Fossil Land แดนสตูล

ประเทศไทยใจเดียว Fossil Land แดนสตูล คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ www.tawanyimchang.com ...ไปให้รู้จัก...แล้วจะรักเมืองไทย...                 ท่านผู้อ่านจำเรื่องที่ผมเคยเขียนชวนให้มาเป็นนักหาฟอสซิล เมื่อ 3 ปีก่อนกันได้ไหมครับ ครั้งนั้นผมแค่เชิญชวนให้ท่านผู้อ่านเป็นนักสังเกตหิน ที่มักมีซากฟอสซิลปรากฎอยู่ แล้วให้ถ่ายรูปมา จดทำเลที่พบมาด้วย ปรากฏว่าตอนนี้กรมทรัพยากรธรณี เขากำลังจะไปจัดตั้งอุทยานธรณีหรือ Giopark ขึ้นที่สตูล โดยยกจุดเด่นที่ว่าพื้นที่ในเขตจังหวัดสตูล โดยเฉพาะ อ.มะนัง อ.ทุ่งหว้า อ.ละงู ที่เขาว่ามีฟอสซิลอยู่อย่างมากมาย แทบทุกตารางเมตรก็ว่าได้ ผมก็นึกในใจ “โม้หรือเปล่าหว่า” ตามประสาคนที่ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆท่าน ดร.ทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ท่านคงเห็นว่าความรู้เรื่องฟอสซิลของผมนั้นเท่าหางอึ่ง ก็เลยชักชวนให้ไปออกภาคสนามจริงๆ ที่สตูลให้เห็นจะๆกับตา และเห็นว่าผมนั้นเป็นเจ้าปัญหา มีคำถามสารพัน เลยจัดท่าน ผอ.นิวัติ บุญนพ ผอ.ส่วนประสานงานและสนับสนุนวิชาการ ไปให้ความกระจ่างผมด้วย แล้วยังหนีบคุณธัญธร โทนรัตน์ นักธรณีไปอีกคน (ท่านนี้กำลังขุดค้นและจัดตั้งพื้นที่การเรียนรู้ทางธรณีและฟอสซิลที่ท่ากระดาน เมืองกาญจนบุรี เดี๋ยววันหลังผมจะตามไปดูแล้วเอามาเล่าให้ฟัง) ก่อนลงพื้นที่จริงท่าน ผอ.นิวัติก็ปูพื้นเรื่องทางธรณีพอให้ผมมีอะไรติดสมองไปบ้างเวลาลงพื้นที่จริงจะได้ไม่สมองกลวง พื้นที่ที่พาไปจุดแรกที่เขาน้อย ต.กำแพง อ.ละงู ริมถนนละงู-ป่าแก่
ขุดหาฟอสซิลที่เขาน้อย


                     เขาน้อยที่ว่านี้เป็นเนินเขาเตี้ยๆริมทาง มีร่องรอยการใช้เครื่องจักรมาขุดตัก นัยว่าเอาไปถมที่ทำถนนสายนี้นั่นเอง มีการปลูกยางพาราลงไปในพื้นที่ที่เหลือแล้ว แต่ลักษณะที่ผมสะดุดตาก็คือ ภูเขาที่เห็นจะเป็นริ้วเป็นชั้นๆ เรียงตัวเอียงในแนวเดียวกัน ดินมีความเปราะนิ่ม แค่เอามือบิหินก็แตกแล้ว ผอ.นิวัติอธิบายว่าเป็นหินปูนแทรกสลับด้วยหินโคลนในยุค ออร์โดวิเชียน ซึ่งมีอายุ 470 ล้านปีเป็นรูปแบบที่เรียกว่าหินโผล่ หินกลุ่มนี้จะเจอฟอสซิลนอติลอย (Nautiloid) ซึ่งเป็นต้นตระกูลของปลาหมึกในปัจจุบัน ก็คล้ายๆหมึกกล้วยนั่นแหละ แต่ตัวจะออกเรียวยาว หรือแบคชิโอพอด (Brachiopod) หรือพวกหอยตะเกียง และใกล้กันจะมีบ่อหินดินดานสีดำ ซึ่งเป็นหินยุคไซรูเลียนดีโวเนียน(350-450 ล้านปี ) ฟอสซิลที่เด่นๆในกลุ่มนี้จะเป็นแกรบโตไลท์(Graptolite) หรือที่เรียกว่าใบเลื่อยจิ๋ว มันจะตัวยาวเล็กๆ ถ้าเอาแว่นขยายส่องดูจะเห็นด้านข้างลำตัวเป็นหยักๆ เหมือนใบเลื่อนรอบตัว จะอยู่ในชั้นหินดินดาน ย่านนี้จึงถือเป็นพื้นที่ต่อกันสองยุคทางธรณีที่มีฟอสซิลอยู่กันหนาแน่นมาก นี่เป็นการเล่าพื้นที่คร่าวๆ ก่อนลงมือขุดค้นจริงๆ
เพียงการขุดค้นฟอสซิลริมทาง ก็เป็นการท่องเที่ยวแบบเรียนรู้อย่างหนึ่ง


