ทักทาย…เชียงขวาง

Asean Dimensions คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ www.tawanyimchang.com ทักทาย...เชียงขวาง
ระหว่างทางจากแยกภูคูนไปเชียงขวาง ระหว่างทางจากแยกภูคูนไปเชียงขวาง


                 เชียงขวาง....ผมไม่รู้ว่าชื่อนี้คนรุ่นใหม่จะรู้จักกันบ้างหรือเปล่า อันที่จริงผมก็ไม่ใช่คนรุ่นเชียงขวางบูม หากแต่ว่า ชื่อชั้น ของเชียงขวาง ทำให้คนที่สนใจเรื่องการบ้านการเมืองระหว่างประเทศต้องได้เข้าไปศึกษาถึงความเป็นมาเป็นไปของที่นี่พอสมควร ในสมัยสงครามอเมริกามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ สนามบินอู่ตะเภา สนามบินอุดร และฐานบินอีกหลายที่ในภาคอีสาน ยังคงมีทหารอเมริกามาปักหลัก ทำสงครามที่ไม่ได้ประกาศในลาว ช่วงนั้นก็คาบเกี่ยวกับสงครามเวียตนามที่เวียตนามเหนือ-ใต้รบกันนั่นแหละ คอมมิวนิสต์แผ่ขยายเข้ามาในลาว กำลังรุกรบผ่านตัวแทน อเมริกาเองได้ตัวแทนเป็นขุนทหารชาวม้ง ชื่อวังเปา นำกำลังชาวม้ง และลาวฝ่ายรัฐบาล(สมัยนั้น)ต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามที่อเมริกาบอก (สุดท้ายพอสงครามพ่ายอเมริกาก็ให้วังเปาอพยพไปอยู่อเมริกาหลายปี แล้วสุดท้ายก็มาจับวังเปาติดคุก ด้วยข้อกล่าวหาที่ยังกังขากัน จนวังเปาเพิ่งตายไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชียงขวางเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือด วังเปาถือเอาเชียงขวางเป็นที่มั่นหนึ่ง อเมริกาเอาเครื่องบินบรรทุกระเบิด บินมาจากไทยไปทิ้งปูพรมย่านนี้ 5 แสนเที่ยว ระเบิด 3 แสนตัน คิดดูก็แล้วกันว่ามันจะมหาศาลเพียงใด เคยเห็นภาพถ่ายทางอากาศของพื้นดินเชียงขวาง เป็นหลุมร่องรอยระเบิดเป็นเบ้าขนมครกเต็มไปหมด
ไหหินที่ว่าแตกเพราะแรงระเบิดอเมริกาสมัยสงคราม ไหหินที่ว่าแตกเพราะแรงระเบิดอเมริกาสมัยสงคราม


                 นั่นเป็นประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งที่มีเชียงขวางไปเกี่ยวข้องและเรายังถือว่าอาจจะพอร่วมสมัย แต่ถ้าย้อนลึกไปอีก เชียงขวางนั้นถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หนึ่งสมัยที่การแผ่ขยายอำนาจกันโดยเอาความเข้มแข็งของรัฐเป็นที่ตั้ง เชียงขวางเคยเป็นของไทย และของเวียตนาม ครั้นเป็นของไทย เราก็กวาดต้อนคนเชียงขวาง ที่มีเชื่อสาย “พวน” เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไทยมากมาย เดี๋ยวนี้ก็ตั้งบ้านเรือนอยู่หลายพื้นที่ สุพรรณบุรี นครนายก เลย หลายแห่งครับ การกวาดต้อนผู้คนเข้ามานั้น ในการศึกสมัยก่อน นอกจากจะยกทัพไปตีเมืองแล้ว อย่างหนึ่งที่ต้องการคือ “คน” เพราะรัฐที่มีกำลังคนมากก็จะมีการผลิตมาก เข้มแข็ง ถือเป็นยุค “เก็บผักเข้าส้า เก็บข้าเข้าเมือง” ในบ้านเราที่มีทั้งคนไทยเชื้อสายแขก มอญ ลาว ก็แบบนี้ สำหรับคนเชื้อสายลาว อย่างผู้เขียนที่มีเชื้อสายไทดำ ก็ถูกกวาดต้อนมาจากแถบสิบสองจุไทย แขวงหัวพัน แถบเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ในเวียตนามต่อกับลาวนั่นเอง ถ้าเป็นลาวเวียงนี่จะมาจากเวียงจันทร์ครั้งไปตีเวียงจันทร์ ส่วนลาวพวนก็มาจากย่านเชียงขวางนี่เอง พอมาถึงยุคปัจจุบัน 3-4 ชั่วคน กลายเป็นคนไทยหมดแล้ว เรียกไทยทรงดำ ไทยพวน นัยว่าเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะได้ไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยก ภาษาท้องถิ่นที่ติดตัวมา แม้กระทั่งเคยพูดคุยกันในชุมชน เดี๋ยวนี้ก็ชักเริ่มจาง พูดภาษากลางกันหมดแล้ว นับว่าเสียดายที่ภาษาถิ่นจะจางหายไป เชียงขวางที่ว่านี้จึงนับเป็นบ้านของคนพวนโดยแท้
ธารน้ำลิ่ว กึ่งกลางทางระหว่างภูคูนไปเชียงขวาง ธารน้ำลิ่ว กึ่งกลางทางระหว่างภูคูนไปเชียงขวาง


