิทธิของผมระบุในบัตรคือ รพ.ภูมิพล ) เพราะคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของประเทศ ดังนั้นอันไหนที่เราพอรับผิดชอบตัวเองได้ ก็ควรเก็บค่าใช้จ่ายในการที่เขาจะต้องมารักษาเรา เอาไว้ไปรักษาคนที่เขาด้อยโอกาสกว่าเราดีกว่า อันไหนเรารับผิดชอบตัวเองได้ก็รับผิดชอบไป ผมจึงไม่เคยใช้สิทธิบัตรทองแม้แต่ครั้งเดียว มีคราวนี้ที่ค่ารักษามันค่อนข้างมาก เลยขอใช้สิทธิสักหน่อย

วันนี้ผมต้องไปติดต่อขอโอนสิทธิ์การรักษาจาก รพ.ภูมิพล มา รพ.รามา ประสบการณ์ไป รพ.รัฐ เห็นมาจากที่ รพ.รามาแล้ว ผมเลยไปที่ รพ.ภูมิพลแต่เช้าก่อน 8 โมงเช้า ปรากฏว่าคนไข้หนาตาแล้ว ที่ ภูมิพล เขาจะแยกคนไข้ที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือบัตร 30 บาทไปอีกฟากหนึ่ง ผมก็ไปที่นั่นทำบัตรคนไข้ แล้วรอเรียกชื่อตามลำดับ ซึ่งคนไข้เยอะมาก ดูจะเยอะกว่าที่รามาด้วยซ้ำไป พอถึงคิวผม ผมแจ้งว่าจะขอโอนสิทธิการรักษา จนท.เขาก็เช็คให้ว่าสิทธิ์ผมอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าสิทธิ์ของผมไปอยู่ที่ รพ.เครือข่าย กรณีผมไปอยู่ที่ สหคลินิก รพ.กล้วยน้ำไท สะพานใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีการให้ รพ.เครือข่ายนี่เพื่อมาแบ่งเบาภาระ รพ.แม่ไป ซึ่งคงมาทำในภายหลัง เพราะบัตรรุ่นแรกของผมระบุสิทธิ์ที่ รพ.ภูมิพล ทั้งสองบรรทัด ไม่มี รพ.เครือข่ายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ กรุณาอธิบายว่า ผมต้องไปยื่นเรื่องที่คลินิกเครือข่ายก่อน แล้วทางคลีนิกเขาถึงจะโอนเรื่องส่งตัวมาที่ภูมิพล เพราะคลินิกเขารักษาเองไม่ได้ เมื่อมาถึงภูมิพลแล้ว ทาง รพ.ภูมิพลจะพิจารณาเองว่าจะโอนสิทธิ์ไปให้รักษาที่ รพ.รามา ตามที่เราขอ หรือเขาจะรักษาเอง ขั้นตอนเขาเป็นแบบนี้

พอได้รับคำตอบแบบนั้น ผมก็หอบเอกสาน และจดหมายน้อยจาก รพ.รามา ย้อนกลับไปที่คลินิก รพ.กล้วยน้ำไทที่สะพานใหม่ โชคดีที่ไม่ไกลกันมาก นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมมาคลีนิกเครือข่ายแบบนี้ เป็นห้องเล็กๆ กว้างไม่ถึง 5 เมตร ยาวน่าจะราว 15 เมตรได้ ในนั้นก็จะมีห้องตรวจ ห้องธุรการ ห้องรอ มีพยาบาลวิชาชีพ 1 คน นอกนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยทางการแพทย์ (ไม่ใช่ผู้ช่วยพยาบาล) อีก 3 คน ผมเดินไปดูบอร์ดบุคลากร เห็นมีแพทย์ 3 คน มีห้องตรวจ 3 ห้อง แต่ดูเหมือนแพทย์ที่มาตรวจประจำวันจะเป็นคนเดิมและคนเดียว ส่วนอีก 2 คน เห็นในตารางการตรวจมาวันอื่นบ้างเวลาอื่นบ้าง จริงเท็จนี่ผมไม่รู้ได้ เข้าไปเขาก็ให้ไปวัดความดัน ส่วนสูง น้ำหนัก แล้วรอพบแพทย์