                         โชคดีที่วันนี้มีเจี๊ยบและแนน สองนักธรณีที่กำลังลงไปอยู่ในพื้นที่พอดี เลยพาผมหาฟอสซิลจริงๆ ซะเลย ผมหยิบก้อนหินดินดานขนาดเท่ากระป๋องนม แล้วเอาค้อนขุดค้นทุบเบาๆ หินดินดานก้อนนั้นก็แตกเป็นรอยผ่าตรงกลาง พอเพ่งดูก็เห็นเป็นซากของอะไรสักอย่างรูปร่างยาวๆ หลายตัว พอเอาแว่นขยายส่องดูก็เห็นเหมือนเป็นรอยหยักหนามๆ โดยรอบจริงอย่างที่ ผอ.นิวัติว่าไว้ นี่คือซากเจ้าแกรบโตไลท์ ยิ่งหาก็ยิ่งเจอ ยิ่งสนุก เพราะไม่ใช่ชนิดเดียว แต่เราได้เจอหลากหลาย เดี๋ยวคนนั้นร้องว่าเจอแล้วๆ เราก็แห่กันไปดู เป็นที่สนุกสนาน แม้กระทั่งอีกพื้นที่หนึ่ง ที่เรียกว่า “กม.9” ริมถนนสายเดียวกัน เราก็เจอทั้งเจ้านอติลอยซ่อนซุกอยู่ในเนื้อหิน เห็นแต่ละช่องในลำตัวชัดเจน รวมทั้งเจ้าไทรโลไบต์(Trilobite) ซึ่งเป็นต้นตระกูลของแมงดาทะเลในปัจจุบัน เสียดายที่ตัวไม่ครบส่วน แล้วยังเจอซากของเจ้าสาหร่ายสโตมาโตไลท์ หนาแน่นมาก หินบางก้อนมีแต่สาหร่ายชนิดนี้ขึ้นคลุมปรากฏอยู่อย่างชัดเจน
.ฟอสซิลไทรโบไลท์ต้นตระกูลของแมงดาทะเลในปัจจุบันที่ขุดค้นเจอในวันนั้น


                        ผมเคยแต่ดูฟอสซิลตามหินไม่ได้ลงมือขุดแบบนี้ประกอบกับพอมีนักธรณีมาแนะนำเราให้ความรู้ขณะขุดค้น มันก็ยิ่งสนุก ตื่นเต้นที่รอลุ้นว่าในหินก้อนที่ทุบจะเป็นซากฟอสซิลอะไร แต่ปรากฏว่าที่ผมตื่นเต้นนั้น น้องๆนักเรียนโรงเรียนกำแพงวิทยา อ.ละงู จ.สตูล เขาเฉยๆ เพราะโรงเรียนนี้เขาคุ้นเคยกับการขุดค้นหาฟอสซิลอยู่แล้วเพราะที่นี่เขาสอนเด็กนักเรียนให้รู้จักธรณีวิทยาและฟอสซิลโดยมีครูนก ธรรมรัตน์ นุตะธีระ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง โดยมี ท่านผอ.เกษม ทองปัจจา ให้การสนับสนุนเต็มที่ ถึงขนาดว่าโรงเรียนนี้เขาใช้ห้องโถงชั้นล่างอาคารเรียนจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเลยทีเดียว พอมีครูที่เก่งเรื่องนี้พร้อมถ่ายทอดความรู้ มีผู้ใหญ่ในโรงเรียนให้การสนับสนุน มีพื้นที่จริงในการพาเด็กออกไปขุดค้นจริงๆ เด็กโรงเรียนกำแพงวิทยาเลยเก่งเรื่องธรณี เรื่องฟอสซิลไปโดยปริยาย เขาจัดแสดงให้เห็นหินแต่ละยุคๆในตารางธรณีกาล กว่าจะมาถึงยุคในปัจจุบัน มีซากฟอสซิลที่ขุดค้นได้ในพื้นที่มาจัดแสดง แล้วน้องๆ เด็กนักเรียนก็อธิบายให้ฟังได้เป็นช่องเป็นฉาก ใครผ่านไปเที่ยวตะรุเตาลองแวะไปดู ห่างจากท่าเรือปากบาราไม่กี่กิโลเมตร อีกทั้งเด็กๆเขาทำเจ้าไทรโลไบต์(ต้นตระกูลแมงดาทะเล)จำลองออกมาเป็นของที่ระลึกที่ดูเก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร ผมว่างานที่ต้องแจกของชำร่วยน่ามาอุดหนุนเด็กๆ เพื่อเป็นกำลังใจและส่งเสริมเด็กๆนะครับ
. ครูนก_กับซากสาหร่ายโบราณที่คลุมเต็มก้อนหิน