                สภาพที่ตั้งของเชียงขวางนั้นนับว่าน่าสนใจ เพราะมีภูเขาสูง ชัน ล้อมรอบ มีลำน้ำลี้ และสายน้ำอื่นไหลผ่าน ชาวบ้านแต่เดิมทำการเกษตรเท่าที่พื้นที่จะพอเอื้ออำนวย แต่ถ้าดูตามที่ตั้งจะเห็นว่าค่อนข้างไปใกล้ทางเวียตนาม การเดินทางไปเชียงขวางในสมัยที่หลวงพระบางคือปลายทางของนักท่องเที่ยวเมื่อแรกๆนั้น พอเรานั่งรถจากเวียงจันทร์เข้าวังเวียง ผ่านเมืองกาสี แล้วก็จะขึ้นภูเขาสูงทางรถวกวนไปมา ก็จะไปถึงชุมชนบนภูเขา เรียกว่าสามแยกพูคูน ถ้าตรงไปก็จะลงหลวงพระบาง แต่ถ้าไปทางขวาก็จะไปเชียงขวาง ทางไปเชียงขวางนั้นจะเป็นเส้นทางไต่ตามสันเขาไปเรื่อยๆ มีชุมชนลาวเทิง ซึ่งก็คือชาวเขานั่นเอง ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามข้างทางริมถนน ที่ราบน้อยมาก บ้านชาวบ้านจึงสร้างแบบพอได้ซุกหัวนอนกัน ไม่มีไฟ พอมืดก็เข้ากระท่อม ทำลูกกัน เราจึงเห็นเด็กๆ ในชุมชนชาวลาวเทิงพวกนี้เด็กๆ ยั๊วะเยี๊ยะไปหมด ที่ทำมาหากินก็คือการทำไร่ถางไร่ น้ำต่อเป็นท่อไม้ไผ่เล็กๆมาจากภูเขา จากแยกภูคูนใช้เวลาราว 4-5 ชม. ก็จะถึงเชียงขวาง
วัดร้างในเมืองโพนสะหวัน วัดร้างในเมืองโพนสะหวัน