เท่าที่ผมสังเกต คนที่มาใช้บริการที่คลีนิกเครือข่ายนี้คงจะเป็นการแบ่งเบาภาระของ รพ.แม่จริงๆ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุย่านๆดอนเมือง สะพานใหม่ มารับยาเบาหวาน ความดัน ระหว่างนั้นคนมารอพบแพทย์กันมาก หน้าห้องตรวจ เห็นว่าหมอจะตรวจช่วง เก้าโมงถึงเที่ยง แล้วพัก มาเริ่มอีกทีบ่ายโมงจนถึงบ่าย 4 (คิดว่าใช่นะ ถ้าคลาดเคลื่อนต้องขออภัย) ผมมารอเพื่อยื่นเรื่องให้หมอที่คลีนิกเซ็นโอนสิทธิ์ไปที่ รพ.ภูมิพล ส่วนคนอื่นๆ มารอตรวจเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่มารับยาที่กินประจำ แต่ทุกคนก็ต้องรอเหมือนกัน ผมมาถึงคลินิกตั้งแต่ไม่ 8 โมงเช้า คนไข้ที่คลีนิกมีแค่ 2-3 คนก่อนหน้า จนคนเริ่มแน่นเข้า ราว 9 โมงกว่าๆ หมอก็มาถึง เป็นคุณหมอที่น่าจะอายุราวๆ 70 กว่าปี คงเป็นแพทย์ที่เกษียนแล้ว ทางคลินิกก็จ้างมา ผมดูบุคลิกแล้วคุณหมอดูหมดไฟไปเยอะ ดูไม่ค่อยกระตือรือร้น คือคนเรามันดูบุคลิกออก ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม ผมรู้จักอาจารย์หมอหลายท่านที่ท่านอายุมากแล้ว แต่ก็ยังกระฉับกระเฉง อยากตรวจอยากรักษาคนไข้ คงจะเป็นบุคลิกแต่ละคน คงเหมารวมไม่ได้ เพียงแต่ที่ผมเจอที่นี่เป็นแบบนี้

