Autumn in Thailand

Autumn in Thailand

โดย : คมฉาน ตะวันฉาย
เปล่า ไม่ใช่ผมเพี้ยนนะครับ แต่มันเรื่องจริง บ้านเราไม่มี 4 ฤดู ก็จริง แต่มันมีช่วง Autumn ในช่วงที่อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใส ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี  ถ้าจะให้ภาพที่โรแมนติกหน่อย ก็มีหนุ่มๆ สาวๆ นั่งชิดกันบนเก้าอี้ริมสระน้ำที่ใบไม้มีสีสันสดใส บางใบก็ร่วงหล่น แค่นี้โรแมนติกพอหรือยัง ที่ว่ามาทั้งหมดนี้บอกได้เลยว่าไม่ได้มีแต่เมืองนอก บ้านเราก็มี จะมียกเว้นบ้างก็คงเป็นข้ออากาศเย็นสบายนั่นแหละ เมืองนอกที่เขามีใบไม้เปลี่ยนสี เราอาจจะเห็นเมเปิลญี่ปุ่น ชนิดที่มีห้าแฉก หรือพืชตระกูลสน และอีกหลายๆ ชนิด ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสี เพื่อรอเวลาร่วงหล่น แต่บ้านเรานั้น ถึงจะไม่มีเมเปิลหรือพืชแบบเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ยุโรปที่มันเปลี่ยนสี ทว่าบ้านเขาก็ไม่มีป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ที่เป็นป่าเปลี่ยนสีของบ้านเราเหมือนกัน ผมเคยไปดูป่าเปลี่ยนสีเมืองนอกเมืองนาก็ยอมรับว่าสวย มาดูบ้านเรา ผมว่าก็สวยไม่แพ้เมืองนอกเหมือนกัน ผมเคยเขียนถึงหุบเขาสีลูกกวาด เพราะไปประทับใจหุบเขาหนึ่งในอุทยานแห่งชาติออบหลวง ใกล้น้ำตกแม่เตี๊ยะที่มีกระท่อมน้อยกลางนา แล้วมีภูเขาล้อมไปทุกด้าน ภูเขานี้เป็นป่าเต็งรังทั้งหมดและไปเห็นช่วงที่มันกำลังเปลี่ยนสี เหมือนโหลลูกกวาด หลากหลายสีสัน เหลือง แดง แสด ส้ม น้ำตาล เขียว อยู่คละปะปนกัน นั่นเป็นความประทับใจสุดๆ แล้วบอกได้เลยว่า เมืองไทยของเราสวยไม่แพ้ที่ใดในโลก ยิ่งเดินทางมากก็เห็นป่าเปลี่ยนสีแบบนี้มาก ถ้าลองสังเกตจะเห็นว่าป่าที่ต้นไม้เปลี่ยนสีนั้นมักจะเป็นป่าเบญจพรรณและ ป่าเต็งรัง ป่าทั้งสองแบบนี้มีลักษณะที่ชวนให้ผลัดใบทั้งสิ้น อย่างป่าเบญจพรรณนั้นเป็นป่าค่อนข้างโปร่ง ต้นไม้จะไม่ขึ้นกันหนาทึบมากนัก สังเกตง่ายๆ มักจะมีไม้ไผ่ขึ้นปะปน แต่ไม้ใหญ่ในป่าเบญจพรรณนั้นมักเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไม้แดง ไม้มะค่าโมง ไม้มะค่าแต้ ไม้ประดู่และอีกสารพัดไม้ ในกรณีของป่าเบญจพรรณนั้น ต้นไม้ที่เปลี่ยนสีได้ง่ายและสังเกตเห็นชัดก็คือไม้ไผ่ โดยเฉพาะไผ่รวก ในยามที่เขาผลัดใบจะเหลืองอร่ามไปทั้งต้น ส่วนไม้ใหญ่อื่นๆ แม้ว่าจะเปลี่ยนสีใบบ้าง แต่ก็จะสังเกตไม่ค่อยเห็น ด้วยว่าต้นไม้มักขึ้นห่างๆ กันอย่างที่บอก แต่ในกรณีของป่าเต็งรังนั้น ชื่อก็บอกว่าไม้เด่นๆ จะเป็นไม้เต็ง และไม้รัง แต่ก็มีต้นเหียง ต้นซาก ต้นจิก อะไรพวกนี้ขึ้นอยู่ด้วย สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของป่าเต็งรังและเบญจพรรณก็คือก็ เป็นป่าโปร่งเหมือนกันและต้นไม้ไม่หนาชิดกันมาก แสงแดดจัด ป่าสองแบบนี้ ถ้าไม่ใช่หน้าฝนละก็ร้อนมาก ข้อด้อยของป่าสองแบบนี้ก็คือ พื้นดินจะเก็บความชื้นได้น้อย ป่าเต็งรังนั้นดินจะเป็นดินทราย ดินลูกรังบ้าง ส่วนป่าเบญจพรรณ สภาพพื้นดินไม่ได้ดีกว่าป่าเต็งรังนัก ป่าสองประเภทนี้จึงแห้งไว ต้นไม้ใบหญ้าจะรีบโต รีบออกดอก รีบแพร่พันธุ์ โดยใช้ระยะเวลาสั้นจุดจู๋ เมื่อน้ำหาได้น้อยก็ต้องประหยัดโดยการทิ้งใบที่น้ำจะถูกคายออกทางใบไปซะบ้าง ช่วงนี้ใบไม้จะมีหลากหลายสี สีแดงบ้าง แสดบ้าง ส้มบ้าง เหลืองบ้าง ม่วงก็มี สีชมพูก็เห็น ใบไม้ที่มีสีของคาโรทีนอยส์นั้นจะโชว์สีผ่านใบแค่ระยะเวลาหนึ่ง ราว 5-7 วัน แต่จะมีช่วงที่สียังอิ่มๆ ใบยังตึงเต่งอยู่เฉพาะช่วงแรกๆ 2-3 วันเท่านั้น ช่วงนี้แหละที่ถ้าท่านผู้อ่านไปจะเห็นว่าป่ากำลังเปลี่ยนสีอย่างสวยงามพอดี กระบวนการปรับตัวของธรรมชาตินั้นสุดยอดทีเดียว แต่บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมป่าผืนเดียวกันจึงผลัดใบไม่พร้อมกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้นไม้ยังหาน้ำได้เพียงพอที่จะคายทิ้งได้อยู่อีกหรือ เปล่า บางครั้งเราจึงเห็นป่าเต็งรังที่อยู่บนยอดดอยเริ่มผลัดใบก่อนแล้วค่อยๆ ไล่ลงมายังข้างล่างเรื่อยๆ ผมเห็นพื้นที่อย่างนี้หลายต่อหลายแห่งที่ป่าเปลี่ยนสีแล้วดูสวยงามมาก รวมทั้งมีมุมหรือมีองค์ประกอบรูปสวยมากๆ ผมว่าท่านผู้อ่านน่าจะถ่ายรูปได้ดีกว่าผม อยากแนะนำว่าถ้ามีโอกาสในช่วงกลางเดือนธันวาคม ไปถึงปลายเดือนมกราคม มีหลายพื้นที่ที่มีป่าเปลี่ยนสี เน้นย้ำทางภาคเหนือ เช่น เส้นทางฮอด-แม่สะเรียง, เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน, ดอยอินทนนท์,ในอุทยานน้ำหนาว, เส้นทาง อ.เชียงม่วน-ดอกคำใต้ พะเยา  ฯลฯ ใครว่าเมืองไทยไม่สวย เพียงแต่คนไทยมักออกไปดูธรรมชาติ ในวันเวลาที่ตัวเองว่างจากงาน แต่ธรรมชาติไม่ได้มารอให้คนไปดู เขาจึงไม่รอวันหยุดเหมือนคนเรา อย่าเอาตัวเราเป็นเกณฑ์ ให้เอาธรรมชาติเป็นเกณฑ์ เรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์เล็กๆ ได้อย่างหนึ่งว่า “ใครที่ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติย่อมพบความงาม  ใครขืนธรรมชาติก็จะตรงกันข้าม” เราฝืนธรรมชาติกันมานานแล้ว ลองปรับตัวเข้าหาธรรมชาติดูบ้างสิ แล้วจะรู้ว่าธรรมชาตินี่คือชีวิตของมนุษย์เราจริงๆ แล้วเมื่อคุณได้ไปเห็นมุมมองของเมืองไทยที่เราอาจจะมองผ่าน ลองพินิจถึงสิ่งที่คุ้นตานั่นดีๆ จะเห็นว่าบ้านเรานั้นไม่ด้อยกับต่างประเทศเลย ต่างกันนิดเดียวคือ ที่อื่นมันบ้านเขา แต่ที่นี่….บ้านเราครับ ผมละรักประเทศนี้จริงๆ สิเอ้า..

แนะนำให้อ่านต่อ