                เชียงขวางนั้นอยู่บนที่สูง อากาศจึงค่อยข้างเย็น แม้แต่ในเดือนมีนาคมอากาศเช้าๆ ยังต้องใส่เสื้อกันหนาว ถ้าเราดูรวมๆ ก็เรียกว่าเป็นที่ราบกว้างใหญ่ แต่แท้จริง พื้นที่ในเชียงขวางจะเป็นเนินสูงต่ำ ย่านกลางเมืองถือว่าหนาแน่นสุดแล้ว แต่เราไปเห็นอาจจะบอกว่าหมู่บ้านในบ้านเราบางแห่งยังหนาตา กว่า ร่องรอยของสงครามยังปรากฏให้เห็นแทบทุกมุมเมือง นั่นคือ ซากของระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาในแผ่นดินเชียงขวาง มีหลากหลายรูปแบบ ไอ้ที่ตกลงมาเป็นลูกก็แตกไป ไอ้ประเภทมีลูกเล็กๆข้างในกระจายทั่วไปเสมือนดาวกระจาย เปลือกของระเบิด ก็ถูกเก็บถูกนำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ชาวบ้านเขาเอามาทำเป็นเสารั้วบ้านบ้าง ทำรางข้าวหมู ทำกระถางปลูกพืชผักสวนครัว เอามาทำเสายุ้งข้าว ฯลฯ นั่นคือที่มันไม่มีอันตรายแล้ว แต่ที่ผมบอกว่าระเบิดที่มันเป็นดาวกระจายนั้นมันเกลื่อนในพื้นที่เชียงขวาง จนทางองค์กรที่ทำการเก็บกู้วัตถุระเบิดทั่วโลก มาตั้งสำนักงาน เอาผู้เชี่ยวชาญ มาฝึกคนในท้องถิ่น เก็บกู้วัตถุระเบิด ทำมาเป็นสิบๆปีแล้ว ป่านนี้ก็ยังกู้ไม่หมด กว่าจะเคลียพื้นที่ได้ทีละแห่งก็เอาเรื่องอยู่
บรรดาลูกแตกทั้งหลายที่มากมายในเชียงขวางเอามาใช้ประโยชน์อย่างที่เห็น บรรดาลูกแตกทั้งหลายที่มากมายในเชียงขวางเอามาใช้ประโยชน์อย่างที่เห็น


                นอกจากความเป็นเมือง เป็นจุดยุทธศาสตร์ในอดีตแล้ว คนไปเชียงขวางล้วนมีเป้าหมายไปดู ทุ่งไหหินด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในโลกไม่มีที่อื่นที่เป็นแบบนี้ เข้าใจว่าท่านผู้อ่านคงเคยเห็นรูปแล้ว ทุ่งไหหินในเชียงขวางจริงๆจะมีอยู่ 2-3 ที่ แต่ที่นิยมกันคงจะเป็นที่อยู่ทางสนามบินเชียงขวาง ที่ออกไปนอกเมืองไม่มากนั่นเอง ทุ่งนี้เขาเคลียห์กับระเบิดออกไปได้มากแล้ว จึงเปิดการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ เป็นก้อนหินทรายถูกนำมาแกะ เจาะ เป็นรูปร่างคล้ายภาชนะ ที่สวยๆ ก็จะเป็นเหมือนโอ่ง มีโค้ง มีขอบคอ บางทีก็ทำเป็นทรงกระบอกเหมือนแก้วน้ำ มีฝาบิดบ้างไม่มีบ้าง กระจายกันอยู่ตามทุ่งหญ้ากว้างเนื้อที่หลายไร่ บางจุดอยู่กันหนาแน่น บางลูกมีร่องรอยโดนระเบิดแตกออกก็มี แต่ความที่มันเป็นหินมันคงไม่แตกละเอียด
ตลาดเช้าเชียงขวาง สัตว์ป่ามีวางขายเพียบ ตลาดเช้าเชียงขวาง สัตว์ป่ามีวางขายเพียบ


                  ในตำนานคนลาวเขาบอกว่าเป็นไหเหล้าของขุนเจือง ขุนเจืองนี่คือบรรพบุรุษคนลาว น่าจะเป็นคนขอมที่แพ้ภัยการแย่งชิงอำนาจในอาณาจักรขอมโบราณ แล้วหลบมารวบรวมคนตั้งเป็นดินแดนใหม่ ก็คือประเทศลาวนี่เอง แต่ถ้าดูตามความเป็นจริง ก็น่าจะเป็นที่ฝังศพ ที่เก็บอัฐิของคนตายมากกว่า ไม่น่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ยุคสมัยของการนำหินแกรนิตมาทำเป็นสิ่งของในยุคโบราณนั้นก็ต้องยอมรับว่าต้องมีเครื่องมือและความชำนาญสุดยอด เพราะหินแกรนิตไม่ได้นิ่มแกะสลักได้ง่ายแบบหินทราย ในบรรดาสิ่งที่เป็นโบราณวัตถุทั้งหลายเราจึงไม่ค่อยเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นหินแกรนิต ยิ่งขนาดของไหแต่ละใบมีตั้งแต่สูงแค่ 1 เมตรไปจน 3.5 เมตร น้ำหนักจึงมหาศาล ถึงแม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ความที่มันไม่มีที่ไหนในโลกก็น่ามาดูอย่างยิ่ง
ไหหินที่เชียงขวาง ไหหินที่เชียงขวาง