หมอมาถึงก็ทำโน่น ทำนี่ส่วนตัวนิดหน่อยก็เริ่มตรวจคนไข้ อย่างที่ผมบอกว่าส่วนใหญ่เป็นคนไข้แค่มารับยาและมากันบ่อยๆ ซ้ำคนไข้ก็รู้จักกันอีก เป็นคนย่านสะพานใหม่นั่นแหละ บ้างมาขายของ บ้างมาซื้อของก็แวะมารับยา หมอจึงใช้เวลาตรวจอยู่ไม่ถึง 3 นาทีต่อคน เรียกว่าเร็วมาก ราวสิบโมง หมอก็ขอพัก ทานอาหารเช้าที่ท่านซื้อเตรียมมาเอง ผมก็งง ว่าเดี๋ยวพอเที่ยงก็พักอยู่แล้วนี่นา ทำไมมาทานอาหารในระหว่างที่กำลังตรวจ คนไข้ก็ยังรอกันอีกเพียบ แต่เราไม่รู้ระบบเขา ผมก็เลยทนรอไป จนเวลาผ่านไปราว 40 นาที คุณหมอก็ทานข้าวเสร็จ ล้างจานชามเรียบร้อย ก็มีคนไข้เป็นป้าแก่ๆ ผมเข้าใจว่าอยู่ในตลาดนั่นแหละ เพราะเห็นรู้จักคนมาก ใครมาแกก็ทักนั่งคุยกัน แกก็บ่นขึ้นมา
“คุณหมอคะ จะตรวจหรือยังคะ หิวข้าวแล้ว”
“หิวก็ไปกินสิ โตๆ กันแล้วจะมาบอกผมทำไม” หมอแกตอบแบบนี้ ผมก็นึกในใจว่า หิวก็กิน แบบที่คุณหมอทำนี่อ๊ะนะ ทั้งๆที่เป็นเวลาทำงาน ไม่ใช่เวลาพัก คนอื่นเขาเคารพกติกา ไม่ใช่ทำตามใจอย่างคุณหมอ ในตารางตรวจบอกว่าตรวจรักษาช่วงไหน เขาก็มาตามเวลานัดหมาย ใครจะมาคิดว่าจะเจอหมอที่เอาเวลาทำงานมาทานข้าวแบบนี้ แต่ทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้พูด คนที่พูดคือ บรรดาป้าๆนั่นแหละครับ ที่ออกมาเมาท์หมอนอกห้องกัน แล้วคุณหมอแกก็งอนเลย จนพยาบาลเดินมาบ่นเสียงดังว่า
“ใครว่าอะไรหมอหนูเนี่ย เงียบเลย” เงียบไปจริงๆ แล้วดูเหมือนว่าคนไข้หลังจากถูกว่าเรื่องทานอาหาร จะเข้าไปตรวจไม่ถึงนาทีต่อคน ก็ออกมารับยา ผมก็งงว่า ทำไมตรวจรักษาเร็วขนาดนี้
พอ 11 โมงเศษๆ ก็ถึงคิวผม หมอเอาแฟ้มที่แนบจดหมายน้อยจากรามาไปด้วยนั้น ไปอ่านๆ ดู ก็เขียนเอกสารส่งตัว โดยไม่เงยหน้ามองผมเลย ค่อยๆเขียนไป
ก่อนหน้านั้นผมมีอาการปวดกล้ามเนื้อหัวไหล่ ปวดจนนิ้วชา เห็นว่าไหนๆ ก็เจอหมอแล้ว เลยปรึกษาอาการปวดหัวไหล่ไปด้วยเลย เผื่อหมอจะเมตตา
“ก็อย่าไปยกของหนักสิ อะไรที่ต้องใช้สองมือยกก็ถือว่าหนักแล้ว อายุเยอะแล้ว ก็ต้องรู้ตัวเอง” หมอแกว่าแบบนี้ ผมยังไม่ละพยายาม
“ไม่ได้ยกของหนักหรอกครับ แต่คงเพราะเล่นกีฬา”
“ผมไม่รู้หรอกว่าคุณเล่นกีฬามาหรือเปล่า ผมไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับคุณนี่นา”
ผม......หุบปากเลย ไม่ถามอะไรต่อทั้งสิ้น นึกในใจ...กวนตีนนะมึง
บทสนทนาที่ว่ามานี่ คุณหมอก็ไม่เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผม แกก็เขียนเอกสารส่งตัวไปเรื่อยๆ ก่อนจะเปรยขึ้นว่า
“ไปยื่นวันนี้คงไม่ทันแล้ว ภูมิพลเขาปิดรับเรื่อง 11 โมง ช้าไปหน่อย ตาไม่ถึงบอดละมั้ง” ผมฟังหมอท่านนี้พูดแล้วอยากจะบีบคอจริงๆ ยังนึกในใจ ถ้ามึงไม่มาแดกข้าวเวลางาน 40 นาที กูก็ไปทันแน่ๆ แต่ในนาทีนั้น ผมจำเป็นต้องยอมไปก่อน
เป็นอันว่าวันนั้นผมต้องกลับมาโดยได้แค่การโอนสิทธิ์จาก คลินิกเครือข่ายไปภูมิพลเท่านั้น ในขณะที่ผมต้องฟังเตียงคือวันพรุ่งนี้(3 ก.พ.58) กำหนดการผ่าผมวันที่ 4 ก.พ.58 แต่ผมยังไม่รู้คำตอบเลยว่าภูมิพลจะเอาไง จะยกเลิกทางรามาไปก่อนหรือยังไงดี
วันยุ่งยากวันแรกของผมผ่านไปโดยไม่ค่อยได้อะไรกลับมา แต่ก็ได้รู้ว่า ระบบบัตรประกันสุขภาพนี่ พอลงมาสู่คลินิกเครือข่าย ดูมันอ่อนด้อยในกระบวนการรักษาไปอย่างมาก มากจนน่าใจหาย .....
..............................................................................................
3 ก.พ. 58 ยุ่งยากจนนาทีสุดท้าย