                  พอไปที่ อบต.ทุ่งหว้า ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะที่นี่เขาจะจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีของสตูล ตอนนี้เขามีพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์จัดแสดงอยู่ เพราะมีการขุดค้นฟอสซิลของฟันกรามช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็นช้างโบราณในยุค 1.8 ล้านปีก่อน ที่ ต.ทุ่งหว้านี่เอง แล้วยังมีแรดดึกดำบรรพ์ในยุคเดียวกันด้วย ที่เดียวในภาคใต้หรืออาจจะไม่กี่แห่งในโลกที่ขุดเจอซากช้างชนิดนี้ พิพิธภัณฑ์ช้างที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่นี้แต่มีฟอสซิลอีกสารพัน ล้วนแล้วแต่ขุดค้นเจอในพื้นที่ทั้งสิ้น ซึ่งผมว่าน่าสนใจมาก เพราะที่นี่ นายก อบต. คุณณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ท่านก็หายใจเข้าออกเป็นฟอสซิลช้างอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายท่าน นายกฯ อบต.ท่านอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่เรียนรู้ในเรื่องฟอสซิล ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าในพื้นที่ อ.มะนัง อ.ทุ่งหว้า อ.ละงู ของสตูลนี้ อุดมไปด้วยฟอสซิลอย่างที่ผมได้ออกไปขุดค้น แล้วก็เห็นตามนั้นจริงๆ ใครก็ได้ที่สนใจ เข้ามาศึกษา มาออกพื้นที่จริงในการขุดค้น มีพี่เลี้ยงมากมาย ในโรงเรียนกำแพงวิทยานั้นเก่งเรื่องนี้แทบยกโรงเรียน พอเจอแล้วก็เอามารวบรวมจัดแสดง เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้ต่อไป มันเป็นความภาคภูมิใจของคนที่ขุดค้นเจออย่างเราๆ ท่านๆ อีกทั้งเป็นการให้กำลังใจให้เขารักในท้องถิ่นของตัวเอง เพราะเหตุนี้ทางกรมทรัพยากรธรณี เขาจึงเข้าไปสนับสนุนการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลขึ้นปลายปีนี้นี่เอง ซึ่งที่นี่ถือว่าครบเครื่องมาก ที่สำคัญใครที่สนใจลองออกไปทดลองขุดค้นหาซากฟอสซิลจริงๆได้ด้วย
ไม่กี่นาทีที่ขุดค้นเราก็เจอซากฟอสซิลมากมาย


                   ผมบรรยายความรู้สึกขณะลุ้นว่าซากอะไรที่จะเผยให้เห็นในก้อนหินที่เราเพิ่งทุบดูเมื่อครู่ไม่ได้ว่ามันอิ่มเอมใจและลุ้นระทึกอย่างไร กับการจะพบเห็นซากของสิ่งที่เคยโลดแล่นและใช้ชีวิตบนโลกใบนี้มาก่อนเราเป็นล้านๆปี แล้วเราเป็นคนมาเจอเขาในยุคนี้ ใครกลับจากเที่ยวหลีเปะ ตะรุเตา ลองมาแวะที่ทุ่งหว้าสักครั้งแล้วมาลองดู ผมว่าคุณอาจจะอยากกลับไปเป็นครั้งที่สอง เพื่อหาฟอสซิลที่ยังไม่เจอเหมือนเราดูนก ว่าเจอชนิดไหนบ้างแล้ว ก็เก็บเป็นบันทึกความภาคภูมิใจส่วนตัวไป การท่องเที่ยวแบบกินดื่ม แบบริโภค เราจะต้องหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ หรือคิดปรุงแต่งกิจกรรมใหม่ๆขึ้นตลอด เพื่อให้คนมาใช้ มาจ่าย มาซื้อความสนุก ความสบาย โดยเราต้องลงทุนเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสียวัฒนธรรมท้องถิ่น เสียวิถีชีวิตที่ดีงามไป แต่การท่องเที่ยวเพื่อศึกษาเราแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่มีแนวทาง มีจุดมุ่งหมาย มีกิจกรรมให้ศึกษาเท่านั้น แม่แต่ข้างถนนยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแนวศึกษาได้สบายๆ เรื่องทางธรณี ยิ่งศึกษาก็ชักสนุก ยิ่งที่สตูลด้วยแล้ว ถ้าผมจะเรียกว่า Fossil Land คงไม่เกินจริงนะครับ... ..................................... @ คอลัมน์ประเทศไทยใจเดียว-เสาร์สวัสดี- นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖@
เด็กโรงเรียนกำแพงวิทยากำลังบรรยายเรื่องฟอสซิลแก่นักท่องเที่ยว


แนะนำให้อ่านต่อ