                 ไม่ไกลจากเมืองเชียงขวางปัจจุบันนักเป็นเมืองโพนสะหวัน (หรือพวนสะหวัน) ที่นี่เป็นเมืองเก่าแก่ สมัยฝรั่งเศสเคยมาปกครองลาว เมืองนี้เคยเป็นเหมือนเมืองหลวงของเชียงขวางในช่วงนั้น ศูนย์การบังคับบัญชาของฝรั่งเศสมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด อาคารสำนักงานหลายแห่งที่เป็นศิลปะแบบทางยุโรป ยังหลงเหลือให้เห็น แต่ที่เพียวัดซึ่งคล้ายกับเคยเป็นวิหารมาก่อนเพราะฐานก่ออิฐ มีเสาขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตรงกลาง เหมือนทางสุโขทัยบ้านเรา แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นวัด ไม่มีพระจำพรรษาแล้ว พอๆ กับพระธาตุฝุ่นที่อยู่ไม่ไกลกัน ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ต้นไม้ขึ้นเกาะกุมจนไม่รู้ว่าจะผุพังวันไหน ด้านในองค์พระธาตุถูกคนขุด เจาะจนทะลุถึงกัน ทั้งสองอย่างยืนยันว่าเมืองโพนสะหวันนี้พุทธศาสนาเคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่ก็แปลกที่ไม่ปรากฎศาสนสถาน อย่างวิหารหรือเจดีย์อื่นๆ เช่นหลวงพระบางอยู่เลย อีกทั้งลาวพวน ก็น่าจะเหมือนไทดำในลาวที่คงจะถือผีบรรพบุรุษเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว แต่กลับปรากฏเป็นซากวัดและซากเจดีย์ หรือจะนับถือทั้งสองอย่าง
สนามบินเมืองเชียงขวาง เห็นได้ง่ายๆจากทุ่งไหหิน สนามบินเมืองเชียงขวาง เห็นได้ง่ายๆจากทุ่งไหหิน


                     ผมสันนิษฐานแบบง่ายๆนะ ไม่ได้จริงจังอะไรว่า เป็นไปได้ไหมว่าร่องรอยทางศาสนาที่เห็นนั้น มีมาแต่ครั้งที่เชียงขวางขึ้นอยู่กับกรุงเทพ และไทยที่ไปปกครองในเวลาสั้นๆ เป็นสร้างขึ้นมา จะอย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่เชียงขวาง ก็ได้รู้จักและเห็นแอ่งอารยะธรรมของเอเชียว่าแท้จริง การก่อเกิดของชนชาติต่างๆในเอเชีย ก็มีมาอย่างช้านาน ไม่แพ้กลุ่มอารยธรรมใดในโลกนี้ คนเอเชียสืบสานวัฒนธรรมแบบชาวเอเชียเรา จากไหหินที่ปรากฏ บ่งบอกถึงความเจริญของเอเชียเราที่ใช่ว่าจะน้อยหน้ากว่าที่อื่น 6 ในชนบทของเมืองแปกก่อนถึงเชียงขวาง ฝิ่นถูกปลูกข้างบ้านเหมือนเป็นผักสวนครัว สำหรับชนบทที่ห่างไกล ดูฝิ่นยังมีความจำเป็นในการรักษาโรคต่างๆ ดังนั้นจงภูมิใจในความเป็นเอเชียและอย่าทะเลาะกัน ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือทะเลาะกัน เพียงเพราะต่างภูมิภาคเข้ามาปลุกปั่น ให้หวาดระแวงกัน รักกันมั่นยืน เอเชียเฮาเด้อ... ................................... @ ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Asean Dimensions นิตยสาร OFF ROAD ฉ.๒๒๑ ก.ย.๒๕๕๖@

แนะนำให้อ่านต่อ