วันสุดท้ายที่ผมจะต้องเดินเรื่องการโอนสิทธิ์รักษาไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะต้องเลื่อนการผ่าตัดรักษาออกไป ระหว่างนี้ผมดำเนินชีวิตไปภายใต้ตาที่มองเห็นข้างเดียว ยิ่งนานวันรู้สึกว่าตาข้างขวาที่บอดมันช้ำ เพราะมันเจ็บๆ การมองเห็นก็ดูเบลอๆ มีภาพมากวนอย่างมาก ผมต้องหลิ่วตาข้างขวาบ่อยๆ เพื่อให้ข้างซ้ายมองเห็นชัดขึ้น

วันนี้ผมไปถึง รพ.ภูมิพลแต่ตีห้านิดหน่อย เชื่อไหมครับว่าคนไข้หนาตาแล้ว โดยเฉพาะทางแผนกผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทอง เจ้าหน้าที่เขาทำงานกันแล้ว เรียกชื่อ กดบัตรคิวกันแล้ว ตามโรงพยาบาลรัฐนี่เขาเริ่มงานกันแต่เช้าจริงๆ
ผมก็เข้าตามระบบเขา กดบัตรคิว รอเรียก กว่าจะถึงคิวผมก็เกือบ 8 โมงเช้า คิดดูว่าคนไข้เยอะขนาดไหน ระหว่างที่ผ่านการเรียกชื่อไปแล้วและรอแฟ้มประวัติ เพื่อจะไปแผนกอื่นต่อ ผมเรียนถามหัวหน้าที่มียศเป็น น.อ.(ญ) ผมจำชื่อท่านไม่ได้ ว่าผมว่าติดต่อเพื่อขอสิทธิ์ส่งตัวได้หรือไม่ ท่านหัวหน้าก็กรุณาอธิบายว่า ต้องให้หมอแผนกตาทำเรื่องให้ ส่วนผมตอนนี้ก็ทำไปตามขั้นตอนก่อน จนกระทั่งผมถือแฟ้มมายื่นที่แผนกตา รพ.ภูมิพล เพื่อรอเรียกตรวจ มาถึงแผนกตา คนไข้ไม่เยอะนัก ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของกองทัพอากาศ ทั้งที่เกษียณแล้ว ลูก เมีย พ่อ แม่ สารพัด รวมทั้งชาวบ้านทั่วไปแบบผมด้วย แต่พอสายๆเข้าคนไข้ก็เริ่มมาก รออยู่สัก 30 นาที ผมก็ถูกเรียกเข้าไปห้องแรก ก็วัดความดันตา ความดันตัว เช็คการมองเห็น ตรวจโน่นนี่นั่นเหมือนเดิม แล้วจึงให้เข้าไปนั่งรอหน้าห้องรอตรวจ

