ริมฝั่งคงคาที่พาราณสี

ริมฝั่งคงคาที่พาราณสี
เช้าตรู่ที่แม่น้ำคงคา เช้าตรู่ที่แม่น้ำคงคา


              อินเดีย ยังคงเป็นความประทับใจที่อยากจะเอามาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบรรดาชื่อเมืองต่างๆ มักจะคุ้นหู โดยเฉพาะเมื่อที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่เราถูกสอนมาแต่เด็กๆ ในเรื่องของศีลธรรม(ไม่รู้ว่าวิชานี้จะยังอยู่หรือเปล่า) “ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกที่ป่าอีสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี” ชื่อนี้จึงคุ้นหูมาตลอด แล้วจริงๆ พาราณสีคืออะไรกันละ เมืองพาราณสี ที่เวลาเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะเป็น Varanasi จริงๆ เป็นอำเภอครับ อยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ก็จะเป็นทางตอนเหนือๆของประเทศอินเดีย เมืองนี้จริงๆมีมานานมากราวๆ 4,000 ปีมาแล้ว ก่อนที่ศาสนาพุทธจะกำเนิดขึ้นมาบนโลกว่างั้นเถอะ เดิมนั้นเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี ในอินเดียโบราณ มาในปัจจุบันแม้พาราณสีไม่ได้เป็นเมืองหลวงของแคว้น (เพราะลักเนาว์ ( lucknow) เป็นแทนไปแล้ว ) แต่พาราณาสีก็ยังเป็นเมืองใหญ่ในอุตตรประเทศ มีประชากรเป็นล้านๆคนประกอบกับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะเหตุนี้เมืองนี้ถึงมีสนามบิน ไม่เหมือนบ้านเรา มีสนามบินเพียงเพราะนักการเมืองในจังหวัดนั้น แค่อยากหาเสียง จังหวัดเล็กจังหวัดน้อยเสนอทำสนามบินหมด ทำแล้วก็ไม่มีคนมา สายการบินก็เจ๊ง เลิกบิน สนามก็ปล่อยรกเป็นที่เลี้ยงวัวไป แล้วก็เสียเงินค่า เจ้าหน้าที่ ค่าดูแลรักษา ไร้สาระสิ้นดี
กิจกรรมริมคงคาเริ่มแต่เช้าตรู่ กิจกรรมริมคงคาเริ่มแต่เช้าตรู่


               เมืองนี้ก็เหมือนเมืองในอินเดียหลายๆเมือง ที่ในตัวเมือง ก็มีแต่ความจ๊อกแจ๊กจอแจ สับสนวุ่นวาย ของทั้งคน ทั้งรถ กลุ่มคนจนในวรรณะจัณฑาล ทำเป็นเพิงเล็กๆ อาศัยอยู่ริมทางรถไฟ วัวเดินในเมืองอย่างอิสระเสรี จะถ่ายมูลตรงไหน นอนตรงไหน หรือรื้อถังขยะยังไงก็ไม่มีใครว่าหรือมาทำอะไร แล้วอย่าได้ไปตี ไปจับมันเชียว มันดุครับ จะขวิดเอา ผมเจอมาแล้วเอามือแตะหลังมันนิดเดียว หันมาขวิดเลย ความที่ไม่มีใครไปทำอะไร วัวเลยไม่ได้ฝึกฝนเหมือนบ้านเรา เมืองนี้ชาวฮินดูถือเป็นเมืองสำคัญที่มีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน แม่น้ำคงคานี้ ชาวฮินดู ถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์โดยมีจุดกำเนิดมาจากแม่น้ำภาคีรธี (Bhagirathi) ที่ไหลมาจากธารน้ำแข็งกังโกตรี (Gangotri) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย อยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย ในรัฐอุตตราขัณฑ์ (Uttarakhand) เรียกว่าเป็นแม่น้ำที่มีที่มาจากน้ำแข็งละลายสายหนึ่งแล้วไหลมาเชื่อมกับแม่น้ำอลักนันทา (Alaknanda) ใกล้ๆ เมืองดีโอปรายัก (Deoprayag) ตั้งแต่นั้นจึงเรียกแม่น้ำคงคา แล้วไหลผ่านพื้นที่ทางตอนเหนือของอินเดียเข้าบังคลาเทศ แล้วไปลงทะเลที่อ่าวเบงกอล เหมือนกับแม่น้ำสาละวินก็ลงที่อ่าวเดียวกันนี้ แม่น้ำนี้เป็นหนึ่งในแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวถึง 2,510 กิโลเมตร (1,560 ไมล์) ลึกโดยเฉลี่ยราว 52 ฟุต (16 เมตร) ส่วนที่ลึกสุดนั้นประมาณ 100 ฟุต (30 เมตร) อินเดียยังประกาศให้แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำประจำชาติอีกด้วย
อาคารทรงคลาสสิคที่โอ่อ่าริมแม่น้ำคงคาที่พาราณสี อาคารทรงคลาสสิคที่โอ่อ่าริมแม่น้ำคงคาที่พาราณสี


