ตากปีก

ตากปีก

โดย : คมฉาน ตะวันฉาย
                     ในสายตาคนไทย ประเทศในเมืองร้อน อาจจะแปลกใจที่เห็นชาวตะวันตก ใช้เวลาอยู่นานในการนั่งหรือนอนกลางแดด โดยไม่กลัวร้อนสักนิด        ขณะที่คนไทยเราต้องห่อตัวหลายชั้น เหมือนแหนมป้าย่นเวลาต้องออกกลางแจ้ง  คนที่อยู่ในประเทศที่ไม่ค่อยได้เจอแสงแดดก็คงกระหายแสงแดดแบบนี้เป็นธรรมดา สัตว์เลือดเย็นหลายชนิด ก็ไม่ต่างกันที่ต้องมาตากแดดเพื่ออบอุ่นร่างกายจึงจะออกไปดำเนินชีวิตต่อไป ได้ แสงแดดจึงดูมีคุณค่าและมีประโยชน์มหาศาลทีเดียว                  ในช่วงเวลาปกติ เราจะไม่ค่อยเห็นนกกางปีก หรือผึ่งแพนหางเท่าไหร่ เว้นแต่เมื่อปีกมันเปียกเท่านั้น ซึ่งการที่ปีกจะเปียกนี่ก็มีทั้งที่เปียกเพราะพี่แกทำให้มันเปียกเอง หรือไม่ก็เพราะธรรมชาติทำให้มันเปียก พอเปียกจะทำอย่างไรล่ะ จะมาสะบัดจนตัวแทบหักแบบสุนัขนั้นนกคงทำไม่ได้ นกเขาก็มีวิธีการนิ่มนวล มีนกหลายชนิดที่สะบัดตัวพองาม แล้วทำขนพองๆ ก่อนที่จะเอาปากไล่ไซ้ไปตามปีก ถือโอกาสเช็คดูไรดูพาราสิตต่างๆ ไปด้วยในตัว แต่สำหรับเจ้านกกาน้ำ หลังจากขึ้นมาจากการดำน้ำหาปลาแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือเกาะอยู่บนตอไม้ ขอนไม้บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าตีนกึ่งแบนนั้น (กับสัตว์เราเรียกตีนสัตว์ถูกแล้ว ไม่ใช่คำไม่สุภาพแต่อย่างใด) จะเป็นฐานให้เจ้าตัวอย่างดี พอได้ที่เหมาะๆ ก็จะกางปีกออกผึ่งแดด    ซึ่งท่าทางการกางปีกของเจ้านกชนิดนี้ ดูกี่ทีก็ตลก                 เวลาเราเห็นเหยี่ยวหรือพวกอินทรีย์กางปีกร่อนบนฟ้า มันดูสง่า น่าเกรงขาม หรือเวลาเราเห็นนกกลุ่มนกพิราบกางปีกบินขึ้นหรือลง มันดูอ่อนช้อยจนเขาเอาไปเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพไปโน่น แต่ถ้าท่านผู้อ่านมาเห็นนกกาน้ำกางปีก ตากแดด ผมว่าคงคิดไม่ต่างจากผม ยิ่งมาประกอบกับหน้าตาพี่แกด้วยแล้ว ดูไปหัวเราะไป แล้วหลังจากนั้นเขาถึงจะเกาะกิ่งตากแดดอยู่นาน แล้วจึงค่อยลงไปดำน้ำหาปลาอีกที                แต่ช่วงที่ผมมักจะเห็นนกตากปีกบ่อยๆ ก็คือ หน้าฝน นกคงไม่มีที่หลบฝนแบบคนเรา ฝนตกก็ต้องเปียกเป็นธรรมดา พอฝนหยุดตกนั่นแหละ ทีนี้ค่อยมาตากปีก ตากหาง      ผมไปบ้านกร่าง แก่งกระจาน เห็นเหยี่ยวเกาะกิ่งไม้ยืนหลบฝนที่ตกปรอยๆ  ลงมา ส่องดูจากกล้องนี่เห็นแล้วสงสารเลย เพราะขนหัวและตามปีกดูลู่ลงเพราะน้ำฝน ผมรอจนฝนหยุด จึงเห็นมันบินออกไปเกาะกิ่งไม้หนาม แล้วแผ่แพนหาง กางปีก รอให้ปีกแห้ง อยู่ตั้งนานแสนนาน ทั้งที่ฟ้าหลังฝนครั้งนั้นแม้ฝนจะหยุด แต่ก็ไม่มีแดด การผึ่งปีกจึงอาจจะเป็นแค่ผึ่งลมมากกว่าผึ่งแดด เพราะถ้าจะให้ดีมันต้องได้ตากแดด คราวไปดูนกบ่อมอง เขตฯ อ่างฤๅไนย ก็คล้ายกัน ฝนตกทั้งคืน เช้าขึ้นมาแดดออก เห็นนกบั้งรอกใหญ่บินมาจากไหนไม่รู้โฉบเข้าใต้พุ่มต้นมะขาม สักครู่ก็โผล่หัวออกมา โชว์อายไลเนอร์รอบดวงตาแดงแป๊ดเป็นเอกลักษณ์ เจ้านกกางปีกสองข้างตากอย่างสบายใจ ใกล้ๆ กันเป็นนกกะปูดใหญ่ เพียงแต่คราวนี้ไม่อยู่บนพื้นดินเหมือนทุกครั้งที่เคยพบเจอ                     แต่เท่าที่เห็นนกตากปีกมา ผมว่าคงไม่มีใครที่จะ “โอเวอร์” เท่ากับเจ้าจาบคาหัวสีส้มที่พะเนินทุ่งแคมป์อีกแล้ว ช่วงที่มีฝนดาวตกเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนนี่เอง ผมหมายมั่นว่าจะขึ้นไปดูนกปลีกล้วยลายเขาดูดน้ำหวานให้ถนัดตาแถวบ้านพัก รับรอง ขณะกำลังยืนนิ่งๆ ใกล้ขาตั้งกล้องรอเจ้าปลีกล้วยลายให้แวะมาที่ปลีกล้วย 3-4 ปลีที่อยู่ในรัศมีกล้องทำงานได้ แม้จะยืนอยู่กลางแดดช่วงบ่ายแก่ ที่มีลมเย็นพัดมาเป็นระยะๆ รับรู้ได้ถึงอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งอากาศแบบนี้ก็ดีไปอย่างตรงที่บรรดาสารพัดนกจะมาเกาะนิ่งอยู่กับที่นาน ขนาดนกกระเต็นอกขาวที่เปรียวนักเปรียวหนา ตามปกติเข้าใกล้ได้ที่ไหน หน้าหนาวแบบนี้ ห่างแค่ 5 เมตร ยังไม่บินหนี ขอตากแดดอีกครู่ นี่แสดงว่านกมันก็หนาวเหมือนกัน แล้วในยามที่เขาตากแดดกำลังสบายๆ ก็อย่าไปรบกวนเขา คิดถึงอกเขาอกเราบ้าง ว่าถ้าเป็นช่วงที่เราสบายๆ แล้วมีใครมาทำลายความสบายนั้นโดยการมาขัดจังหวะ เราจะรู้สึกอย่างไร นกก็เหมือนกันเพียงแต่มันพูดเพื่อปกป้องสิทธิ์ไม่ได้เหมือนคนเราแค่นั้น                  สักครู่ผมก็เห็นบรรดาเจ้าจาบคาหัวสีส้มหลายตัว ค่อยๆ บินมาจากไหนไม่รู้ ร่อนลงยืนอยู่ตามพื้นถนนเป็นสิบๆ ตัว สีส้มบนหัวและสีฟ้าบนหลังนั้นเด่นชัดบนพื้นถนน เสียแต่อยู่ระยะที่ห่างมากไปหน่อยน่าจะเกิน 30 เมตร แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองเห็นสีสันของพวกนั้นชัดเจน ผมก็นึกว่าคงลงมาจิกอะไรกินตามพื้น ซึ่งไม่ใช่วิสัยของจาบคา  โดยเฉพาะจาบคาหัวสีส้ม ที่มักจะเห็นบินโฉบไปมาในช่วงสั้นๆ โฉบแล้วเกาะกิ่งไม้ แล้วจึงบินโฉบอีก ได้แมลงได้อะไรติดปากมาทุกครั้งที่ออกบิน จนผมขนานนามให้นกชนิดนี้ว่า  “จอมยุทธ กระบี่ไม่พลาดเป้า” คราวนี้ลงมายืนกันที่พื้นโล่งกลางถนน กำลังสงสัยว่าลงมาทำไมกัน แป๊บเดียวแค่นั้น คำตอบก็ปรากฏ เพราะพี่แกเอาอกแนบพื้น กางปีกสองข้างแผ่ออก แพนหางก็เช่นเดียวกัน แผ่ออกแนบไปกับพื้นถนน ถ้าเป็นคนก็คงนอนคว่ำ กางแขนกางขา คงมีแต่ส่วนหัวที่ยังคงส่ายหัวด๊อกแด๊ก มองไปมา เห็นนกตากปีกมาก็เยอะ แต่พอมาเห็นเจ้าจาบคาหัวสีส้มตากปีกนี่ต้องยอมเลยครับ เรียกว่า “ตากปีก” จริงๆ เพราะตากมันทุกส่วนเลยทีเดียว                 ธรรมชาตินั้นมีอะไรที่เป็นเสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้ยิ้มมุมปากอยู่เสมอ ถ้ามองธรรมชาติอย่างพินิจก็จะเห็นเสน่ห์นั้น ถ้าเห็นแล้วก็จะเกิดความรักและรู้จักคุณค่าของมัน  และจะละอายทุกครั้งที่ต้องทำอะไรก็ตามที่เป็นการทำลายมัน ลองดูครับ ไปเที่ยวสถานที่ธรรมชาติแล้วลองดูอย่างพินิจ  ก็จะเห็นความงามอันนำมาซึ่งความสุข ธรรมชาตินั้นงดงามเสมอ..

แนะนำให้อ่านต่อ