สุขประจำ…ไปประจวบฯ

ประเทศไทยใจเดียว คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ kokkram@hotmail.com
.สถานีรถไฟหัวหิน .สถานีรถไฟหัวหิน


สุขประจำ...ไปประจวบฯ นอกจากงานช้างที่หมู่บ้านช้างที่สุรินทร์แล้ว ภาพของช้างจำนวน 4 โขลง ที่ค่อยๆ โผล่ออกมาจากชายป่า ต่างทิศทางแต่มีจุดมุ่งหมายที่กลางทุ่งหญ้ากว้างเบื้องหน้า นับจำนวนได้เกือบร้อยตัวนั้น เป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เพราะนี่คือช้างป่าล้วนๆ ไม่ใช่ช้างเลี้ยง ไม่ใช่ช้างในศูนย์ฝึก ผมเคยเห็นช้างในป่ามามาก แต่ไม่เคยเห็นมากเท่านี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะเห็นที่ไหนอย่างนี้ด้วย ความตื่นตาตื่นใจจึงไม่ใช่เพียงแต่ผมคนเดียว หากแต่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ฝรั่งมังค่าที่ยืนออกกันบนเนินดินโป่งสลัดได ของอุทยานแห่งชาติกุยบุรีในวันนั้น จึงอิ่มเอมใจกับภาพสัตว์ป่าที่เห็น และคงยากจะปฏิเสธถึงฉายาของซาฟารีเมืองไทยของอุทยานแห่งชาติกุยบุรีนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแต่โขลงช้างจำนวนหลายสิบตัวเท่านั้นที่มาเสริมสร้างฉายาซาฟารีเมืองไทยให้กับอุทยานฯกุยบุรี หากแต่ว่ายังมีฝูงกระทิง วัวแดงที่ลงมาหากินปนกับฝูงกระทิง ฝูงหมาใน แม้กระทั่งเสือโคร่ง ยิ่งมาปีนี้ เขาเอาสัตว์จากศูนย์เพาะเลี้ยง อย่าง เก้ง กวาง หมูป่ามาทดลองปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติ ยิ่งทำให้พื้นที่แห่งนี้สมกับฉายาที่ได้มากยิ่งขึ้น จากแต่เดิมที่เราอาจเห็นช้าง หรือกระทิงในช่วงเย็นๆ มาในยุคที่หัวหน้าปรีชา วิทยพันธ์ มาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ กุยบุรี เราจะเห็นเก้ง กวาง หมูป่า ป้วนเปี้ยนหากินตามชายป่า ใกล้ๆหน่วยฯ ป่ายางมีให้เห็นตลอดเส้นทาง ส่วนนกเงือกโดยเฉพาะนกแก๊ก มีอยู่เป็นฝูงเกาะอยู่ตามชายป่า กระบือปีกใหญ่โผบินเมื่อเห็นคนผ่านมา ไก่ป่า ไก่ฟ้ายิ่งแล้วเห็นจนชินตาสำหรับที่นี่
นบ้านที่แสนสุขของช้างกุยบุรี นบ้านที่แสนสุขของช้างกุยบุรี


                   การเข้าไปดูสัตว์ที่นี่ก็ไม่ยาก ถ้ามาจากสามร้อยยอดมุ่งหน้าลงใต้ จะผ่านแยกยางชุม(ก่อนถึงตัวอำเภอกุยบุรี) เลี้ยวขวาเข้าไปตามทางเรื่อยๆ จะเห็นป้ายซ้ายมือว่าเข้าไปดูช้างกุยบุรี ไปตามทางจนกระทั่งถึงกลางไร่สับปะรด จะมีทางลูกรังข้างหน้าตรงไปอีก 2 กม. ก็ถึงด่านตรวจอุทยานฯ ที่นี่ห้ามรถเก๋ง รถตู้ รถบัสเข้าไป จอดรถไว้ตรงนี้จะมีรถเช่าของคนในพื้นที่ให้บริการ แต่ถ้าเป็นรถกระบะ หรือรถ 4 WD ก็เข้าไปได้เลย โดยทั่วไปเวลาเริ่มดูสัตว์ที่กุยบุรีจะเริ่มราวๆ บ่ายสามโมง ใครมาก่อนก็จะไปรวมอยู่ที่หน่วยฯป่ายางข้างในป่า ที่หน่วยฯป่ายางนี้เขาจะมีประวัติ มีข้อมูล วิธีปฏิบัติตัวในการดูสัตว์ที่นี่คร่าวๆ ใกล้หน่วยฯจะมีบ่อน้ำใหญ่ บางวันจะเห็นช้างลงมาเล่นน้ำในบ่อนี้อย่างเพลิดเพลิน พอบ่ายสาม เจ้าหน้าที่เขาจะมาประจำจุดที่สัตว์จะออกคือบริเวณที่เรียกว่าหน้าผาและโป่งสลัดได ถ้ามีสัตว์ออก เขาจะวิทยุมาบอกที่หน่วยฯป่ายาง ท่านก็ไปตามจุดที่เขารายงานได้เลย ไม่ต้องขับรถเพ่นพ่านไปมาให้รบกวนสัตว์เหมือนบนเขาใหญ่ โอกาสการเจอสัตว์จึงมีเกือบ 100% ใครไปใครก็เจอ เจอมากหรือน้อย เจอสัตว์ชนิดไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การจัดการแบบนี้ดูเป็นระบบดี ติดแต่ว่าราคารถที่เหมาเข้าไปดูสัตว์ ถ้าไปน้อยคนถือว่าแพงไปหน่อย ถ้าทางอุทยานฯ จัดระบบรถเช่าอย่าแพงมากก็น่าจะดีกว่านี้
จุดชมสัตว์ของอุทยานฯกุยบุรี จุดชมสัตว์ของอุทยานฯกุยบุรี