ที่ แผนกตา รพ.ภูมิพลนั้น เท่าที่เห็นห้องตรวจมีไม่มาก ไม่น่าถึง 5 ห้อง แต่คนไข้เยอะมาก มีการหยอดตาเพื่อขยายม่านตาเหมือนเดิม แต่แม้คนไข้จะมาก ดูคุณพยาบาลจะเอาธุระดี เพราะอย่างกรณีผม ผมแจ้งแต่แรกแล้วว่าจะมาเพื่อขอให้โอนสิทธิ์รักษาไปที่รามา คุณพยาบาลก็ไปตามเรื่องให้แผนกโน้น แผนกนี้ ตามเอกสารมา แล้วบอกว่ารอฟังคุณหมอก่อนนะ ระหว่างนั้นก็มาถามอยู่เรื่อย มีครั้งหนึ่ง ผมแจ้งคุณพยาบาลว่า ทาง รามา เขาได้คิวผ่าตัดแล้ววันพรุ่งนี้(วันที่ 4 ก.พ.) แล้วก็ตรวจคลื่นหัวใจ X-Ray ปอด-อก ไปหมดแล้ว เรียกว่าพร้อมผ่าตัดแล้ว แล้วเห็นคุณหมอที่รามาบอกว่า กรณีแบบนี้มันเป็นเรื่องฉุกเฉิน คุณพยาบาลเอาแฟ้มไปอ่านๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ
“งั้นรอเดี๋ยวนะ” คุณพยาบาลก็หายไปพร้อมแฟ้มประวัติคนไข้ผม สักครู่ก็เดินมาแจ้งผมว่า ให้รอแป๊บหนึ่ง รอ ผอ.มาเซ็นเอกสารให้ ตอนนี้ ผอ.กำลังผ่าตัดคนไข้อยู่ ผมก็ครับๆ ได้ แล้วคุณพยาบาลก็หายไป ปรากฏว่าเขาเอาแฟ้มคนไข้ผมพร้อมใบโอนสิทธิ์ ไปรอให้ ผอ.มาเซ็นให้หน้าห้องผ่าตัดเลย เขาบอกผมตอนที่เอาใบโอนสิทธิ์มาให้ผม แล้วบอกว่า ที่เขาให้ไปที่รามาเพราะรามาได้คิวผ่าตัดแล้ว แต่ถ้าเป็นที่ภูมิพล อาจจะรออีกหลายอาทิตย์ เขาเห็นว่าคนไข้(ก็ผมนี่แหละ) จะได้ประโยชน์มากกว่าในการได้รับการรักษาเร็วขึ้น
ผมฟังและอ่านในเหตุผลที่เขาส่งตัวแล้ว ประทับใจเลยครับ ใครว่า รพ.รัฐบริการไม่ดี ไม่เอาใจใส่ นี่ผมเจอมากับตัวเอง ปรากฏว่า รพ.รัฐ เอาใจใส่ และเป็นธุระดีกว่าคลินิกเอกชนบางแห่งด้วยซ้ำไป
เสร็จแล้ว ผมก็ต้องเอาเอกสารที่ทางแผนกตาออกให้ ไปยื่นที่อาคารสิทธิประโยชน์ ซึ่งอยู่อีกอาคาร เจ้าหน้าที่เขาก็ตรวจๆเอกสาร แล้วให้ผมเอาไปยื่นที่คลีนิกอีกรอบ เพื่อให้คลินิกเขาส่งตัว แล้วเขาก็จัดเอสารทั้งหมด ใส่ซองสีน้ำตาลให้มาให้ผมไปยื่นที่คลินิก ตรวจสอบเอกสารอีกที
ผมย้อนกลับไปคลินิกเอาราว 11.57 น. ใกล้เวลาพักเที่ยงแล้ว แต่บุคลากรยังอยู่กันครบ พยาบาล ผู้ช่วยทางการแพทย์ รวมทั้งคุณหมอท่านเมื่อวาน แต่ไปถึง ผมบอกว่าทางภูมิพลให้เอาเอกสารมายื่นเพื่อให้ส่งตัว คุณพยาบาลบอกให้รอช่วงบ่ายนะคะ ได้เวลาพักแล้ว ผมก็ต้องรอ นาทีนั้นเราทำอะไรไม่ได้เลย

ในใบนัดมาฟังเตียงที่รามา ให้ผมมาฟังผลเตียงก่อนเที่ยง ผมก็ต้องโทรไปแจ้งว่าผมไปช้าครับ แต่ไปแน่ เพราะได้เอกสารส่งตัวมาแล้ว ทางรามาบอกให้ผมมาให้ทันบ่ายสอง เพราะคุณหมอเขารออยู่ ผมก็ได้แต่ครับๆ เพราะไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหาอะไรอีกไหม

ผมก็นั่งรอในคลินิกกล้วยน้ำไท สาขาสะพานใหม่ไปตั้งแต่เที่ยง คุณพยาบาล คุณผู้ช่วยอะไรก็ไปยังอยู่ ไปรู้ว่าไปทานข้าวกลางวันตอนไหน เราก็ได้แต่นั่งรอ ถือบัตรคิวเบอร์ 1 บัตรแรกของช่วงบ่ายเลย ก่อนบ่ายโมงราว 15 นาที คุณหมอท่านเดิมก็กลับมาจากพักเที่ยง ก็มาเดินคุยกันกับ จนท. เรื่องสัพเพเหระ พอบ่ายโมงตรง คุณพยาบาลที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง จึงเรียกชื่อผมตามลำดับคิว ผมก็เอาเอกสารไปยื่น พร้อมทั้งบอกว่า ภูมิพลเขาให้เอามายื่นเพื่อให้คลินิกส่งตัวได้ คุณพยาบาลก็เอาเอกสารทั้งหลายแหล่ไปดู
“คุณไปรามาได้เลย เอกสารครบแล้ว ไม่ต้องให้คลินิกทำเรื่องอีกแล้ว ยกเว้นว่าถ้าหมอเขานัดอีก จึงต้องมาทำเรื่องโอนสิทธิ์อีก คุณไปรามาเลย”
ผมได้แต่อึ้งกิมกี่ พูดไม่ออก ได้แต่มึนๆ มึนที่ผมมารอตั้งแต่ก่อนเที่ยง ซึ่งบุคลากรที่จะตรวจเอกสารผมก็อยู่ครบ แต่เขาให้ผมรอช่วงบ่ายเพื่อใช้เวลาตรวจเอกสารไม่ถึง 3 นาที จากเจ้าหน้าที่ที่อยู่ครบตลอดเวลา ถ้าก่อนพักเที่ยง เขาตรวจให้ผมใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ผมก็ไม่ต้องมานั่งรอเสียเวลาเปล่าๆ 1 ชม. แบบนี้ โอ้...ระบบบ้านเรา ทำไมมันเป็นแบบนี้
พอผมได้คำตอบแบบนั้นก็เลยโทรแจ้งทางรามาว่าผมจะเดินทางไปเลยให้ทันบ่าย 2 ที่หมอเขารอ
“คุณเตรียมข้าวของมานอนโรงพยาบาลเลยนะ พรุ่งนี้จะได้ผ่าตัดเลย”

ตอนนี้บ่ายโมง 15 นาทีแล้ว ผมจะแวะไปเตรียมของยังไงทัน เลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่เลย จากสะพานใหม่ไป ร.พ. รามาให้ทันบ่าย 2
ระหว่างทางผมโทรแจ้งน้องๆที่สนิทกัน ส่วนใหญ่เป็นรุ่นน้องสมัยมหาวิทยาลัยที่ยังติดต่อสื่อสารกัน เกรงว่าช่วงที่ผมเข้าห้องผ่าตัด ข้าวของ มันจะฝากใครยังไง แล้วยังต้องมีไปทำเรื่องอะไรยังไงอีกหรือเปล่า คือเราก็เตรียมตัวเท่าที่เราจะนึกได้
ไปถึงรามาก่อนบ่ายสอง 5 นาที ผมรีบขึ้นไปติดต่อที่แผนกตา บอกว่าได้ใบส่งสิทธิ์มาแล้ว พยาบาลประจำแผนกตาเขาก็ตรวจๆดู
“ทำไมในนี้ยังบอกว่าจ่ายเงินสดอยู่เลย” หมายถึงในจอคอมพิวเตอร์ที่เขาเช็คประวัติคนไข้
“ แต่เดี๋ยวคุณไปพบอาจารย์หมอก่อน เขารออยู่” พยาบาลแนะนำแบบนั้น พยาบาลก็มาหยอดยาขยายม่านตาผมอีกรอบ ระหว่างที่นั่งรอให้ม่านตาขยาย ผมก็เลยวิ่งลงไปชั้น 1 ไปติดต่อแผนกสิทธิประโยชน์ เอาเอกสารไปยื่นให้เขา บอกว่า พยาบาลห้องตาบอกมันยังแจ้งว่ายังใชช้เงินสดอยู่
“แล้วใบส่งตัวละคะ” ห๊า...ใบส่งตัวอะไรอีก ผมนึกในใจ
“มันต้องมีใบส่งตัวมาด้วยคะ” อ้าว...เว้ย แล้วที่คลินิกก็ตรวจเอกสารแล้ว ที่แผนกสิทธิประโยชน์ก็ตรวจแล้ว ทำไมให้ผมมาที่รามาเลยละ อะไรกันวะเนี่ย ผมละงงจริงๆ แต่เข้าใจที่ จนท.เขาถามหา คือเหมือนเป็นใบส่งตัวจริงๆ สรุปมาแล้วว่าให้ทำอะไร ส่วนเอกสารทั้งหมดที่ผมให้ไป เป็นเอกสารการตรวจ ความจำเป็นอะไรพวกนี้ แต่ไม่มีเอกสารส่งตัว
แต่เจ้าหน้าที่แผนกสิทธิ์ของรามาก็เอาธุระเหมือนกัน เขาโทรตาม โทรถามทั้งที่ภูมิพล ทั้งที่คลีนิค ระหว่างนั้น ผมก็ขึ้นมาชั้น 3 มาฟังผลการขยายม่านตาอีกรอบ เมื่อยังขยายไม่พอ ก็หยอดตาอีก แล้วรอหมอเรียก ช่วงนี้ผมก็แว่บลงมาติดต่อแผนกสิทธิ์อีกครั้ง เลยได้ข้อสรุปว่า แผนกสิทธิ์ของรามา ให้ที่ภูมิพล แฟกส์ใบส่งตัวมาก่อน แล้วค่อยไปเอาใบจริงวันพรุ่งนี้ พอได้ข้อสรุปแบบนี้ก็โล่งอก ขึ้นไปชั้นสาม แผนกตา คนไข้จะหมดแล้วรอหมอไม่นาน ก็ถูกเรียกเข้าไป คุณหมอบุญทิพย์ ทิพย์สุริยาพร คุณหมอเรียกเข้าไป ก็ตรวจโดยการส่องกล้อง ให้มองมุมนั้นมุมนี้เหมือนเดิม แล้วก็อธิบายการผ่าตัด ว่าจะทำอะไรบ้าง หลังผ่าตัดต้องทำตัวยังไง ต้องช่วยหมอในการรักษาอย่างไรบ้าง หมอบอกว่ามันจะมีวิธีการ 2 อย่างที่เขาทำคือ อัดแก๊สเข้าไปดันจอประสาทตาให้ขึ้นไปติดเหมือนเดิม ใช้เวลาในการรักษาราว 30 วัน คนไข้ต้องนอนคว่ำหน้าตลอด อย่างน้อยวันหนึ่ง 16 ชม. เพื่อให้แก๊สมันเป็นตัวดันจอขึ้นไป อีกวิธีการหนึ่งคือใส่น้ำมัน ให้น้ำมันไปกดจอประสาทตาให้ติดเหมือนเดิม แต่วิธีนี้ ก็ต้องหงายหน้าตลอด 30 วัน 16 ชม./ วัน เช่นกัน แต่กรณีผมหมอจะเลือกใช้แก๊สในการรักษา