                  ในเวบไซค์ของประเทศอินเดีย ( www.indiaindream.com) เล่าถึงความเชื่อศรัทธาของคนฮินดูต่อแม่น้ำนี้ว่า “...มีตำนานทางศาสนาเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำคงคาคือ พระเจ้าสักระ (Sagara) ผู้ทรงมีพระโอรสถึง 60,000 พระองค์ และถูกสังหารสิ้นโดย บัณฑิตกปิละ (Kapila) วิญญาณของพระโอรสต่างๆ ถูกลงโทษให้ท่องไปในโลกตลอดกาล จนกว่าพระแม่คงคาจะเสด็จจากสวรรค์มายังโลกมนุษย์ มาชำระบาปและปลดปล่อยพวกเขาจากคำสาปนั้น และอันเนื่องมาจากการกระทำทุกข์กิริยาเพื่อไถ่บาปให้ของกษัตริย์อีกพระองค์ พระเจ้าภครถี (Bhagarathi) พระแม่คงคาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์ ผ่านมุ่นมวยผมของพระศิวะ จากยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งหิมาลัยเร่งรุดสู่ทะเล และน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพระนางก็ได้ชำระล้างบาปให้แก่ดวงพระวิญญาณของโอรสแห่งกษัตริย์สักระ 60,000 พระองค์ และส่งพระโอรสเหล่านั้นไปสู่สรวงสวรรค์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความเชื่อกันว่าพระแม่คงคานั้นมีอำนาจในการปลดปล่อย ทำให้บริสุทธิ์ และเยียวยา การโปรยเถ้าถ่านของมนุษย์ไปในแม่น้ำคงคาเชื่อกันว่าจะนำไปสู่สรวงสรรค์ชั่วนิรันดร์ ในทุกวันจึงมีผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกันอย่างคับคั่งที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อทำการสักการะบูชาและล้างบาป สำหรับชาวฮินดู แม่น้ำคงคา คือ พระแม่คงคา ประดุจมารดาที่เลี้ยงดูอุ้มชูลูกๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ การดื่มน้ำจากแม่น้ำคงคาเสมือนการดื่มน้ำนมจากอกมารดา รวมทั้งทารกจะถูกนำมาทำพิธีล้างบาปในแม่น้ำ เพราะพวกเขาเชื่อว่าแม่น้ำคงคาจะช่วยชำระล้างจิตวิญญาณ...”
การมาอาบน้ำแม่น้ำคงคาเหมือนได้ชำระล้างทั้งกายใจ การมาอาบน้ำแม่น้ำคงคาเหมือนได้ชำระล้างทั้งกายใจ