                            อุทยานฯกุยบุรีแห่งนี้ที่เราเห็นเป็นสวรรค์ของสัตว์ป่า เป็นเพราะบารมีของในหลวงและพระราชินีของเราที่ฟื้นฟูสภาพป่าตรงนี้คืนมาให้สัตว์ หลังจากมีข่าวช้างลงมาหากินในไร่สับปะรด แล้วถูกยิง ถูกวางยาตายหลายตัวเมื่อย้อนไปนับสิบกว่าปีก่อน เพราะไร่สับปะรดรุกเข้าไปจนติดภูเขา หน่วยฯป่ายาง ทุ่งหญ้าต่างๆที่เห็นล้วนเป็นไร่สับปะรดมาก่อนทั้งนั้น พอคนรุกที่หากินของสัตว์เข้าไป ซ้ำยังปลูกพืชอาหาร ช้างก็ลงหากิน คนก็ว่าช้างบุกรก สุดท้ายช้างก็ถูกทำร้ายอย่างที่เห็น พอเริ่มคืนพื้นที่ให้สัตว์ โดยเอาพื้นที่คืนแล้วมีโครงการปลูกป่า ใช้ไม้โตเร็ว พวกสนทะเลบ้าง หว้า สีเสียด สะแก ไทร ปลูกคละๆกัน เพื่อฟื้นสภาพป่าโดยเร็ว เวลาล่วงมาแค่ไม่กี่สิบปี ป่ายังไม่ฟื้นดีด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้สัตว์ป่าแทบทุกชนิดกลับมาจนกลายเป็นซาฟารีอย่างที่บอก สัตว์ป่าเขาไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่อาหารที่พอเพียง ความปลอดภัย ไม่มีคนมาล่าเอางา เอาหนัง แค่นี้สัตว์ป่าก็อยู่ได้แล้ว ซึ่งอุทยานฯกุยบุรีก็มีให้ แต่เมื่อสัตว์มาก แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ก็พาลขาดแคลนอีก โชคดีที่มีกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ไปสร้างฝาย สร้างโป่งช่วยกัน อย่างกลุ่มคนเล็กๆในเวบบล๊อกโอเคเนชั่น กับกลุ่มโอเคเนเจอร์ก็เคยไปทำโป่ง ทำบ่อน้ำให้ช้างได้ใช้น้ำในหน้าแล้งมาแล้ว แต่ก็ไม่พอหรอกครับ หน่วยงาน ห้างร้านไหนถ้าอยากจัดกิจกรรมช่วยสัตว์ป่าขอเชิญเลยครับ ท่านช่วยได้มากกว่าคำว่า “ สงสาร”
ม้าหัวหิน กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองประจวบไปแล้ว ม้าหัวหิน กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองประจวบไปแล้ว