ผมต่อรองว่าผมต้องเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์บ้าง นิตยสารบ้าง จะทำยังไงดี หมอก็แนะนำว่าช่วงนี้ต้องงดไปก่อน ให้คนอื่นทำแทนไปก่อน ไม่เช่นนั้นการรักษาจะไม่ได้ผล เสียเวลา เสียเที่ยวเปล่าๆ แต่ตอนนี้ เดี๋ยวไปยิงเลเซอร์ตาข้างซ้ายอีกครั้งหนึ่งนะ หมอยังเห็นรูรั่วจากตาข้างนี้ แล้วเดี๋ยววันนี้นอนโรงพญาบาล รอผ่าตัดพรุ่งนี้เลย ดูเหมือนคุณหมอจะเริ่มกระบวนการรักษาแล้ว
วันที่ 3 ก.พ. 58 ก่อนวันผ่าตัด ผมวิ่งวุ่นทั้งวัน คนเดียว วุ่นวายมาก กระทั่งเสร็จจากแผนกตา ผมต้องเอาเอกสารไปยื่นแผนกนอนรักษาโรงพยาบาลอีก พอเอาเอกสารไปยื่น เขาก็ร้องขอเอกสารตัวจริง ที่แฟกส์มาใช้ไม่ได้ เราก็บอกว่าแต่วันนี้หมอให้นอน รพ.ได้เลย จนท. เขาก็บอกงั้นให้ญาติไปเอาใบส่งตัวตัวจริงมาพรุ่งนี้ วันนี้เขาจะให้นอนไปก่อน
“เคยมีเอกสารปลอม มาแบบนี้แหละ เราจึงต้องเข้มงวด” จนท.ที่รับตัวนอน รพ.บอกผม ซึ่งผมก็เข้าใจ
แล้วผมก็เดินขึ้นไปยังแผนกผู้ป่วยตา ที่นอนรักษาที่ รพ. เอาเอกสารไปยื่นที่เคาท์เตอร์ เขาก็ถามโน่น นี่ นั่น แล้วให้ไปที่เตียงหมายเลข 5 พอผมได้เตียงแล้ว ก็เลยขอตัวลงไปซื้อข้าวของส่วนตัวที่ร้านสะดวกซื้อข้างล่าง สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผ้าเช็ดตัว เสื้อยืด รองเท้าแตะ จิปาถะเพราะผมไม่ได้เตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอะไรไปเลย เป็นอันว่าวันนี้ผมเหนื่อยมาทั้งวัน ได้รอขึ้นเขียงวันรุ่งขึ้นเลย