                แล้วที่นักท่องเที่ยวมาที่เมืองนี้ก็เพราะแบบนี้นี่เอง คือมีความกังขากันว่า สภาพของแม่น้ำคงคาที่ไหลผ่านพื้นที่มามากมาย บางเมืองก็มีโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะโรงงานทอผ้า อยู่ริมฝั่งน้ำ ซึ่งไม่รู้ว่ามีแอบทิ้งน้ำเสียลงมาบ้างหรือเปล่า แล้วไหนนะน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล รวมทั้งเถ้าจากการเผาศพริมแม่น้ำ และบางครั้งศพที่ยังไหม้ไม่หมดก็จะถูกทิ้งลงน้ำเช่นกัน แม่น้ำคงคาที่เห็นจึงเป็นสีออกดำๆหน่อย มีฟองด้วย แต่มีการบอกเล่าว่า มีการนำน้ำจากแม่น้ำคงคาไปตรวจดูเชื้อโรค แล้วไม่พบความสกปรกหรือเชื้อโรคใดๆ อันนี้ ฟังหูไว้หูนะครับ เพราะอาจจะค้านกับสายตาเราที่เห็นสภาพแม่น้ำคงคาก็ได้ รวมทั้งหน่วยงานไหนเป็นคนมาตรวจจ วิธีการตรวจคืออะไร ก็ไม่รู้รายละเอียด ไม่มีการยืนยันเช่นกัน(หรืออาจมีแล้วแต่ผมไม่รู้)
เผาศพกันริมแม่น้ำ เผาศพกันริมแม่น้ำ


                   ใครไปพาราณสี ก็มักจะต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อเดินทางไปที่ท่าน้ำ (ที่ผมลืมชื่อไปแล้ว แต่ท่าที่อยู่ใกล้ๆกันเป็นท่าที่เขาเผาศพนั่นเรียกว่าท่ามณีกรรณิการ์ ถ้าผิดก็ขออภัยนะครับ) การเดินไปในท่าน้ำแต่เช้ามืดนี่ต้องเสี่ยงเพราะมูลวัวเอย วัวบ้าง คนจรจัดมานอนบ้าง ซ้ำไฟก็ไม่ค่อยสว่างอาจไปเหยียบเขาได้ การอาบน้ำคงคาเขาเริ่มแต่เช้ามืดแล้วก็เรื่อยไปจนสาย นักท่องเที่ยวที่ไปก็มักนิยมไปล่องเรือดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งแม่น้ำนี้กว้างมากเหมือนทะเลกลายๆ ชาวฮินดูมาอาบน้ำ ดื่มน้ำกันหนาตา เหตุผลก็อย่างที่บอกไปแต่ต้น และการล่องไปดูการเผาศพที่ริมน้ำ ซึ่งมีการเผาแบบนี้มาแต่โบราณ ใครใกล้ตายญาติพี่น้องก็จะพามาอยู่โรงแรมใกล้ๆ พอตายก็เอามาเผาเลย แล้วกวาดเถ้าลงแม่น้ำ บางศพไหม้ไม่หมดฟืนหมดก่อน ก็ทิ้งศพที่เหลือลงน้ำทั้งแบบนั้น แม้อาคารบ้านเรือนริมน้ำคงคาจะดูสวยและคลาสสิค แต่ให้ไปค้าง ก็คงไม่เอา ยิ่งอาคารแถวๆย่านที่เขาเผาศพ เขม่าควันติดอาคารดำไปหมด
สารพัดกิจกรรมริมแม่น้ำคงคา สารพัดกิจกรรมริมแม่น้ำคงคา


                  การที่เราได้มาเห็นประเพณีความเชื่อของคนที่เชื่อต่างจากเรา ก็คงต้องดูด้วยความเคารพ การที่ยอมรับในความเชื่อคนอื่นที่ต่างกัน จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข การมาดูแม่น้ำคงคาที่พาราณสี จึงได้ทั้งข้อปลดปลงและเปิดโลกทัศน์ในการออกท่องโลกกว้างต่อไป..... .............................................. @ พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Off Road มิถุนายน ๒๕๕๗@
ร้านกาแฟริมทางใกล้ท่าลงเรือในพาราณสี ร้านกาแฟริมทางใกล้ท่าลงเรือในพาราณสี


แนะนำให้อ่านต่อ