                       ที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์เปิด แต่เป็นป่าจริงๆ เป็นสัตว์ป่าจริงๆ ที่คงจะมีที่เดียวในประเทศไทยที่เป็นอย่างนี้ อันนี้ก็ต้องชมอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่ทำให้เกิดพื้นที่ซาฟารีขึ้นในเมืองไทยเราจริงๆ แล้วใครจะรู้อีกว่า ประจวบฯ เขาชวนให้เรามาลองห่มทราย ฟังไม่ผิดครับ ห่มทรายจริงๆ ซึ่งคุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ฉายาคุณหมอล้างพิษ ท่านยืนยันเลยว่าการห่มทรายนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพอย่างมาก เป็นส่วนหนึ่งที่เขาเรียกว่าทะเลบำบัด ซึ่งมันมีอาหารทะเล อากาศทะเล และทรายทะเล โดยมีคุณหมอเมืองนอกเสนอทฤษฏีว่า คนเราสัดส่วนเกลือแร่ต้องเท่ากับน้ำทะเลโดยมีการพิสูจน์กับสุนัข ปรากฏว่าสุนัขอยู่ได้โดยการผสมสัดส่วนของเกลือแร่ที่คล้ายคลึงกับน้ำทะเล ในเมืองนอกการยอมรับทะเลบำบัดจึงได้รับความนิยมมีศูนย์ทะเลบำบัดในเมืองท่องเที่ยวที่ติดทะเลมากมาย การห่มทรายนี้เป็นหนึ่งในวิธีของทะเลบำบัดจะเป็นการแลกประจุพลังงาน จากทรายที่มีธาตุต่างๆปะปนและน้ำทะเล ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยให้เลือกทรายครึ่งชื้นครึ่งแห้ง ขุดหลุมลึกพอประมาณแล้วเอาทรายกลบหนาพอประมาณแค่พอรู้สึกหนักๆ อย่าบางมากให้ทั่วร่าง โผล่หัวออกมา ถ้าทรายที่ถมตัวแห้ง ให้ตักน้ำทะเลมารดให้ชุ่ม นานสักครึ่งชั่วโมง เราจะรู้สึกว่าเหมือนมีหัวใจ 20 ดวง เต้นตุ๊บๆ อยู่ทั่วร่างกายตั้งแต่ปลายเท้าจนทั่วร่างกาย วิธีการนี้จะช่วยลดความดัน ช่วยเรื่องหัวใจ ทำให้เราผ่อนคลาย และผิวพรรณดี เพราะผลึกทรายทะเลนั้นจะมีพลังงาน ยิ่งทรายละเอียดยิ่งปล่อยประจุพลังงานได้ดี ทรายจะมีพลังงานที่สร้างความมั่นคง คนที่ไม่มั่นใจ ซึมเศร้า ทรายจะมาบำบัดส่วนนี้ได้ นั่นเป็นระดับจิตวิญญาณ ยิ่งถ้าทรายนั้นมีธาตุเหล็ก อย่างหาดทรายแดงที่บางสะพานหรือที่ชุมพร ก็ช่วยเรื่องเลือด เพราะมีทรายสีแดงมีธาตุเหล็กปน สารที่ปนในทรายจะให้ผลดีทั้งกาย ใจ และไปจนถึงระดับจิตวิญญาณ ยิ่งเพื่อเราห่มทรายเสร็จแล้วไปล้างน้ำทะเล จะเห็นว่าผิวเราลื่น มันนั่นเป็นการถนอมผิว แล้วมานั่งให้คลื่นน้ำทะเลนวดตัว ก็จะเกิดความผ่อนคลาย ทะเลบำบัดจึงมีทั้งอาหารทะเล อากาศทะเล และทรายทะเล คุณหมอบรรจบบอกทรายแม่น้ำ อาจไม่ให้ผลเท่าทรายทะเล เพราะสิ่งที่ต้องการคือเกลือแร่จากน้ำทะเลด้วย
นพ.บรรจบ กับกิจกรรมห่มทราย ในภาพ ผอ.ททท.ประจวบทดลองคนแรก นพ.บรรจบ กับกิจกรรมห่มทราย ในภาพ ผอ.ททท.ประจวบทดลองคนแรก


                        บ้านเรามีชายหาด มีหาดทรายยาวเหยียดไปทำที่ไหนก็ได้เมื่อไปทะเล นอกจากเดินเล่นตามชายหาด เล่นน้ำทะเล ถ่ายภาพ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายทางสายตา ทางใจ การมาห่มทรายให้ร่างกายได้ปรับดุล ทั้งน่าจะเป็นกิจกรรมครอบครัว กิจกรรมเพื่อสุขภาพระหว่างการท่องเที่ยวอีกหนึ่งอย่างด้วย ต้องขอบคุณ ททท.ประจวบฯที่เปิดโลกทัศน์ในเรื่องนี้
หาดแหลมศาลา หาดแหลมศาลา


                         นี่แค่สองเรื่องของประจวบฯ ก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว ถ้าได้ลงลึก เจาะที่เที่ยวให้ละเอียด ผมว่าวันเวลาที่มาประจวบ จะเจอความสุขเป็นประจำแน่ๆ ถ้าไม่เชื่อ วันหยุดนี่ ลองมุ่งหน้าที่ประจวบฯ กัน...... ................................................. @ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ประเทศไทยใจเดียว-เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ ๓ ส.ค.๕๖@
ถ้ำพระยานคร  ยังคงสวยงามเช่นในอดีต ถ้ำพระยานคร ยังคงสวยงามเช่นในอดีต


แนะนำให้อ่านต่อ