...เตียงเบอร์ 5

ผมนี่ดูเหมือนว่าตัวเลขที่ติดตัวตลอดคือเลข 5 ผมสังเกตมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเลขที่สมพงษ์กันหรือเปล่า แต่ดูจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ อะไรที่ต้องมีตัวเลขมาเกี่ยวข้องกับผม มักจะมีเลข 5 มาอยู่ด้วยเสมอ ตั้งแต่วันที่เกิด เดือนเกิด (ที่ถ้านับเดือนไทย เมษายน ก็เป็นเดือน 5) หมายเลขห้องหอพักตอนเรียน เลขชมรมที่ทำกิจกรรม บวกกันก็ 5 (ห้อง 23 ส่วนเลขหน้าเป็นเลขชั้น) ทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันก็มีเลข 5 เลขที่คอนโด ทะเบียนกล้องถ่ายรูปผมทุกตัวมีเลข 5 หมด เบอร์โทรศัพท์ทั้งเบอร์บ้าน เบอร์มือถือ มีเลข 5 หมด คราวนี้ก็เตียงหมายเลข 5 ที่สำคัญ ผมจะเข้าห้องผ่าตัดตอน ๕ โมงเช้า นี่คือความเกี่ยวข้องของเลข 5 กับตัวผม

วันนี้มีน้องๆ มาเที่ยวหาที่ รพ.หลังจากที่ผมแปลงกายเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลเรียบร้อย วันนี้ดูเหมือนยังไม่มีอะไรมาก นอกจากการหยอดตาจากพยาบาล เป็นระยะๆ วัดความดันอะไรพวกนี้ เลยได้พูดคุยกันฝากฝังงานให้ไปเดินเอกสารขอตัวจริงมา แล้วตอนที่เข้าห้องผ่าตัด ไม่รู้จะมีอะไรไหม วานให้ใครมาดูสักคน บังเอิ๊ญว่าน้องบางคนทำงานอิสระ เลยแวะมาได้ และโชคดีกว่านั้น “ก้อย ช่างกลโรงบาล” น้องอีกคนเป็น จนท.อยู่ที่ รามา พอดี เลยช่วยประสานโน่นนี่นั่นได้เยอะเลย ให้ “มด” ไปตามเอกสารใบส่งตัวตัวจริงที่ภูมิพลมาตอนเช้า แล้วให้ก้อยไปยื่นที่แผนกรับคนไข้ เป็นอันว่าธุรการผมเสร็จสรรพไปแบบหวุดหวิด
วันนี้น้องๆ เพื่อนๆมาเยี่ยมกันหลายคน เจ๊โหนก สหายเที่ยวป่าที่ ไม่เจอกันร่วมปีก็มา อ้วน-มุ้ย ก๊วนน้องสนิทที่มหาลัย นิตย์-เป๋อ-มด-จุ๋ม มากันครบ และอีกหลายคน วันนี้พูดคุยได้เป็นปกติเพราะผมไม่ได้ป่วยอะไร นอกจากตาที่มองไม่เห็นช้างหนึ่งเท่านั้น คุยกันจนถึงเวลา 2 ทุ่มที่เขางดเยี่ยม นั่นแหละ ผมถึงอยู่ในบรรยากาศของโรงพยาบาลจริงๆ
33_resize                                                    
                    

แนะนำให้อ่านต่อ